เรื่อง ศึกชิงเจ้าบัลลังก์

วันที่ 25 กค. พ.ศ.2562

เรื่อง ศึกชิงเจ้าบัลลังก์

ในอดีตกาล พระเจ้าพรหมทัต ณ พระนครพาราณสี พระองค์มีพระโอรส ๒ พระองค์ ท้าวเธอประทานตำแหน่งอุปราชแก่พระโอรสองค์โต พระราชทานตำแหน่งเสนาบดีแก่พระโอรสองค์เล็ก ครั้นต่อมาพระเจ้าพรหมทัตสิ้นพระชนม์ พวกอำมาตย์พากันตั้งการอภิเษกแก่พระราชกุมารองค์โต 
ท้าวเธอตรัสว่า ฉันไม่ต้องการครองราชสมบัติ พวกท่านจงให้แก่น้องชายของฉันเถิด แม้ถูกทูลวิงวอนเพียงใด ก็ทรงห้ามเสีย ครั้นพวกอำมาตย์ทำการอภิเษกถวายพระเจ้าน้องแล้ว ทรงดำริว่า เราไม่ต้องการความเป็นใหญ่ ไม่ทรงปรารถนาแม้แต่ตำแหน่งอุปราช ถึงเมื่อพระราชาจะ เชิญเสวยโภชนะที่มีรสดี ๆ ประทับอยู่ในพระนครก็ตาม ก็ทรงห้ามเสีย แล้วเสด็จออกจากพระนครพาราณสี ไปสู่ชนบทปลายแดนอาศัยสกุลเศรษฐีตระกูลหนึ่ง ทรงกระทำการงานด้วยพระหัตถ์ของพระองค์เอง
ต่อมา พวกเหล่านั้นรู้ว่าท้าวเธอเป็นพระราชกุมาร ก็พากันไม่ยอมให้ทำการงาน พากันห้อมล้อมท้าวเธอด้วยการบริหารในฐานะเป็นพระราชกุมารทีเดียว
จำเนียรกาลนานมา พวกข้าราชการพากันไปสู่ชนบทปลายแดน ได้ไปถึงบ้านนั้นเพื่อรังวัดเขต
ท่านเศรษฐีเข้าไปเฝ้าพระราชกุมารกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นเจ้านาย  พวกข้าพระองค์พากันบำรุงเลี้ยงพระองค์ ขอพระองค์ทรงส่งหนังสือถึงพระเจ้าน้องให้ทรงลดส่วยแก่พวกข้าพระองค์เถิด พระเจ้าข้า
ท้าวเธอทรงรับว่าได้สิ  ทรงส่งหนังสือไปว่า ฉันอาศัยสกุลเศรษฐีชื่อโน้นพำนักอยู่  โปรดเห็นแก่ฉันยกเว้นส่วยแก่พวกเขาเถิด
พระราชารับสั่งว่า ดีแล้ว ทรงโปรดให้กระทำอย่างนั้น
ครั้งนั้นพวกชาวบ้านทั้งหมดบ้าง ชาวชนบทบ้าง ชาวบ้านอื่น ๆ บ้าง พากันเข้าไปเฝ้าท้าวเธอ ทูลว่า พวกข้าพระองค์จักถวายส่วยแด่พระองค์เท่านั้น โปรดให้ พระราชาทรงยกเว้นแก่พวกข้าพระองค์บ้างเถิด
ท้าวเธอทรงส่งหนังสือไปเพื่อช่วยเหลือพวกเหล่านั้น ให้พระราชาทรงยกเว้นส่วยให้ ตั้งแต่บัดนั้น พวกเหล่านั้นก็พากันถวายส่วยแก่ท้าวเธอ จึงบังเกิดลาภสักการะใหญ่แก่ท้าวเธอ
ด้วยเหตุนั้น ความอยากของท้าวเธอก็พลอยเติบใหญ่ไปด้วย
กาลต่อมา ท้าวเธอทูลขอชนบทนั้นแม้ทั้งหมด แล้วทูลขอราชสมบัติกึ่งหนึ่ง
แม้พระเจ้าน้องก็ได้ประทานแก่ท้าวเธอทั้งนั้น
