อโห พุทโธ

วันที่ 20 มค. พ.ศ.2546

 

.....ธรรมกาย คือ กายตรัสรู้ธรรม ที่มีอยู่ในกลางกายของมนุษย์ทุกคนในโลก ไม่ว่าเชื้อชาติ ศาสนา และเผ่าพันธุ์ใดก็ตาม แต่ว่ามนุษย์ไม่ได้เฉลียวใจเลยว่าในตัวมีกายตรัสรู้ธรรมอยู่ ไม่รู้เพราะว่าไม่มีใครมาบอกให้รู้ ไม่ได้ศึกษา ไม่เคยได้ยินได้ฟัง แต่ผู้รู้เขาเห็นว่าในตัวเขามีธรรมกาย ตัวเพื่อนมนุษย์ก็มีธรรมกาย เป็นกายตรัสรู้ธรรมเพราะกายนี้ คือ กายผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน บางครั้งเรียกว่า พุทธรัตนะ เพราะกายท่านเป็นแก้ว คือใสบริสุทธิ์ยิ่งกว่าเพชร สวยงามมาก ประกอบไปด้วยลักษณะมหาบุรุษครบถ้วนทุกประการ มีเกตุดอกบัวตูม ลักษณะคล้ายกับดอกบัวสัตตบงกชเล็กๆ ตั้งอยู่บนจอมกระหม่อม บนพระเศียรของพระองค์ที่มีเส้นพระศก หรือเส้นผมเหมือนเป็นทักษิณาวัตรเวียนขวา แต่ไม่ได้ซ้อนสูงขึ้นมาเหมือนก้นหอย แต่แนบสนิทติดศรีษะ เรียงกันเป็นระเบียบสวยงามทีเดียว กายนี้ คือ กายตรัสรู้ธรรม พระลัทธัตถสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อพระองค์ตรัสรู้ใหม่ๆ พอพระองค์เห็นเข้าเท่านั้นทรงอุทาน อโห พุทโธ เลยทีเดียว โอ้โฮ นี่หรือพระพุทธเจ้า ทรงปลื้มใจทีเดียวหรือถ้าเป็นภาษาไทยก็ว่า โอ้โฮ นี่แหละกายผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานแล้ว

 

.....อโห พุทโธ เป็นเนมิตกนาม คือ เป็นชื่อที่เกิดขึ้นมาพร้อมกับการบังเกิดขึ้นของธรรมกาย หรือการบังเกิดขึ้นของพุทธรัตนะ เป็นกายตรัสรู้ธรรม หรือบางทีเรียกว่า พุทธรัตนะ ตั้งอยู่ในกลางกายของเรา ขนาดเล็กเท่าปลายเข็มเรื่อยไป กระทั่งโตใหญ่ ๕ วา ๑๐ วา ๑๕ วา ๒๐ วา หรือมีขนาดโตใหญ่หนักยิ่งขึ้นไป จนกระทั่งไม่มีที่สุด นี่แหละกายธรรม กายพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อเข้าถึงพระธรรมกาย ธรรมจักขุก็บังเกิดขึ้น ทำให้เห็นได้ทุกทิศทุกทางในเวลาเดียวกัน แตกต่างจากการเห็นด้วยตามนุษย์

 

.....เพราะมนุษย์เวลาจะเห็นอะไร เห็นได้ทีละทาง ถ้าอยากเห็นข้างหน้าก็มองไปข้างหน้า อยากเห็นข้างหลังก็กลับหลังหัน อยากเห็นทางซ้ายก็เหลียวซ้าย อยากเห็นทางขวาเหลียวขวา อยากเห็นข้างบนก็เงยหน้า อยากเห็นข้างล่างก็ก้มลง แต่พระธรรมกาย ท่านหยุดอยู่จุดเดียวในกลางกายท่าน เห็นได้ทุกทิศทุกทาง บางทีก็เรียกว่า สมันตจักษุ คือ มีดวงตารอบตัว ซึ่งไม่ได้หมายถึงการเอาลูกนัยนต์ ไปติดรอบตัว แต่ว่าเห็นไดื้ทุกทิศทุกทางในเวลาเดียวกันเป็นอัศจรรย์ และทำให้เรามีญาณทัสสนะ เป็นเครื่องรู้บังเกิดขึ้น เห็นไปถึงไหนก็รู้ถึงนั่น เห็นในอดีตก็รู้เรื่องในอดีต เห็นในปัจจุบันก็รู้เรื่องในปัจจุบัน น้อมไปในอนาคตก็เห็นเรื่องในอนาคต รู้เรื่องอนาคต

