ชาดก 500 ชาติ รวมนิทานชาดกพร้อมภาพประกอบ คติธรรม ข้อคิดสอนใจ

ชาดก 500 ชาติ : ชาดก 500ชาติรวมชาดก 500 ชาติพร้อมภาพประกอบ  ข้อคิดสอนใจ

ชาดก คือ เรื่องราวหรือชีวประวัติในอดีตชาติของพระโคตมพุทธเจ้า คือ สมัยที่พระองค์เป็นพระโพธิสัตว์บำเพ็ญบารมีอยู่ พระองค์ทรงนำมาเล่าให้พระสงฆ์ฟังในโอกาสต่าง ๆ เพื่อแสดงหลักธรรมสุภาษิตที่พระองค์ทรงประสงค์ เรียกเรื่องในอดีตของพระองค์นี้ว่า ชาดก ชาดกเป็นเรื่องเล่าคล้ายนิทาน บางครั้งจึงเรียกว่า นิทานชาดก

ชาดก 500 ชาติ :: ภัลลาติยชาดก ว่าด้วยรักของกินนร

ภัลลาติยชาดก  

ว่าด้วยรักของกินนร

 

                 ณ กรุงสาวัตถีพระเจ้าโกศลกับพระนางมัลลิกาเทวีเกิดความไม่เข้าใจกันจากเรื่องที่เคยเล็ก กลับกลายเป็นความบาดหมางพระราชาทรงกริ้วพระมเหสีมาก ถึงขั้นไม่ยอมทอดพระเนตร ไม่ตรัสด้วย และไม่สนพระทัยเหมือนแต่ก่อนพระนางมัลลิกาทรงเสียพระทัยแต่ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรให้พระราชาคลายความโกรธพระนางได้แต่คิดว่า"พระพุทธองค์จะทรงทราบหรือไม่ว่า ตอนนี้เกิดอะไรขึ้นระหว่างเรา..."

 

%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%871.png

 

                 แน่นอนว่า พระพุทธองค์ทรงทราบเช้าวันรุ่งขึ้น พระองค์พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์เสด็จเข้าไปบิณฑบาตในกรุงสาวัตถี และเสด็จไปถึงพระราชวังพระเจ้าโกศลทรงรับเสด็จด้วยพระองค์เองหลังถวายภัตตาหารเรียบร้อย พระพุทธองค์จึงตรัสถามขึ้นว่า"มหาบพิตร วันนี้พระนางมัลลิกาอยู่ที่ใด เหตุใดจึงไม่เห็นพระนาง?"

 

%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%872.png

 

                 พระราชาทรงตอบด้วยความขุ่นพระทัยพระพุทธองค์จึงตรัสว่า"มหาบพิตร...""เหตุใดพระองค์จึงปล่อยให้ความโกรธทำให้ต้องห่างจากคนที่รัก?"จากนั้นทรงกล่าวถึงเรื่องประหลาดเรื่องหนึ่ง"ในอดีต พระองค์เคยเกิดเป็นกินนร""ครั้งนั้น เพียงต้องพลัดพรากจากคู่รักแค่คืนเดียว...""พระองค์ยังจดจำความทุกข์ของคืนนั้นอยู่ถึงเกือบเจ็ดร้อยปี" พระเจ้าโกศลทรงนิ่งไปพระองค์อยากรู้ว่าเรื่องนั้นเป็นมาอย่างไรพระพุทธองค์จึงทรงเล่าเรื่องในอดีต...

 

                 พระราชาผู้ทิ้งเมืองเข้าป่านานมาแล้วกรุงพาราณสีมีพระราชาพระนามว่า ภัลลาติยะวันหนึ่งพระองค์เกิดอยากเสด็จออกล่าสัตว์ในป่าหิมพานต์จึงมอบหมายราชกิจให้อำมาตย์ดูแลชั่วคราว แล้วสะพายอาวุธ พาสุนัขล่าสัตว์ที่ฝึกมาอย่างดีออกจากพระนคร

 

%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%874.png

 

                  พระองค์เดินทางลึกเข้าไปในป่าล่าสัตว์ก่อไฟย่างเนื้อกินแล้วเดินทางต่อไปเรื่อย ๆจนมาถึงบริเวณภูเขาคันธมาทน์ที่นั่นงดงามราวกับโลกอีกใบมีแม่น้ำสายเล็กไหลผ่านกลางหุบเขาน้ำใสจนมองเห็นปลาและเต่าว่ายอยู่เบื้องล่างชายหาดเต็มไปด้วยทรายขาวสะอาดสองฝั่งแม่น้ำมีต้นไม้นานาชนิดออกดอกออกผลเสียงนกร้องประสานกับเสียงน้ำฝูงผึ้งบินวนอยู่เหนือดอกไม้ลมเย็นจากภูเขาพัดผ่านร่มไม้ตลอดวัน

