นินทากาเล

วันที่ 01 พค. พ.ศ.2560

นินทากาเล,วาไรตี้,บทความประจำวัน

 

เรื่องที่ ๔ นินทากาเล (ช่วงที่ ๔ หลุมพรางสำหรับปัญญาชน)

 

               ผมมารู้จักความเจ็บแสบของการนินทาลับหลัง

     ว่ามันแย่ขนาดไหน ก็ตอนมาเรียนอยู่มหาวิทยาลัย นั่นเอง

       เรื่องก็มีอยู่ว่า พอผมรู้ตัวว่ากำลังถูกนินทา

ผมก็เลยใช้วิธีดำคืนไปบ้าง ทำอย่างนี้บ่อยๆ

                ผลสุดท้ายก็คีอได้นิสัยไม่ดีมา กว่าจะแก้นิสัยพูดไม่เพราะได้นี่หมดเวลาไปหลายปี ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ก็เป็นคนพูดเพราะ

                 คราวนี้ ผมก็อดย้อนมาห่วงน้องๆ ทั้งหลาย ไม่ได้ว่า ถ้าไปเจอการนินทาว่าร้ายเข้า จะรับมืออย่างไรกันดี เพราะถ้าใช้วิธีด่ากสับแบบที่ผมเคยพลาดมา เดี๋ยวก็ต้องมานั่งแก้นิสัยพูดไม่เพราะแบบผมอีก

                 อาจารย์ท่านหนี่งที่ผมเคารพรัก ท่านผ่านโลกมามากกว่า ท่านแนะนำว่า

              "ไอ้หนูเอ๊ย..นินทากาเลเหมือนเทนํ้า คงไม่ชอกชํ้าเหมือนเอามืดมากรีดหิน เรื่องนินทากันเป็นเรื่องธรรมดาๆ ก็เราเองบางทีเรายังนินทาชาวบ้านเลย ระวังคำพูดของเราก็แล้วกัน เวลาเขาเอาเรื่องคนโน้นคนนี้ที่ว่าเรามาฟ้อง จริงไม่จริงยังไม่รู้เลย เขาอาจจะฟ้งมาผิดๆก็ได้ พอเราพูดผางกสับไปด้วยความโกรธ เขาก็เลยเอาคำพูดที่เราพูด ไปบอกคนโน้นคราวนี้ล่ะ เราปฏิเสธไม่ได้ เพราะเราพูดจริง พูดหยาบกว่าด้วย เพราะเราโกรธ ทางโน้นเลยแล่นมาซัดเราเข้าให้ กลายเป็นเรื่องลุกลามใหญ่โตเลยทีนี้

                เพราะฉะนั้น อย่าไปถื่อสาอะไรกับลมปาก ที่เราพูดกันนี่ มันลมนะ โกรธไปก็แค่โกรธลมโกรธแล้งแค่นั้น ทำ หูทวนลมเสิยบ้าง หรือห้ดทำใจให้หน้กแน่นเหมือนขุนเขาเสียบ้าง เหมือนที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ได้ตรัสไว้ว่า

          สโล ยถา เอกฆโน วาเดน สมีรติ

          เอวํ นินฺทาปสัสาสุ สมมิซนฺติ ปณฺฑิตา.

          ภูเขาศิลาล้วน เป็นแท่งเดียว ย่อมไม่สะเทือน ด้วยแรงลมฉันใด

          บัณฑิตทั้งหลาย ย่อมไม่เอนเอียงเฬทะนินทาและสรรเสริญ ฉันนั้น

          คนเราถ้าจะอยู่ในสังคมให้เป็นสุขได้ และพอจะหาความเจริญก้าวหน้าให้กับตัวเองได้ คุณสมบัติพื้นฐานขั้นตํ่าสุดของเขาเลยคือ

         ๑. ควบคุมตัวเองได้

         ๒. ไม่จับผิดใคร

         ๓. ช่วยตัวเองได้

          ถ้าจะพูดในเชิงปฏิเสธก็คือไม่ต้องพึ่งใครสามารถยืนอยู่ด้วยขาของตัวเอง ช่วยเหลือตัวเองได้ ถ้าควบคุุมตัวเองไม่ได้ อยากจะทำอะไรก็ทำในที่สุดการกระทำนั้นจะกถ้บมาทำลายตัวเอง แล้วก่อความเดือดร้อนให้ผู้อื่นด้วย

        ถ้าไม่จับผิดใครก็แล้วไป แต่ถ้าไปจับผิดผู้อึ่นเข้า ก็จะยิ่งวุ่นวายหนักขึ้น เพราะความหลงตัวเองว่าวิเศษ จะไปทำให้ชาวบ้านเดือดร้อนถูกข่มเหงถูกเบียดเบียน ถูกจับผิด

      การช่วยเหลือตัวเองจึงสำคัญ ถ้าช่วยตัวเองไม่ได้ก็เป็นกาฝาก ถ่ายไม่ออก กินข้าวไม่ลง ก็โทษรัฐบาล โทษสิงแวดล้อม โทษชาวบ้าน

ในโลกนี้ไม่มีใครดี เห็นดีอยู่คนเดียว คือตัวเอง

          นี่คือสาเหตุแห่งความเดือดร้อนของคนทังโลก เกิดขนเพราะคนที่มีลักษณะอย่างนี้ใครเข้ามาเป็นรัฐบาลก็แทบตายทั้งนั้น

        ถ้าคนในสังคมไทยควบคุมตัวเองได้ ไม่จับผิดใครแล้วก็ช่วยเหลือตัวเองได้ ความสงบความสุขก็เกิดขึ้นมาได้

         สังคมไทยหรือสังคมชาวพุทธตั้งแต่โบราณมา เป็นสังคมที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการควบคุมตัวเองได้ ไม่ชอบจับผิดใคร และช่วยเหลือตัวเองได้ ไม่ต้องพึ่งใคร บ้านเมืองเราจึงสงบร่มเย็น ได้รับการขนานนามว่า สยามเมืองยิ้ม มานานแสนนาน แต่ว่าตอนนี้ชัก จะยิมกันไม่ออกแล้ว

        ก็ขอเตือนว่า ต่างคนต่างต้องหันกลับมาสำรวจตัวเองแล้วว่า เราสามารถรักษาคุณสมบัติพื้นฐาน ขั้นต่ำสุดชองชาวพุทธได้มากน้อยแค่ไหน ถ้าน้อยไปหรือขาดไปก็ต้องรีบแกัไข

      อีกประการหนึ่งเมื่ออายุมากเป็นหญ่ขึ้น สิ่งที่ควรจะคิดก็คือเราเหมือนไม้ใกล้ฝั่งแล้ว ความดีอะไรยังไม่ได้ทำ ควรรีบทำ ความเสียหายอะไรที่สำรวจดูแล้วมือยู่ในตัวเราที่จะต้องแก้ไข จะได้เป็นต้นแบบที่ดีแก่เด็กที่เกิดมาในรุ่นหลัง ให้เขาได้อยู่ในบ้าน เมืองที่สงบสุขตลอดไป"   

      และนี่ก็เป็นสิ่งที่อาจารย์ให้ข้อคิดแก่ผมในเรื่องของการไม่สนใจต่อคำนินทา และเอาเวลาไปฝึกฝนอบรมตนเองให้เป็นคนมืคุณภาพของประเทศดีกว่าอย่างอื่นทั้งหมด

สิ่งดีๆมีไว้แบ่งปัน อะไรดีๆมีอีกเยอะ กด Like facebook กัลยาณมิตร