ท้าวเธอเมื่อความอยากพอกพูน ไม่ทรงพอพระทัยด้วยราชสมบัติเพียงกึ่งนั้น ทรงดำริจะยึดราชสมบัติ ทรงแวดล้อมด้วยชาวชนบทเสด็จไปสู่พระนคร  หยุดทัพอยู่ภายนอกพระนคร ทรงส่งหนังสือแก่พระเจ้าน้องว่า จะให้ราชสมบัติแก่เรา หรือจะรบกัน
พระเจ้าน้องทรงดำริว่าพระพี่นี้เป็นพาล เมื่อก่อนทรงห้ามราชสมบัติ แม้กระทั่งตำแหน่งอุปราชก็ทรงห้าม คราวนี้ตรัสว่า จักยึดเอาด้วยการรบก็ถ้าว่าเราจักฆ่าพระพี่นี้ให้ตาย ด้วยการรบ ความครหาจักมีแก่เราได้เราจะต้องการอะไร ด้วยราชสมบัติ จึงทรงส่งสาส์นแด่ท้าวเธอว่า ไม่ต้องรบหรอก เชิญทรงครองราชย์สมบัติเถิด พระเจ้าข้า
ท้าวเธอทรงครองราชย์สมบัติ ประทานตำแหน่งอุปราชแก่พระเจ้าน้อง  ตั้งแต่ทรงครองราชสมบัติ ทรงตกอยู่ในอำนาจแห่งตัณหา มิได้ทรงพอพระหทัยด้วยราชสมบัติพระนคร
เดียว ทรงปรารถนาราชสมบัติ ๒-๓ นคร ไม่ทรงเห็นที่สุดแห่งความอยากเลย
ครั้งนั้นท้าวสักกเทวราชทรงตรวจดูว่า ในโลก ชนเหล่าไหนบ้างล่ะที่บำรุงมารดาบิดา เหล่าไหนทำบุญต่าง ๆ มีให้ทานเป็นต้น เหล่าไหนตกอยู่ในอำนาจตัณหา ทรงทราบความที่ท้าวเธอเป็นไปในอำนาจตัณหาทรงดำริว่า พระราชาองค์นี้เป็นพาล ไม่ทรงพอพระหทัยแม้ด้วยราชสมบัติในพระนครพาราณสี เราต้องให้ท้าวเธอได้สำนึกบ้าง จำแลงกายเป็นมาณพ ประทับยืนที่พระทวารหลวง ให้กราบทูลว่า มาณพผู้ฉลาดในอุบาย ผู้หนึ่ง ยืนอยู่ที่พระทวารหลวง  ครั้นได้รับอนุญาต ก็เสด็จเข้าไปกราบทูลถวายพระพรพระราชา
พระราชาตรัสว่าเจ้ามาด้วยเหตุไร
ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ข้อที่ข้าพระองค์กราบทูลเป็นเรื่องสำคัญ ข้าพระองค์ต้องการที่รโหฐานพระเจ้าข้า ด้วยอานุภาพท้าวสักกะ ทุกคนพากันหลบไปหมด 
ครั้งนั้นมาณพกราบทูลท้าวเธอว่า ข้าแต่พระมหาราช ข้าพระองค์เห็นพระนคร ๓ แห่ง มั่งคั่งมีฝูงคนแออัด สมบูรณ์ด้วยพลและพาหนะ ข้าพระองค์จักยึดราชสมบัติทั้งสามด้วยอานุภาพของตนถวายแด่พระองค์ ควรที่พระองค์จะไม่ทรงชักช้า รีบเสด็จไปเถอะพระเจ้าข้า
พระราชานั้นทรงตกอยู่ในอำนาจแห่งความโลภ ทรงรับว่า ดีละ แต่ด้วยอานุภาพแห่งท้าวสักกะ มิได้ทรงถามว่า เจ้าเป็นใคร หรือเจ้ามาจากไหน หรือว่าควรที่เจ้าจะได้สิ่งไร
ท้าวสักกะนั้นเล่าตรัสเพียงเท่านี้แล้ว ก็ได้เสด็จไปดาวดึงส์พิภพทีเดียว.
