สาลิยชาดก ว่าด้วย ให้ทุกข์แก่ท่านทุกข์นั้นถึงตัว
เชตวันมหาวิหารยามเช้าเงียบสงบจนได้ยินเสียงฝีเท้าของภิกษุที่เดินผ่านทีละรูปบนลานกรวดสีซีด พระพุทธเจ้าประทับอย่างสงบใต้ต้นไม้ใหญ่แสงแดดลอดผ่านกิ่งไม้ลงมาสะท้อนจีวรสีทองอ่อนของพระองค์ภิกษุทั้งหลายกำลังสนทนาเรื่องหนึ่งด้วยใบหน้าเคร่งเครียด
หัวข้อคือ พระเทวทัต—ผู้ที่พยายามทำทุกอย่างเพื่อหวังทำร้ายพระพุทธองค์แต่ แม้แต่ “ให้สะดุ้งสักนิด” ก็ยังทำไม่ได้พระศาสดาทรงยิ้มบาง ๆก่อนตรัสเบา ๆ คล้ายเสียงลมพัดกระทบยอดโพธิ์ “ไม่ใช่เพียงชาตินี้ที่เทวทัตทำอันตรายเราไม่ได้แม้ในอดีต เขาก็ไม่อาจทำร้ายเราเช่นเดียวกัน”
แล้วพระองค์ก็เริ่มเล่าเรื่องอดีตชาติภาพในสายตาของภิกษุทั้งหลายจางไปกลายเป็นภาพหมู่บ้านโบราณกลางป่าขึ้นมาแทนแดดบ่ายจัดส่องผ่านช่องใบไทร แสงกระทบฝุ่นละอองที่เด็ก ๆ วิ่งเล่นจนฟุ้งขึ้นมาเสียงหัวเราะของพวกเด็กดังเจื้อยแจ้วทั่วลานดินท่ามกลางกลุ่มเด็กนั้น มีเด็กชายคนหนึ่งอายุราวสิบปีหน้าตาสดใส ดวงตาเฉียบแหลมเขาคือ พระโพธิสัตว์ในชาตินั้น
วันนั้นมีชายแปลกหน้าเดินลัดเลาะเข้ามาเขาเป็นชายผู้มีท่าทางซูบเซียว ตาเหมือนคนอดมานานใคร ๆ ในหมู่บ้านรู้จักเขาในชื่อของ “หมอทุรพล”ผู้ไม่ค่อยมีใครจ้างรักษา
เพราะฝีมือไม่เข้าท่าชายคนนั้นกวาดสายตาไปเห็นบางสิ่งบนต้นไทรลำตัวยาวกำลังเกยอยู่ตามกิ่งไม้ บิดเลื้อยช้า ๆงูเห่าเขายิ้มออกมารอยยิ้มที่ไม่ทำให้ใครวางใจได้เลยแล้วก็เกิดความคิดชั่วแล่นขึ้นมา“ถ้าเด็กถูกงูกัด…เราคงได้รักษาแล้วพวกผู้ใหญ่ต้องให้รางวัลแน่ ๆ”

เขาหันไปหาพระโพธิสัตว์ที่กำลังนั่งปั้นดินเล่น“หนูเอ๋ย ถ้าเจอ ลูกนกสาลิกา เจ้าจะจับไหมล่ะ?”เด็กน้อยเงยหน้าขึ้น ดวงตาเต้นระยับด้วยความสนใจ“ได้สิ ฉันจับให้ได้อยู่แล้ว”“ดูนั่น…เห็นไหม? ลูกนกสาลิกา นอนหลับอยู่นั่น—ระหว่างคาคบไม้”

เขาชี้ขึ้นไปยังงูเห่าอย่างจงใจเด็กคนอื่นยังไม่ทันมองออกว่ามันคืออะไรแต่โพธิสัตว์ปีนขึ้นต้นไม้ไปอย่างรวดเร็วมือเล็ก ๆ จับเข้าที่แผ่นหลังของสัตว์ประหลาดนั้นทันทีที่ผิวนั้นแตะถูกมือ
เขาก็รู้ทันทีไม่ใช่นกแต่เป็น งูเห่า ตัวลายขาวดำที่กำลังขยับจะหนีดวงตาเด็กชายเปลี่ยนทันทีจากความไร้เดียงสา เป็นความตั้งใจแน่วแน่เขารวบคองูไว้แน่น เพื่อไม่ให้มันเลื้อยกลับเข้าโพรงแล้วเหวี่ยงแรงสุดตัวออกไปทางชายผู้ชี้ให้จับ

งูพุ่งเป็นเส้นดำกลางอากาศ ก่อนฟาดลงบนไหล่หมอทุรพลมันเลื้อยรัดอย่างรวดเร็ว กัดซ้ำ ๆ ที่ลำคอเสียงดัง กรุ๊บ…กรุ๊บ…หมอทุรพลร้องไม่ออกดวงตาเบิกโพลงร่างทรุดลงตรงนั้นเด็ก ๆ วิ่งร้องตะโกนชาวบ้านพากันวิ่งเข้ามามุงแต่พระโพธิสัตว์…กลับยืนอยู่เงียบ ๆดวงตาของเขาสงบนิ่ง ราวกับเข้าใจเรื่องบางอย่างเหนือกว่าความกลัวเมื่อผู้คนมารวมกันเต็มลานเด็กชายก้าวออกมายืนหน้าฝูงชนน้ำเสียงของเขาสงบจนผิดวัย

“ชายผู้นี้หลอกให้ข้าจับงูเห่าบอกว่าเป็นลูกนกสาลิกาเขาใช้คำลวงเพื่อหวังผลสุดท้าย…เขาถูกงูนั้นกัดตายเอง”เสียงชาวบ้านเงียบสนิทสายลมผ่านต้นไทรดังหวิว ๆ ราวกับกำลังยืนยันคำของเด็ก
“คนที่คิดทำร้ายผู้อื่นแม้ผู้นั้นไม่คิดทำร้ายตอบความชั่วก็จะย้อนกลับมาหาเจ้าของมันเองเหมือนหมอผู้นี้…ที่พยายามฆ่าผู้อื่นแต่กลับตายด้วยมือของตัวเอง”คำพูดของเด็กชายคนหนึ่งกลายเป็นธรรมทั้งลานชาวบ้านพยักหน้าอย่างเข้าใจมีทั้งความอึ้ง ทั้งความสลด และความตระหนัก
พระพุทธเจ้าตรัสด้วยเสียงอ่อนโยน“ผู้ที่คิดทำร้ายผู้อื่นแม้ตั้งใจเพียงเล็กน้อยความชั่วนั้นจะย้อนกลับสู่ตนเองเช่นเดียวกับงูที่ย้อนมากัดผู้หลอกให้คนอื่นจับมัน”
พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว จึงทรงประชุมชาดกว่า
หมอทุรพลในครั้งนั้น ได้เป็น พระเทวทัต
ส่วนเด็กที่เป็นบัณฑิต คือ เราตถาคต ฉะนี้แล.