หลังเสด็จดับขันธปรินิพพาน (ตอนจบ)

วันที่ 03 กย. พ.ศ.2547

 

 

หลังเสด็จดับขันธปรินิพพาน (ตอนจบ)


..... ประชุมใหญ่พระสงฆ์ เพื่อกระทำปฐมสังคายนา

วันเดียวกันที่โทณพราหมณ์แจกพระบรมสารีริกธาตุเหล่าภิกษุสงฆ์ได้ร่วมประชุมใหญ่ พระมหากัสสปเถรเจ้าได้กล่าวเล่าเรื่องที่ภิกษุสุภัททะผู้บวชตอนแก่กล่าวติเตียนจ้วงจาบพระบรมศาสดา และพระวินัย ให้เกิดความสังเวชสลดใจในหมู่สงฆ์ว่า เพียงพระบรมศาสดาปรินิพพานได้ ๗ วัน ยังมีผู้มีความคิดเห็นวิปริตไปได้ถึงเพียงนี้ ถ้าปล่อยปละละเลยให้นานไปจะฟั่นเฝือ เผื่อมีอลัชชีปลอมบวชมุ่งทำลายพระศาสนา ย่อมจะบิดเบือนพระธรรมวินัยได้ง่าย สิ่งที่มิใช่ธรรม มิใช่วินัยจะรุ่งเรือง ส่วนธรรมวินัยที่แท้จะลบเลือนถูกทำลายสูญหายไป พวกคนบาปจะพากันลบล้างพระธรรมวินัย เมื่อคนเลวมากขึ้น ก็จะพากันมีกำลังกล้าแข็ง คนดีอยู่ในพระธรรมวินัยจะเสื่อมถอยน้อยกำลัง

นอกจากนั้นยังได้นำพระพุทธดำรัสสั่งพระอานนท์มากล่าวยืนยันให้สงฆ์ทราบทั่วกันว่า พระตถาคตเจ้าประทานพุทธโอวาทไว้ว่า เมื่อพระองค์ปรินิพพานล่วงไปแล้ว ให้นับถือธรรมและวินัยเป็นศาสดาปกครองสงฆ์แทนพระองค์

แล้วได้นำเรื่องสมัยพระบรมศาสดาครั้งยังทรงพระชนม์อยู่ เสด็จจาริกมัลลชนบทเมืองปาวา มัลลกษัตริย์เมืองนั้นเสด็จมาเฝ้าสดับพระธรรมเทศนากลับไปแล้ว เหล่าภิกษุล้วนยังไม่ง่วงเหงา พระองค์ทรงให้พระสารีบุตรแสดงธรรมแก่เหล่าภิกษุสงฆ์แทน พระสารีบุตรนำเรื่องนิคัณฐนาฏบุตร หัวหน้าลัทธิเชนในเวลานั้นตายลง เหล่าสาวกแตกความสามัคคี วิวาทกันและกันเป็นการใหญ่

ในศาสนาของพระพุทธเจ้าไม่ควรให้มีเรื่องเช่นนั้นเกิดขึ้น จึงควรต้องทำสังคายนาพระธรรมวินัย ให้กล่าวเป็นแบบเดียวกันไม่แตกแยก เพื่อให้พรหมจรรย์คือพระศาสนานี้ตั้งอยู่ได้นาน เป็นประโยชน์สุขต่อมหาชนเป็นอันมาก รวมทั้งมนุษย์และเทพยดาทั้งหลาย

เวลานั้นพระสารีบุตรยังได้แสดงหมวดธรรมต่างๆ ที่พระบรมศาสดาตรัสสอนไว้รวม ๑๐ ประการ ให้ที่ประชุมสงฆ์ครั้งนั้นฟัง

ครั้นจบลงพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประทานสาธุการสรรเสริญพระสารีบุตรว่าดีแล้ว ชอบแล้ว การกล่าวสอนเป็นอย่างเดียวกัน ไม่วิวาทกันด้วยคำสอน เป็นคุณความดี การรวบรวมธรรมเป็นหมวดหมู่เป็นสิ่งควรทำ

