ธรรมะวันนี้สัจกิริยา ๓ (๒.๑ มัจฉชาดก)

วันที่ 28 มีค. พ.ศ.2560

 

 

มัจฉชาดก ว่าด้วยปลาขอฝน(ล.๕๖,น.๒๐๘, มมร.)

    พระโพธิสัตว์เห็นความพินาศของหมู่ญาติก็ดําริว่า ‘ผู้อื่นเว้นเราเสียแล้ว ใครเล่าที่จะได้ชื่อว่าสามารถปลดเปลื้องทุกข์ของพวกปลาเหล่านี้เป็น ไม่มีเราจักทําสัจกิริยาให้ฝนตก ปลดเปลื้องฝูงญาติจากทุกข์คือความตายให้จงได้.’

    แล้วแหวกตมสีดําออก พญาปลาใหญ่สีกายเหมือนปุ่มต้นอัญชัน ลืมตาทั้งคู่อันเปรียบได้กับแก้วมณีสีแดงที่เจียรนัยแล้ว มองดูอากาศ บันลือเสียงกล่าวแก่เทวราชปัชชุนนะว่า “ข้าแต่พระปัชชุนนะ๑ ผู้เจริญ ข้าพเจ้าอาศัยหมู่ญาติเดือดร้อนมาก ในเมื่อข้าพเจ้าผู้ทรงศีลลําบากอยู่ทําไมท่านไม่ช่วยให้ฝนตกลงมาเล่า ข้าพเจ้าบังเกิดในฐานะที่จะกัดกินพวกเดียวกัน แต่ก็ยังไม่เคยได้ชื่อว่ากัดกินมัจฉาชาติตั้งต้นแต่ปลาเล็กแม้มีขนาดเท่าเมล็ดข้าวสาร ถึงสัตว์มีปราณอื่นๆ เล่า ข้าพเจ้าก็มิได้เคยแกล้งปลงชีวิตเลย ด้วยสัจจวาจานี้ ขอท่านจงให้ฝนตกลงมาปลดเปลื้องหมู่ญาติของข้าพเจ้าจากทุกข์เทอญ”

          เมื่อจะเรียกเทวราชปัชชุนนะ ประหนึ่งสั่งงานคนรับใช้ กล่าวคาถานี้ความว่า 

      “ข้าแต่พระปัชชุนนะ ท่านจงคํารนคํารามให้ขุมทรัพย์ของกาพินาศไป จงทําลายฝูงกาด้วยความโศก และจงปลดเปลื้องข้าพเจ้าจากความโศกเถิด” ดังนี้.พระโพธิสัตว์เรียกท้าวปัชชุนนะ เหมือนสั่งบังคับคนรับใช้อย่างนี้ ให้ฝนห่าใหญ ตกทั่วแคว้นโกศล ให้มหาชนพ้นจากมรณทุกข์ในปริโยสานกาลของชีวิตก็ได้ไปตามยถากรรม.


                                         

               ทรงประชุมชาดกว่า

               ฝูงปลาในครั้งนั้น ได้มาเป็น พุทธบริษัท     ปัชชุนนะเทวราช ได้มาเป็น พระอานนท์

               ส่วนพญาปลา ได้มาเป็น พระตถาคตเจ้า