 

%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%873.png

 

                แต่ท่ามกลางสถานที่งดงามนั้น...พระเจ้าภัลลาติยะกลับได้ยินเสียงร้องไห้พระองค์หยุดเดินแล้วมองไปยังริมแม่น้ำที่นั่นมีสิ่งมีชีวิตสองตนยืนกอดกันอยู่รูปร่างคล้ายมนุษย์แต่ไม่ใช่มนุษย์พวกเขาคือ กินนรและกินรีทั้งคู่กอดกันแน่นบางครั้งมองหน้ากันแล้วยิ้มแต่เพียงครู่เดียวก็กลับร้องไห้อีกพระราชาทรงสงสัย "ในเมื่อได้อยู่ด้วยกันแล้ว เหตุใดจึงยังเศร้าถึงเพียงนี้?"

 

%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%875.png

 

                 พระองค์ส่งสัญญาณให้สุนัขทั้งหมดหลบอยู่ในพุ่มไม้จากนั้นวางคันธนูและอาวุธไว้ใต้ต้นไม้ แล้วค่อย ๆ เดินเข้าไปหา"พวกเจ้าเป็นใคร?" เมื่อเข้าไปใกล้ พระราชาจึงตรัสถาม"พวกเจ้าเป็นใคร?" "รูปร่างคล้ายมนุษย์ แต่ดูไม่เหมือนมนุษย์ทั่วไป" นางกินรีเป็นฝ่ายตอบ"พวกเราเป็นกินนร อาศัยอยู่ตามแม่น้ำและภูเขาในดินแดนแห่งนี้"พระราชาพยักหน้าแต่สิ่งที่พระองค์สงสัยจริง ๆ ยังไม่ได้รับคำตอบจึงถามต่อว่า"เราเห็นพวกเจ้ากอดกัน""เห็นว่าพวกเจ้ารักกัน""แต่เหตุใดจึงร้องไห้ไม่หยุด?" นางกินรีนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนตอบด้วยเสียงเศร้า

 

%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%8711.png

 

                "เพราะครั้งหนึ่ง...""เราสองคนเคยต้องจากกันหนึ่งคืน" พระราชาทรงขมวดคิ้ว "หนึ่งคืน?""พวกเจ้าร้องไห้เพราะต้องจากกันเพียงคืนเดียวหรือ?" นางกินรีพยักหน้า "ใช่...""เพียงคืนเดียว""แต่เป็นคืนที่เราสองคนไม่เคยลืม" วันที่แม่น้ำพรากเราจากกันนางกินรีมองไปยังแม่น้ำเบื้องหน้าแล้วเริ่มเล่าความทรงจำในอดีตวันนั้นเป็นช่วงฤดูฝนนางกับสามีเดินทางมาด้วยกันตามปกติเมื่อมาถึงแม่น้ำสายนี้ สามีของนางข้ามไปอีกฝั่งก่อนเขาคิดว่าเดี๋ยวนางก็คงตามมาส่วนตัวนางยังอยู่ฝั่งเดิมเพราะเห็นดอกไม้กำลังบานเต็มป่านางจึงคิดว่า"คืนนี้เราจะทำให้เป็นคืนที่สวยงาม" นางเริ่มเก็บดอกไม้ทีละดอกทั้งดอกปรูดอกลำดวนดอกมะลิและดอกไม้ป่าอีกหลายชนิดนางคิดถึงสามีขณะเก็บทุกดอก"ดอกนี้จะให้เขาทัดผม"

 

%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%876.png

 

           "ดอกนี้เราจะเอาไว้ประดับตัวเอง" "แล้วคืนนี้เราจะได้นอนอยู่ข้างกันท่ามกลางกลิ่นดอกไม้" นางจึงเก็บต่อไปจากหนึ่งกำมือกลายเป็นสองจากสองกลายเป็นกองใหญ่จากนั้นนางยังเก็บดอกสาละมาร้อยเป็นพวงมาลัยพวงหนึ่งสำหรับสามีอีกพวงสำหรับตัวเองแล้วยังทำพวงดอกไม้เตรียมไว้ปูเป็นที่นอนสำหรับคืนนี้เท่านั้นยังไม่พอนางนำกฤษณาและจันทน์แดงมาบดกับหินตั้งใจจะนำมาประพรมร่างกายให้หอมทุกอย่างที่ทำ...นางทำด้วยความคิดเพียงอย่างเดียวคืนนี้เราจะได้อยู่กับคนที่เรารักแต่ระหว่างที่นางมัวเลือกดอกไม้...ท้องฟ้าก็เปลี่ยนไป