ที่ประชุมสงฆ์มีมติให้ร่วมกันสังคายนาตรวจสอบพระธรรมและพระวินัยที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนให้ถูกต้องตรงกัน โดยเลือกพระอรหันตเถระผู้ใหญ่ ๓ รูป ทำหน้าที่เป็นประธานการสังคายนา คือ พระมหากัสสปะ พระอุบาลี และพระอานนท์ ประชุมกันในถ้ำใหญ่ใกล้กรุงราชคฤห์ แคว้นมคธ พระเจ้าอชาตศัตรูรับเป็นธุระเรื่องอุปถัมภ์ปัจจัยสี่แก่พระภิกษุสงฆ์ที่เข้าร่วมประชุมทั้งหมด ตลอดระยะเวลา ๓ เดือน จนแล้วเสร็จ ซึ่งก่อนที่การประชุมสังคายนาจะเริ่มขึ้น เหล่าภิกษุที่จะเข้าร่วมประชุมทำสังคายนาในครั้งนั้น ยกเว้นพระอานนท์แล้ว ล้วนแต่เป็นพระอรหันต์ทั้งสิ้น ๔๙๙ รูป

พระอานนท์ได้กระทำความเพียรอย่างยิ่งยวด เพื่อต้องการบรรลุธรรมเบื้องสูงเป็นพระอรหันต์ให้ทันวันทำสังคายนา ความเพียรมากเกินไป ไม่ได้รับผลสำเร็จ ทำให้เกิดความเมื่อยล้า คิดจะเอนหลังพักผ่อนสักครู่แล้วจึงค่อยกำหนดทำความเพียรต่อ ขณะอยู่ในท่าครึ่งนั่งครึ่งนอนและจิตคลายออกจากความเพียรที่มากเกินไปอยู่นั้น พลันจิตก็รวมเข้าสู่ศูนย์กลางกาย บรรลุคุณธรรมเบื้องสูงเป็นพระอรหันต์พร้อมปฏิสัมภิทา แสดงอภิญญามุดดินไปโผล่ขึ้นกลางที่ประชุม ทันเวลาเริ่มต้นสังคายนาพอดี นับเป็นพระอรหันต์องค์ที่ ๕๐๐ ในที่ประชุม

การสังคายนาครั้งนั้นได้รวบรวมพระธรรมวินัยที่พระพุทธเจ้าสั่งสอนไว้ เป็นหมวดหมู่ตามที่เหล่าพระอรหันตสาวกจำกันได้ นำมาชำระสอบสวนให้ได้ความตรงกัน แล้วเรียบเรียงเป็นบทสวดท่องจำปากเปล่าสืบต่อกันมาช้านานจนกระทั่งสมัยมีอุปกรณ์การเขียนหนังสือ จึงได้จดลงไว้เป็นลายลักษณ์อักษร

พระธรรมและพระวินัย ได้เป็นประโยชน์ต่อคณะสงฆ์เป็นอันมาก เป็นเวลาประมาณ ๑๐๐ ปี จึงเริ่มมีเรื่องเสื่อมเสีย เหล่าภิกษุวัชชีบุตรเมืองเวสาลี ย่อหย่อนผิดธรรมวินัย ตั้งข้อปฏิบัติขึ้นใช้ ไม่สมควร ๑๐ ประการ เรียกว่า วัตถุ ๑๐ คือ

  • เก็บเกลือจากที่เหลือใช้ไว้ฉันในวันหลังได้
  • เงาแดดเลยเที่ยงไม่เกิน ๒ นิ้ว ยังฉันได้
  • ฉันอาหารแล้ว พอเข้าบ้านชาวบ้าน รับของฉันอีกได้
  • ภิกษุที่อยู่ในสีมา คือเขตแดนที่ต้องทำสังฆกรรมมีอุโบสถเป็นต้นร่วมกัน สามารถแยกทำอุโบสถต่างหากจากกันได้
  • ทำสังฆกรรม ถ้าภิกษุยังมาไม่พร้อม ก็อนุญาตให้ทำไปพลางก่อน ผู้มาทีหลังค่อยขออนุมัติ
  • ธรรมเนียมใดที่อุปัชฌาย์อาจารย์เคยประพฤติมา ควรประพฤติตามนั้น
  • น้ำนมแปรรูปไปแล้วแต่ยังไม่เป็นนมเปรี้ยว หมดเวลาฉันอาหารแล้ว ดื่มนมชนิดดังกล่าวได้
  • สุราอย่างอ่อน ดื่มแล้วไม่เมา ถือว่าดื่มได้
  • ผ้ารองนั่งไม่มีชาย ก็ใช้นั่งได้
  • ถือว่าทองและเงิน เป็นของรับได้