พระราชาตรัสให้พวกอำมาตย์มาเฝ้า ตรัสว่า มาณพผู้หนึ่งกล่าวว่าจักยึดราชสมบัติ ๓ นครให้พวกเรา พวกเธอจงเรียกมาณพนั้นมาทีเถิด จงนำกลองไปเที่ยวตีประกาศในพระนคร เรียกประชุมพลกาย พวกเราต้องยึดครองราชย์สมบัติ ๓ นคร ไม่ต้องชักช้า
พวกอำมาตย์พากันกราบทูลว่า ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ก็พระองค์ทรงกระทำสักการะแก่มาณพนั้นอย่างไร หรือทรงถามที่อยู่อาศัยของมาณพนั้นไว้อย่างไร
เราไม่ได้ทำสักการะเลย ไม่ได้ถามที่พักอาศัยไว้เลย พวกเธอจงพากันไปค้นหาเขาเถิด
พวกอำมาตย์พากันค้นหา ไม่เห็นเขา จึงกราบทูลว่า ข้าแต่พระมหาราชเจ้า พวกข้าพระองค์ค้นหาทั่วพระนครแล้ว แต่ไม่เห็นมาณพนั้นเลย พระเจ้าข้า
พระราชาทรงสดับคำนั้นแล้ว ทรงเกิดโทมนัส ทรงพระดำริเรื่อย ๆว่า ราชสมบัติในพระนครทั้ง ๓ เสื่อมหายแล้ว เราเสื่อมเสียจากยศอันใหญ่ มาณพคงโกรธเราว่า ไม่ให้เสบียงแก่เขา แล้วก็ไม่ให้ที่อยู่อาศัยด้วย  จึงไม่มา
ครั้งนั้นความร้อนบังเกิดขึ้นในพระกายแห่งพระองค์ผู้ทรงตกอยู่ในอำนาจตัณหา เมื่อสรีระทุกส่วน เร่าร้อนอยู่ โลหิตวิ่งพล่าน ทำท้องให้กำเริบแล้วพลุ่งออกจากปาก ภาชนะอันหนึ่งเข้าอันหนึ่งออก พวกแพทย์สุดปัญญาที่จะถวายการรักษาได้
ครั้งนั้นการที่ท้าวเธอ ถูกความเจ็บป่วยเบียดเบียนได้เลื่องลือไปทั้งพระนคร.