                สายน้ำที่มาโดยไม่ทันตั้งตัวเสียงน้ำจากต้นแม่น้ำเริ่มดังขึ้นตอนแรกนางไม่ได้สนใจจนกระทั่งกระแสน้ำเชี่ยวไหลทะลักลงมาจากหุบเขา "ไม่..." นางรีบคว้าดอกไม้ที่วางอยู่บนพื้นแต่ไม่ทันแล้วน้ำพัดดอกไม้ทั้งหมดหายไปต่อหน้าต่อตาพวงมาลัยที่ตั้งใจร้อยดอกไม้สำหรับที่นอนเครื่องหอมที่เตรียมไว้

 

%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%877.png

 

                 ทุกอย่างถูกกระแสน้ำกลืนหายไปแต่สิ่งที่น่ากลัวกว่านั้นคือ...ระดับน้ำกำลังสูงขึ้นอย่างรวดเร็วเพียงไม่นาน แม่น้ำที่เคยตื้นก็กลายเป็นสายน้ำเชี่ยวกรากนางรีบวิ่งไปยังริมฝั่งและที่อีกฟากหนึ่ง...สามีของนางกำลังยืนรออยู่ทั้งคู่มองเห็นกันแต่ไม่มีใครข้ามไปหาอีกฝ่ายได้

 

%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%878.png

 

                  คืนที่ยาวนานที่สุดท้องฟ้าค่อย ๆ มืดลงทั้งสองยืนอยู่คนละฝั่งแม่น้ำไม่มีสะพานไม่มีทางข้ามมีเพียงเสียงน้ำคำรามอยู่ตรงกลางบางช่วงที่แสงยังพอมองเห็นใบหน้ากันทั้งสองก็ยิ้มราวกับจะบอกอีกฝ่ายว่า "ไม่เป็นไรนะ เรายังอยู่ตรงนี้" แต่เมื่อความมืดเข้าปกคลุมจนมองไม่เห็นกัน...นางกินรีก็ร้องไห้

 

%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%879.png

 

                 อีกฝั่งหนึ่ง สามีของนางก็ร้องไห้เช่นกันเสียงน้ำดังจนไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอีกฝ่ายยังอยู่ตรงนั้นหรือไม่ตลอดทั้งคืนทั้งคู่ได้แต่รอไม่รู้ว่าน้ำจะลดเมื่อไรไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นและไม่รู้ว่าเมื่อรุ่งเช้ามาถึง...คนที่รักจะยังยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามหรือไม่คืนเดียวกลับรู้สึกยาวนานราวกับหลายปีเช้าวันที่ได้กอดกันอีกครั้งจนกระทั่งแสงแรกของเช้าวันใหม่ปรากฏขึ้นฝนหยุดแล้วระดับน้ำเริ่มลดจากสายน้ำเชี่ยวกราก ค่อย ๆ กลับมาตื้นเหมือนเดิมทันทีที่สามารถข้ามได้ทั้งสองรีบวิ่งเข้าหากันไม่มีคำพูดใดออกมาพวกเขาเพียงกอดกันแน่นแน่นราวกับกลัวว่าอีกฝ่ายจะหายไปอีกครั้งแล้วก็ร้องไห้ก่อนจะหัวเราะออกมา

 

%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%8710.png

 

                 จากนั้นก็ร้องไห้อีกเพราะตลอดคืนที่ผ่านมา...พวกเขาเพิ่งได้รู้ว่าการมองเห็นคนที่รักอยู่ตรงหน้า แต่ไม่สามารถเข้าไปหาได้ มันทรมานเพียงใด "เรื่องนั้นเกิดขึ้นเมื่อไร?" พระเจ้าภัลลาติยะฟังมาถึงตรงนี้ก็เริ่มสงสัย"แล้วเรื่องที่พวกเจ้าพลัดพรากกัน เกิดขึ้นนานเท่าไรแล้ว? "นางกินรีตอบว่า"ประมาณ 697 ปีมาแล้ว" พระราชาทรงชะงัก"หกร้อยเก้าสิบเจ็ดปี?""พวกเจ้ายังจำเรื่องคืนเดียวเมื่อเกือบเจ็ดร้อยปีก่อนได้อยู่อีกหรือ?" นางกินรีพยักหน้า "เรายังจำได้"

 

               "และทุกครั้งที่นึกถึงคืนนั้น เรายังรู้สึกเศร้า" คำตอบนั้นทำให้พระราชายิ่งประหลาดใจพระองค์จึงถามอีกว่า"แล้วกินนรอย่างพวกเจ้ามีอายุยืนเพียงใด?" นางตอบว่า "ประมาณหนึ่งพันปี" "ตลอดชีวิตของเราแทบไม่มีโรคร้าย มีความทุกข์น้อย และมีความสุขมาก" "แต่ถึงจะมีชีวิตยาวนานถึงพันปี..."นางหันไปมองสามี"สุดท้าย เราก็ต้องจากกันอยู่ดี"

 