 

ข้อละเมิดทั้ง ๑๐ ข้อนี้ ชาวบ้านชาวเมืองที่นั่น ไม่มีใครคัดค้าน แต่พระอรหันต์ ๗๐๐ รูป ได้มาประชุมพร้อมกันที่ วาลิการาม เมืองเวสาลี ชำระวัตถุ ๑๐ เหล่านี้ทิ้งเสีย ทำพระวินัยให้บริสุทธิ์สืบมา

ต่อจากนั้นราวปีพุทธศักราช ๒๑๘ ในแผ่นดินพระเจ้าอโศกมหาราช นครปาฏลีบุตรมีพวกเดียรถีย์ปลอมบวช สร้างความมัวหมองแก่พระธรรมวินัยเป็นอันมาก พระโมคคัลลีบุตรติสสเถรเจ้า ได้อาศัยพระอุปถัมภ์ของพระเจ้าอโศกมหาราช กำจัดเดียรถีย์เหล่านั้นออกจากคณะสงฆ์ แล้วประชุมภิกษุพหูสูตทรงธรรมวินัยจำนวนมากชำระคำกล่าวที่ทำให้พระธรรมวินัยมัวหมองออกจนหมด ทำพระธรรมวินัยบริสุทธิ์ดำรงสืบต่อมา

ปีพุทธศักราช ๒๓๖ พระมหินทเถรเจ้า (พระโอรสในพระเจ้าอโศกมหาราช) นำพระธรรมวินัยไปเผยแผ่ประดิษฐานในสีหลทวีป (ประเทศลังกาปัจจุบัน) พระโมคคัลลีบุตรได้ส่งพระเถระอื่นๆ ไปประกาศพระศาสนาทั่วดินแดนใกล้เคียงประเทศอินเดียทางตะวันออกทั้งหมด

พุทธบริษัทที่ประเทศลังกาใช้จำพระธรรมวินัยด้วยการท่องจำปากเปล่ามานานถึงกว่าพุทธศักราช ๔๕๐ พระอรหันต์ทั้งหลายเห็นกุลบุตรชั้นหลังเสื่อมถอยปัญญา จะให้ท่องปากเปล่าอย่างเดิมจะไม่มีใครทำต่อไป จึงประชุมกันที่อาโลกเลณสถาน มลัยชนบท ที่ลังกาทวีป เขียนพระปริยัติธรรมเป็นตัวอักษร จารึกลงไว้ในใบลาน

ต่อจากนั้นอีกเป็นหลายร้อยปี พระพุทธศาสนาแพร่กระจายไปทั่วในทางซีกโลกตะวันออกจนทุกวันนี้ แต่สำหรับประเทศอินเดียเอง ได้มีกษัตริย์ดุร้ายพระองค์หนึ่งนับถือศาสนาอื่น ทำลายล้างฆ่าฟันภิกษุสงฆ์แทบไม่มีเหลือประมาณ ๒ หมื่นรูป เผาสำนักเรียนอันยิ่งใหญ่เทียบได้ว่าเป็นมหาวิทยาลัยของพระพุทธศาสนาชื่อ นาลันทา อยู่เป็นเวลาหลายเดือน จนพระคัมภีร์ต่างๆ ในอินเดียสูญสิ้นไปหมด

นับแต่เวลานั้น พระพุทธศาสนาและพุทธศาสนิกชนก็เสื่อมสูญไปจากประเทศอินเดียไปนาน

คำสอนเท่าที่มีเหลืออยู่ทุกวันนี้ คือเท่าที่ได้เผยแผ่พระศาสนาออกมาในยุคก่อน แต่นานเข้าแต่ละแห่งก็มีผิดเพี้ยนเพิ่มเติมกันขึ้นมาเอง บางแห่งย่อหย่อนกระทั่งภิกษุมีภรรยาได้ ในบางประเทศดังที่เห็นกันทุกวันนี้

 

ต้องเป็นให้ได้ (ดั่งเช่นพระพุทธเจ้า)
โดย อุบาสิกาถวิล (บุญทรง) วัติรางกูล