คราวนั้นมาณพคนหนึ่งเรียนศิลปะสำเร็จจากเมืองตักกศิลา กลับมาหาบิดามารดา ในพระนครพาราณสี ฟังเรื่องของพระราชานั้น คิดว่าเราต้องถวายการรักษา จึงไปสู่พระราชทวาร ให้กราบทูลว่า ได้ยินว่า มาณพผู้หนึ่งมาจะถวายการรักษาพระองค์
พระราชาตรัสว่า แม้พวกแพทย์ ผู้ทิศาปาโมกข์ใหญ่ ๆ ยังไม่สามารถรักษาเราได้ มาณพหนุ่มจะรักษาได้อย่างไร พวกท่านพากันให้เสบียง แล้วส่งเขาไปเสียเถิด
มาณพฟังพระดำรัสนั้นแล้ว กล่าวว่า ข้าพเจ้าไม่ประสงค์ค่ารักษา ข้าพเจ้าขอถวายการรักษา โปรดให้เพียงค่ายาเท่านั้นก็พอ
พระราชาทรงสดับคำนั้น แล้วตรัสว่า ลองดูก็ได้ รับสั่งให้เรียกมาณพเข้ามา
มาณพเข้าเฝ้าตรวจดูพระราชาแล้วกราบทูลว่า ข้าแต่พระมหาราชเจ้าพระ องค์อย่าทรงกลัวเลย ข้าพระองค์จักถวายการรักษา ก็แต่ว่าพระองค์ทรงโปรดบอกสมุฏฐานแห่งโรคแก่ข้าพระองค์เถิด พระเจ้าข้า
พระราชาตรัสว่า เจ้าจะเอาสมุฏฐานไปทำไม จงบอกยาเท่านั้นเถิด
ข้าแต่พระมหาราช ธรรมดาหมอทราบว่า ความเจ็บป่วยนี้เกิดขึ้นเพราะอาศัยเหตุนี้ ย่อมกระทำยาให้ถูกต้องได้พระเจ้าข้า
พระราชาตรัสว่า ถูกละมาณพ เมื่อตรัสสมุฏฐานได้ตรัสเรื่องทั้งหมดตั้งแต่ที่มาณพคนหนึ่งมาบอกว่าจักเอาราชสมบัติในสามพระนครมาให้ แล้วตรัสว่า แน่ะพ่อ เราเจ็บป่วยคราวนี้เพราะตัณหา ถ้าเจ้าพอจะรักษาได้ ก็จงรักษาเถิด
ข้าแต่พระมหาราช พระองค์อาจได้พระนครเหล่านั้นด้วยการเศร้าโศกหรือ
ไม่เลย มาณพ
ถ้าเช่นนั้น เหตุไรพระองค์จึงทรงเศร้าโศก พระเจ้าข้า ธรรมดาสัตว์ทั้งหลายย่อมละร่างกายของตน  ตลอดถึงทรัพย์ทั้งหมดไป แม้พระองค์จะยึดครองราชสมบัติในพระนครทั้งสี่ได้ พระองค์ก็เสวยพระกระยาหารในสุวรรณภาชนะทั้งสี่ บรรทมเหนือพระที่ทั้งสี่ ทรงเครื่องประดับทั้งสี่พร้อมกันคราวเดียวไม่ได้ พระองค์ไม่ควรตกอยู่ในอำนาจตัณหา เพราะตัณหานี้ เมื่อเจริญขึ้น ย่อมไม่ปล่อยให้พ้นจากอบายทั้งสี่ไปได้.
           บุคคลเมื่อปรารถนากาม ถ้าสิ่งที่ปรารถนาของเขาสำเร็จได้ ย่อมมีใจอิ่มเอิบ ทั้งยังปรารถนายิ่งๆขึ้นไปอีก เขาย่อมได้ประสบกามตัณหา   เหมือนบุคคลที่ถูกลมแดดแผดเผาในฤดูร้อน  ย่อมจะเกิดความกระหายใคร่จะดื่มน้ำฉะนั้น.
ตัณหาก็ดี ความกระหายก็ดี ของคนพาลมีปัญญาน้อย ไม่รู้อะไร ย่อมเจริญยิ่งขึ้นทุกที เหมือนเขาโคย่อมเจริญขึ้นตามตัวฉะนั้น.          
แม้จะให้สมบัติ ข้าวสาลี ข้าวเหนียว โค ม้าข้าทาสหญิงชายหมดทั้งแผ่นดิน ก็ยังไม่พอแก่คน คนเดียว รู้อย่างนี้แล้วพึงประพฤติธรรมสม่ำเสมอ.
พระราชาทรงปราบชนะทั่วแผ่นดิน ทรงครอบครองแผ่นดินใหญ่มีมหาสมุทรเป็นขอบเขต ทรงครองมหาสมุทรฝั่งนี้แล้ว มีพระทัยไม่อิ่ม ยังปรารถนาแม้ มหาสมุทรฝั่งโน้นต่อไปอีก.
เมื่อยังระลึกถึงกามอยู่ตราบใด ก็ไม่อิ่มใจตราบนั้น ชนเหล่าใดบริบูรณ์ด้วยปัญญา มีกายและใจหลีกเว้นจากกามทั้งหลาย เห็นโทษด้วยญาณ   ชนเหล่านั้นนั่นชื่อว่าเป็นผู้อิ่ม.
บรรดาความอิ่มทั้งหลาย ความอิ่มด้วยปัญญา ประเสริฐ เพราะผู้อิ่มด้วยปัญญา ย่อมไม่เดือดร้อนด้วยกามทั้งหลาย ผู้อิ่มด้วยปัญญา ตัณหาย่อมกระทำให้อยู่ในอำนาจไม่ได้.
           ไม่พึงสั่งสมกามทั้งหลาย พึงเป็นผู้มีความปรารถนาน้อย ไม่มีความละโมบ บุรุษผู้มีปัญญาเปรียบด้วยมหาสมุทร ย่อมไม่เดือดร้อนเพราะกามทั้งหลาย.
ช่างทำรองเท้าหนังเลี้ยงชีพ เมื่อประกอบรองเท้า  ส่วนใดควรเว้นก็เว้น เลือกเอาแต่ส่วนที่ดี ๆ มาทำรองเท้าขายได้ราคาแล้ว ย่อมมีความสุข เราก็ฉันนั้น พิจารณาด้วยปัญญาแล้ว ละทิ้งส่วนแห่งกามเสีย ย่อมถึงความสุข ถ้าพึงปรารถนาความสุข ทั้งปวงก็พึงละกามทั้งปวงเสีย.
ก็เมื่อมาณพกำลังกล่าวอยู่นี้ ได้เกิดฌานมีโอทาตกสิณ เป็นอารมณ์ เพราะหน่วงเอาพระเศวตฉัตรของพระราชาเป็นอารมณ์.
แม้พระราชาก็ทรงหายจากโรค พระองค์ทรงมีความยินดี เสด็จลุกจากพระที่บรรทม มีพระดำรัสว่า พวกแพทย์ทั้งหลายยังไม่อาจรักษาได้ แต่มาณพผู้เป็นบัณฑิตได้ทำเราให้หายจากโรคด้วยญาณวิสัยของตน แล้วตรัสกับมาณพว่า  ขอท่านจงรับเอาทรัพย์ทั้ง ๘,๐๐๐ นี้เถิด คำที่ท่านกล่าวนี้ยังประโยชน์ให้สำเร็จได้.
มาณพกราบทูลว่า  ข้าพระบาทไม่ต้องการทรัพย์ร้อย ทรัพย์พัน  หรือทรัพย์หมื่น เมื่อข้าพระบาทกล่าวบทสุดท้าย  ใจของข้าพระบาทไม่ยินดีในกาม.
พระราชาทรงยินดีเหลือประมาณ ทรงสรรเสริญมาณพว่า   มาณพใดเป็นบัณฑิต กำหนดรู้ตัณหา อันยัง ความทุกข์ให้เกิดแล้ว นำออกได้ มาณพนี้เป็นคนดี เป็นมุนีผู้รู้แจ้งโลกทั้งปวง.
มาณพถวายโอวาทพระราชาว่า ข้าแต่พระมหาราช ขอพระองค์จงเป็นผู้ไม่ประมาทประพฤติธรรมเถิด  แล้วเหาะไปยังหิมวันตประเทศ บวชเป็นฤาษีเจริญพรหมวิหารอยู่ตลอดชนมายุ แล้วไปเกิดในพรหมโลก.

Cr.ขุนพลไร้เงา
จบเรื่อง ศึกชิงเจ้าบัลลังก์
พบกันใหม่โอกาสหน้า