 

.....การเห็นอย่างวิเศษนี้ ภาษาบาลีใช้คำว่า "วิปัสสนา" หมายถึงการเห็นอันวิเศษเป็นการเห็นอย่างแจ่มแจ้ง เหมือนดึงของในที่มืดออกมาสู่ที่แจ้ง เป็นการเห็นที่แตกต่างจากการเห็นด้วยตามนุษย์ เทวดา พรหม อรูปพรหม เห็นได้ลึกซึ้งกว้างไกลกว่ากันนัก เพราะท่านเป็นกายที่อยู่นอกภพ เห็นตลอดทั้งกาย ที่อยู่ในภพ เรื่องราวของสิ่งที่อยู่ในภพสาม ทั้งกามภพ รูปภพ อรูปภพ เห็นสิ่งที่อยู่นอกภพสามขึ้นไป คืออายตนนิพพานก็เห็นได้ รู้เรื่องราวได้ เห็นได้ครบวงจร เห็นได้สมบูรณ์ทีเดียว ความรู้จึงสมบูรณ์ แล้วปัญญาบริสุทธิ์จึงบังเกิดขึ้นเพราะเมื่อเราเข้าถึงพระธรรมกาย โลกและจักรวาลก็อยู่ในสายตา ความลี้ลับของสรรพสัตว์และสรรพสิ่งทั้งหลาย ก็จะถูกเปิดเผยด้วยธรรมจักขุของพระธรรมกายและญาณทัสสนะอันบริสุทธิ์ของท่าน พระธรรมกายเป็นที่พึ่ง ที่ระลึกของเรา พึ่งท่านได้ พอไปถึงแล้วลืมไปเลยว่า มีความทุกข์ เศร้า ซึม เซ็ง เครียด เบื่อ กลุ้ม หายหมด
นี่คือความอัศจรรย์ของพระธรรมกายในตัวเราทุกๆ คน เข้าถึงได้เมื่อไร ปิดประตูอบายภูมิ นรกไม่ต้องไป ไม่ต้องไปเกิดเป็นเปรต อสุรกายหรือสัตว์เดรัจฉาน

 

....ตายแล้วก็ไปเกิดอยู่ในสุคติภพ ชาวสวรรค์เขามาอัญเชิญทีเดียวให้ไปบังเกิดไปเป็นสหายแห่งชาวสวรรค์ในภพภูมินั้นๆ เหมือนอย่างธรรมิกอุบาสก ท่านเข้าถึงพระธรรมกาย เป็นพระอริยบุคคล มองเห็นด้วยตาธรรมกาย ตอนใกล้จะละโลก ชาวสวรรค์ทั้ง ๖ ชั้น ตั้งแต่ชั้นจาตุมหาราชิกา ดาวดึงส์ ยามา ดุสิต นิมมานรดี ปรนิมมิตวสวัตดี มาอัญเชิญให้ไปอยู่ด้วย เพราะท่านเหล่านั้นท่านรักชอบคนที่มีธรรมกาย เป็นธรรมกาย อยู่ใกล้แล้วเย็น อยู่ใกล้แล้วได้รู้เรื่องราวต่างๆ อยู่ใกล้แล้วได้บุญได้กุศล เพราะฉะนั้นธรรมกายนี่แหละ เป็นที่พึ่ง ที่ระลึกอันสูงสุดของสรรพสัตว์ทั้งหลาย มีอยู่ในตัวของเรา

 

 

สิ่งดีๆมีไว้แบ่งปัน อะไรดีๆมีอีกเยอะ กด Like facebook กัลยาณมิตร