                จากนั้นนางจึงมองพระราชาและพูดประโยคที่ทำให้พระองค์นิ่งไป"ชีวิตของมนุษย์อย่างท่าน มีเพียงประมาณร้อยปีเท่านั้น""เมื่อชีวิตสั้นถึงเพียงนี้ เหตุใดจึงจะยอมเสียเวลาอยู่ห่างจากคนที่ตนรัก?"พระราชาผู้ลืมเรื่องล่าสัตว์พระเจ้าภัลลาติยะไม่ได้ตรัสอะไรอยู่พักใหญ่ก่อนหน้านี้พระองค์เดินทางออกจากเมืองเพราะอยากล่าสัตว์ทิ้งราชกิจทิ้งพระราชวังทิ้งผู้คนมากมายที่รอพระองค์อยู่เพียงเพื่อความสนุกชั่วคราวแต่กินนรสองตนตรงหน้า...มีอายุถึงหนึ่งพันปีกลับยังเสียดายคืนเดียวที่ต้องห่างกัน

 

                พระองค์เริ่มคิดถึงชีวิตของตัวเอง"ชีวิตมนุษย์มีเพียงเท่านี้...""แล้วเหตุใดเราจึงใช้เวลาที่มีไปกับสิ่งที่ไม่มีคุณค่า?"ทันใดนั้น การล่าสัตว์ที่เคยดูสนุก กลับไม่มีความหมายอีกต่อไปพระเจ้าภัลลาติยะเก็บอาวุธเรียกสุนัขทั้งหมดกลับมาแล้วหันหลังให้ป่าหิมพานต์พระองค์ไม่ล่าสัตว์ต่อแต่เสด็จกลับกรุงพาราณสีทันทีสิ่งที่พระราชานำกลับมาจากป่าเมื่อกลับถึงพระนคร เหล่าอำมาตย์ต่างเข้ามาถาม"พระองค์ทอดพระเนตรเห็นสิ่งอัศจรรย์อะไรในป่าหิมพานต์หรือ?"

 

%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%8712.png

                พระเจ้าภัลลาติยะจึงเล่าเรื่องกินนรสองสามีภรรยาให้ทุกคนฟังแต่สิ่งที่พระองค์นำกลับมาจากป่า ไม่ใช่เขาสัตว์ไม่ใช่หนังสัตว์และไม่ใช่ชัยชนะจากการล่าสิ่งที่พระองค์นำกลับมา...คือความเข้าใจว่าชีวิตนั้นสั้นกว่าที่เราคิดนับจากวันนั้น พระเจ้าภัลลาติยะทรงเลิกหมกมุ่นกับการล่าสัตว์

 

                  กลับมาตั้งใจปกครองบ้านเมืองทำทานสร้างกุศลและใช้เวลาที่เหลือให้มีคุณค่ามากกว่าเดิมกลับสู่พระราชวังแห่งสาวัตถีเมื่อพระพุทธองค์ทรงเล่าเรื่องจบพระเจ้าโกศลและพระนางมัลลิกาต่างนิ่งฟังพระพุทธองค์จึงตรัสเตือนว่า"มหาบพิตรทั้งสอง""แม้กินนรที่ไม่ใช่มนุษย์ พลัดพรากจากคนรักเพียงคืนเดียว ยังจดจำความทุกข์นั้นมานานหลายร้อยปี""พระองค์ทั้งสองจึงไม่ควรปล่อยให้ความโกรธและความบาดหมาง ทำให้ต้องเสียเวลาที่ควรได้อยู่ร่วมกัน"

 

                 คำสอนนั้นทำให้ความโกรธที่เคยอยู่ในพระทัยค่อย ๆ คลายลงพระนางมัลลิกาทรงยกพระหัตถ์ประนมความกระวนกระวายที่มีอยู่ก่อนหน้านี้สงบลงและนับจากวันนั้นพระเจ้าโกศลกับพระนางมัลลิกาก็กลับมาคืนดีกันอีกครั้งพระพุทธเจ้าทรงเฉลยเมื่อจบพระธรรมเทศนา พระพุทธองค์ทรงเปิดเผยว่า

กินนรผู้เป็นสามี ในครั้งนั้นคือ พระเจ้าโกศล

นางกินรีผู้เป็นภรรยาคือ พระนางมัลลิกาเทวี

ส่วน พระเจ้าภัลลาติยะ ผู้พบทั้งสองในป่าหิมพานต์

คือ พระพุทธองค์ เมื่อครั้งยังเป็นพระโพธิสัตว์

 

บทความนี้ ถูกใจคุณหรือไม่ + -

สิ่งดีๆมีไว้แบ่งปัน อะไรดีๆมีอีกเยอะ กด Like facebook กัลยาณมิตร

* * ชาดก 500 ชาติ แนะนำ * *

 ยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคล