แก่ดีกรี (ตอนที่ ๗)

วันที่ 24 มค. พ.ศ.2547

p_dhammarajanuwatra.jpg

 

.....พระธรรมเทศนา แสดงโดยพระธรรมราชานุวัตร สมัยดำรงสมณศักดิ์ พระราชโมลี วัดพระเชตุพน ในพิมพ์ไทยอาทิตย์ คอลัมน์ ธรรมนอกธรรมาสน์ เมื่อวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๑๔

 

.....จำพวก ๑ ซึ่งอ้างตนว่าเป็นคนเคร่งในทางรักษาระเบียบแบบแผนนั้น แท้จริงถ้าไตร่ตรองดูสักหน่อยคงจะต้องแลเห็นได้ว่า การที่จะไม่ผ่อนผันเสียเลยนั้นบางคราวอาจจะทำให้ตนได้ผลหย่อนไปหรือถึงแก่เสียการทีเดียวก็ได้ ดูแต่เถรตรงสิ การที่แกตั้งสัตย์ปฏิญาณไว้ว่า จะเดินให้ตรงเสมอไม่เลี้ยวเลยนั้น ที่จริงความตั้งใจของแกก็ดี แต่เพราะแกไม่ยอมผ่อนผันเลยพอแกเดินไปเจอะต้นตาลขวางอยู่กลางทาง และต้นตาลมันก็ไม่หลีกทางให้แก แกก็ปีนขึ้นไป จนต้งไปโหนโต่งเตงเป็นลิงอยู่ และในที่สุดกว่าจะลงได้ ก็เป็นเหตุให้ควาญช้างต้องเสียช้างไปตัวหนึ่ง และคนหัวล้านต้องการ ๔ คน เพราะตาเถรตรงแกดื้อไม่ยอมหลีกต้นตาลต้นเดียวไม่ใช่หรือ การที่แกจะเดินหลีกต้นตาลไปต้นเดียวเท่านั้นไม่เห็นจะเป็นการเสียหายมากมายอะไรเลย เพราะถ้ายังคงปรารถนาจะเดินตรงไปอีกก็ยังไปได้ การที่แกไม่ยอมหลีกจึงต้องตัดสินใจว่าแกดื้อเป็นเรื่องเลย เรื่องนิทานเถรตรงนี้เป็นตัวอย่างอันดีแห่งผู้ที่ไม่ยอมผ่อนผันและควรที่คนที่อวดตนอยู่ว่าเป็นถือระเบียบเคร่งนั้น จะกำหนดจดจำใส่ใจไว้บ้างจะดีกระมัง

.....
หรือว่าจะให้ลองนึกดูถึงทางการงานจริง ๆ บ้างก็ได้ เช่นในตำรายุทธวิธี มีกำหนดไว้ว่า ในเวลาที่ยกเข้าโจมตีข้าศึก ในแนวรบขยายแถวระยะห่างจากกันเท่านั้น ๆ ก็ถ้าต่างว่าที่มันไม่มีพอจะขยาย หรือถ้าขยายแล้ว จะไม่มีที่กำบังตัวทหาร จะไม่ผ่อนผันบ้าง ทหารมิถูกปืนตายเปล่าหมดหรือ

.....ข้างฝ่ายจำพวกที่ ๒ ซึ่งเห็นความผ่อนผันเป็นของสำคัญยิ่งกว่าสิ่งอื่นนั้น ก็เหมือนคนซื้อลา ในเรื่องนิทานอีสปปกรณัม ซึ่งเล่าเรื่องไว้ว่า ชายผู้หนึ่งไปซื้อลาได้แล้วให้ลูกชายขึ้นขี่ลาเดินไปบ้าน พบคนเดินสวนทางไปพูดกันว่า “ดูแน่ะ เด็กออกโตแล้วขึ้นไปขี่ลาปล่อยให้พ่อต้องเดินเหนื่อยอยู่ได้” พ่อก็ไล่ให้ลูกลงแล้วขึ้นขี่เอง พบคนสวนไปอีกเขาพูดกันว่า “ดูแน่ะ ตานั่นใจดำจริง ๆ ปล่อยให้เด็กเดินไปได้ แกขี่ลาเสียคนเดียว” พ่อก็เรียกลูกขึ้นไปขี่ลาด้วย จนไปพบคนเดินสวนทางไปอีกเขาพูดว่า “ดูแน่ะ คนอะไรมิรู้ ช่างมิรู้จักกรุณาแก่สัตว์เลย ลาตัวนิดเดียวดันขึ้นไปขี่อยู่ได้เป็น ๒ คน” ทั้งพ่อทั้งลูกเลยลงจากหลังลา ช่วยกันหามลาไปบ้าน พอไปถึงบ้านคนเขาก็หัวเราะกันครืนร้องว่า “แน่ะ ดูได้บ้าคู้นี้ซิ เอาลาเป็นนาย” เรื่องนี้จะเป็นเครื่องแสดงให้เห็นได้ว่าการผ่อนผันตะบันไปนั้นไม่มีผลดีอันใด และในที่สุดก็มีแต่ถูกเขาหัวเราะเยาะให้เท่านั้น

.....๙.ความมีหลักฐาน ข้อนี้เป็นข้อซึ่งไม่น่าจะเข้าใจยาก แต่ดูก็มีคนเข้าใจน้อยหรือจะเป็นเพราะไม่ใคร่จะได้สนใจไตร่ตรองนักก็อาจจะเป็นได้ แท้จริงมีหลักฐานเป็นคุณวิเศษอันหนึ่ง ซึ่งจะเป็นเครื่องช่วยบุคคลให้ได้รับตำแหน่งหน้าที่อันมีความรับผิดชอบ และเมื่อได้รับแล้วจะเป็นเครื่องช่วยให้ได้มั่นคงอยู่ในตำแหน่งนั้นต่อไปอีกด้วย

.....คำว่าหลักฐานนี้คืออะไร ? บ้างก็แปลกันว่ามีเชื้อชาติสกุลสูง บ้างก็แปลกันว่ามีทรัพย์สมบัติสมบูรณ์ บ้างก็ว่ามีวิชาความรู้พอที่จะเลี้ยงตัวได้

.....
ก็ถ้าเช่นนี้ผู้ใดที่เจริญบกพร่องในสถานที่นั้น ๆ มิเป็นอันไม่มีที่หวังได้หรือว่าจะเป็นหลักฐาน ไม่ใช่เช่นนั้นเลย จริงอยู่ชาติสกุลทรัพย์สมบัติและวิชาเป็นแต่เครื่องประกอบ เป็นอดิเรกลาภ และผู้ที่มีชาติสกุลสูงหรือผู้มีทรัพย์สมบัติ หรือมีวิชาแต่ถ้าไม่มีหลักฐานมั่นคงดีจริง ๆ แล้วอาจจะต้องตกต่ำ หรือถึงแก่ความพินาศได้ ถ้าเช่นนั้นหลักฐานคืออะไรเล่า ตอบได้เป็นข้อ ๆ ดังต่อไปนี้

.....๑.มีบ้านเป็นที่สำนักมั่นคง คือไม่ใช่เที่ยวเกเรเสแอบซุก ๆ ซ่อน ๆ หรือเปลี่ยนย้ายจากที่โน่นไปที่นี่เป็นหลักลอย บ้านที่เป็นสำนักนั้น ถึงแม้ตนจะมิได้เป็นเจ้าของ ก็ไม่เป็นข้อเสื่อมเสียเกียรติยศอันใด จะอาศัยอยู่กับบิดามารดา หรือญาติผู้ใหญ่ หรือมูลนายอะไรก็ตาม แต่ต้องตั้งอยู่ให้เป็นที่เป็นทาง พอเมื่อมีความจำเป็นบังเกิดขึ้นก็ขอให้ตามพบเป็นพอแล้ว …