เพราะเห็นจึงซาบซึ้ง

วันที่ 13 พย. พ.ศ.2560

เพราะเห็นจึงซาบซึ้ง

 

                     คุณยายมีสิ่งซ่อนเร้นอยู่ภายในร่างที่สงบเงียบ เรียบง่าย และอ่อนน้อมถ่อมตน คือ ไม่ว่าจะหลับตาหรือลืมตาท่านก็มองเห็นความสว่างภายในพอมองผ่านแสงสว่างท่านก็จะเห็นดวงภายใน และกายภายใน เห็นพระธรรมกายซ้อนกันอยู่เป็นชั้นๆเมื่อส่งใจผ่านเข้าไปเรื่อยๆ ความละเอียดของใจก็จะลุ่มลึกยิ่งขึ้น มิฉะนั้นแล้วจะไม่สามารถตอบคําถามของพระเดชพระคุณหลวงปู่ได้เลย ท่านต้องส่งใจผ่านไปถึงจุดที่เป็นคําถาม ใจต้องไปอยู่ ณจุดนั้นตลอดเวลา เพราะเมื่อผ่านจากคําถามไปแล้ว จึงจะถึงคําตอบได้

                     เมื่อคุณยายค้นคว้าวิชชาธรรมกายได้นานวันเข้าท่านก็รู้สึกปีติสุขในธรรมะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและซาบซึ้งในพระคุณของพระเดชพระคุณหลวงปู่ซาบซึ้งในวิชชาธรรมกาย รวมถึงการที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ ท่านตั้งใจที่จะสร้างบารมีทุกอนุวินาทีเพราะท่านเห็นและรู้แล้วว่าท่านเกิดมาสร้างบารมีเพื่อปราบมารประหารกิเลสให้สิ้นเชื้อไม่เหลือเศษและมุ่งไปสู่ที่สุดแห่งธรรม โดยจะต้องปราบมารให้สําเร็จเสียก่อน เพราะเรื่องมารเป็นเรื่องใหญ่ มารเป็นผู้บันดาลให้สิ่งต่างๆ บังเกิดขึ้นมาเพื่อครอบงําสรรพสัตว์และสรรพสิ่งทั้งหลาย วิธีการที่จะทําให้รู้แจ้งเห็นแจ้งในเรื่องนี้ได้ก็มีเพียงการเข้าถึงพระธรรมกายเท่านั้น

                      การที่คุณยายรู้เป้าหมายชีวิตได้ชัดเจนเพียงนี้เพราะท่านได้เห็นแล้วว่าก่อนมาเกิดท่านมาจากไหนมาทําไม อะไรคือเป้าหมาย จะต้องสาวไปหาเหตุโดยการย้อนภาพในอดีตที่เก็บเอาไว้ในศูนย์กลางกาย ณ ตําแหน่งหนึ่งที่เรียกว่า กําเนิดธาตุธรรมเดิมเป็นเสมือนฮาร์ดดิสก์หรือเครื่องบันทึกความจําที่เก็บข้อมูลเกี่ยวกับความเป็นตัวเราเอาไว้ทั้งหมดนับภพนับชาติไม่ถ้วน เพียงแค่เรานําใจมาหยุดนิ่ง ณ ตรงนั้นแล้วกระดิกจิต เราจะสามารถค้นหาภาพต่างๆ ที่เก็บบันทึกเอาไว้ได้

                      เมื่อใจของเราเข้าสู่ทางสายกลางได้แล้ว เราจะผ่านช่องทางที่นําออกไปสู่แหล่งความรู้อันกว้างขวางเกินกว่าสิ่งใดและไร้ขอบเขต หากต้องการรู้เรื่องอะไรก็นําใจมาหยุด ณ ตรงนั้นเรื่อยไป เป็นจุดเล็กๆที่เปรียบเสมือนเมล็ดโพธิ์หรือเมล็ดไทร หรือเปรียบกับการที่เราคลําแผ่นรั้วสังกะสีที่มีรูเล็กๆ อยู่เพียงรูเดียว หากเราหารูนั้นพบแล้วมองลอดผ่านออกไปก็จะเห็นโลกกว้างอีกด้านหนึ่ง หรือเปรียบกับการที่เรามองผ่านกล้องที่มีเลนส์ส่องขยาย ทําให้สามารถเห็นสิ่งต่างๆ ซึ่งปกติแล้วไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า

                      ในการทําวิชชานั้น คุณยายยืนยันว่า ต้องเห็นอย่างเดียวจึงตอบได้ ถ้าไม่เห็นก็ตอบไม่ได้เพราะวิชชาธรรมกายไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของการคิดค้นด้นเดา ท่านบอกว่าต้องเห็นชัดยิ่งกว่าลืมตาเห็น คือเห็นได้รอบตัว รู้ได้รอบตัว เป็นการเห็นที่เหนือกว่าการเห็นแบบมนุษย์ปุถุชนที่มีข้อจํากัดการเห็นด้วยวิชชาธรรมกายเป็นการเห็นโดยใช้เลนส์ใจขยาย เมื่อมีผู้ถามคุณยายว่ายากไหม ท่านก็บอกว่ายากพอสู้พอที่เราจะใช้ความเพียรทําให้เกิดขึ้นได้