

ทีนี้พอเราภาวนาเนี่ย ไม่เหมือนการท่อง เหมือนเราสวดมนต์เนี่ย เราจะต้องท่อง ต้องใช้กำลัง ในการท่อง ถ้าอันไหนคล่องปากขึ้นใจ เราใช้กำลังน้อยหน่อย ถ้าอันไหนไม่คล่องปากขึ้นใจเนี่ย อย่างดูเปิดหนังสือดู อย่างนี้ก็ต้องใช้กำลังมากหน่อย แต่จะพอจำได้แต่ยังไม่ถึงคล่องปากขึ้นใจ ก็ใช้กำลังลดลงไปอีกหน่อย แต่ถ้าขั้นคล่องปากขึ้นใจแล้ว กำลังก็ใช้นิดหนึ่ง
แต่ถ้าในระดับของการเจริญภาวนา ที่ว่าภาวนาสัมมาอะระหังกัน ต้องเป็นเสียงที่ละเอียดกว่านั้นอ่ะ ก็เป็นเสียงละเอียดเหมือนเพลงบทเพลงเสียงเพลงที่ เราคุ้นหูอ่ะ มันดังหึ่มๆขึ้นมาในใจ เวลาเราอาบน้ำในห้องน้ำ เวลาสดชื่น หรือบทสวดมนต์ที่เราคุ้นเคย มันดังขึ้นมาเอง ยังงั้นแหละ
เราใช้คำภาวนาสัมมาอะระหังในระดับความละเอียดของใจขนาดนั้นแหละ แล้วก็ต้องให้ดังมาจากในกลางท้องของเราซะด้วย ไม่ใช่ดังที่สมอง เราคุ้นกับการนึกคิดที่สมอง ท่องที่ปาก จำที่สมอง นั้นๆๆ คือความคุ้นของเรา ที่เราถูกโลกใบเนี่ย หล่อหลอมชีวิตเราให้เป็นอย่างนั้น แต่นี่ต้องให้ดังมาจากในกลางท้อง ใหม่ๆเนี่ยเราก็ อาจจะต้องใช้ความพยายามนิดหนึ่ง

ในการภาวนา แต่ต่อๆไปเมื่อเราชำนาญแล้ว มันก็จะดังขึ้นมาเอง สัมมา อะระหัง สัมมา อะระหัง สัมมา อะระหัง ภาวนากี่ครั้งก็ได้ แล้วถ้าทำได้อย่างที่หลวงพ่อบอกเนี่ย ไม่กี่คำหรอก ใจมันไม่อยากภาวนาแล้วแหละ มันอยากจะอยู่เฉยๆนิ่งๆ ถ้าใจมีความรู้สึกอย่างนี้แปลว่า เราหมดความจำเป็นที่ต้องใช้คำภาวนาสัมมาอะระหัง เหมือนเราพายเรือไปถึงฟังแล้ว จอดเรือแล้วก็เดินออกจากเรือขึ้นฝั่งไป ไม่ต้องแบกเรือขึ้นตามไปด้วย แต่ถ้าถึงฝั่งแห่งคำภาวนา ถึงฝั่งแห่งการประครองใจทำหน้าที่เป็นกัลยาณมิตรให้กับใจแล้ว ใจมันก็อยากจะอยู่นิ่งๆๆ

ชมวิดีโอเต็มได้ที่ https://youtu.be/wVPBJxKqNb8?list=PLSY_jMlVmZrv5VowTZL1gcn9bE8a9pw7S
