ทำอย่างไรจึงจะไม่เศร้าโศกเมื่อละโลกนี้ไปสู่โลกหน้า

วันที่ 26 มีค. พ.ศ.2546

 

.....แล้วถามอีกว่า บุคคลละโลกนี้แล้วไปสู่โลกหน้าทำอย่างไรเล่าจึงจะไม่เศร้าโศก อ้อ ยักษ์ก็กลัวนรกเหมือนกัน… อยากจะไปสวรรค์ แต่ก็ยังหาหนทางไม่เจอ

 

.....ก็ต้องมีสัจจะ มีธรรมะ มีขันติ มีจาคะ ดูนะ มีสัจจะ มีธรรมะ มีทิฐิ หรือขันติ (เป็นตัวเดียวกัน) แล้วก็จาคะ เมื่อละโลกนี้ไปแล้วย่อมไม่เศร้าโศก

 

.....ตรงนี้แหละคือเศรษฐศาสตร์แนวพุทธ คือมีสัจจะ ธรรมะ ทิฐิ หรือขันติ แล้วก็จาคะ ถ้ามีอย่างนี้ละโลกไปแล้วก็ไม่เศร้าโศก อยู่ตรงนี้เอง เมื่อตอนมีชีวิตอยู่ก็ครองเรือนนะนี่ แต่ว่าละโลกไปแล้วไม่เศร้าโศก มีสิทธิ์ไปสวรรค์กับเขาด้วย

 

.....บุคคลอยู่ครองเรือนประกอบด้วยศรัทธา มีธรรม ๔ ประการ นี้คือ สัจจะ ธรรมะ ทิฐิ แล้วก็พระพุทธองค์ก็ออกปากว่า เชิญท่านถามสมณพรามหณ์เป็นอันมากเหล่าอื่นดูสิว่า ในโลกนี้มีอะไรที่จะยิ่งไปกว่าสัจจะ ธรรมะ ขันติ และจาคะเล่า คือทรงท้าด้วย ว่าให้ไปถามสมณพราหมณ์ทั้งโลกนั่นแหละว่า ในโลกนี้มีอะไรล่ะที่จะยิ่งไปกว่า ๔ อย่างที่กล่าวมานี้ไหม

 

.....แต่อาฬวกยักษ์กลับตอบทันควันเลยว่า ทำไมเล่าข้าพระองค์จะต้องไปถามสมณพราหมณ์เป็นอันมาก เพราะพุทธเจ้าเสด็จมาถึงเมืองอาฬวีเพื่อประโยชน์แก่ข้าพระองค์โดยแท้ วันนี้ข้าพระองค์รู้ชัดถึงทานที่บุคคลให้ในที่ใดมีผลมาก ข้าพระองค์จักเที่ยวจากบ้านไปยังบ้าน จากเมืองไปยังเมือง นอบน้อมพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระธรรม ซึ่งมีส่วนชักนำให้เป็นคนดี

 

......นั่นคือยักษ์รู้เลยว่า วันนี้ได้พบพระพุทธเจ้าแล้ว เพราะว่าปัญหาทั้งหมดที่มันเอามาถามนั่นนะ ไม่ใช่ปัญหาของตัวยักษ์เองหรอก เป็นปัญหาที่พ่อกับแม่ยักษ์สอนเอาไว้ ปัญหานี้เกิดขึ้นได้อย่างไร? ไม่ได้คิดเอง พ่อแม่ยักษ์ก็ไม่ได้คิดเอง แต่พ่อแม่ได้ยินคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากัสสปะ พระพุทธเจ้าองค์ก่อนนั้นได้ยินมา และทราบคำเฉลยหมดและก่อนที่พ่อแม่จะตายไป ก็ได้บอกลูกเอาไว้ แต่ว่าลูกจำคำเฉลยไม่ได้ เพราะเป็นยักษ์เกะกะเกเรตั้งแต่เล็ก แต่ว่ายังจำคำถามได้ รู้ด้วยว่าผู้ที่จะตอบคำถามนี้ได้ต้องเป็นพระพุทธเจ้าเท่านั้น เพราะเป็นคำถามที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ก่อนตั้งขึ้น ดังนั้นผู้ที่จะตอบได้ก็ต้องเป็นพระพุทธเจ้าด้วยกันเท่านั้น

 

.....ยักษ์เป็นสัตว์โลกพวกหนึ่งที่มีอายุยืน ว่ากันว่าเป็นพันเป็นหมื่นปี แต่พ่อแม่ของยักษ์ตนนี้ก็ไม่ได้ยินจากพระกัสสปะพระพุทธเจ้าโดยตรง แต่เป็นรุ่นปู่รุ่นย่าน่ะได้ยินมาจากพระพุทธเจ้าองค์ก่อนโน้น ก่อนที่ปู่ย่าจะตายก็สั่งพ่อสั่งแม่ว่า ลูกเอ๊ย…ถ้าไปเจอใครตอบปัญหานี้ได้ ก็ให้รู้ว่านะว่านั่นน่ะพระพุทธเจ้า ก่อนพ่อแม่จะตาย จึงได้บอกทั้งคำถามคำตอบนี้ให้อาฬวกยักษ์ อาฬวกยักษ์ตนนี้ถึงจะเกเรยังไงก็ตาม แต่วันนี้เห็นสมณะที่ผ่องใสอย่างนี้ ซึ่งแม้ไม่รู้ว่าเป็นใครแต่ก็เอาปัญหามาถาม เมื่อตอบได้ ก็รู้ว่านี่แหละพระพุทธเจ้า ก็แสดงว่าเป็นยักษ์มีปัญญาพอตัว

 

......เพราะฉะนั้นมันจึงได้บอกว่า ทำไมล่ะข้าพระองค์จึงจะต้องไปถามสมณพราหมณ์เป็นอันมากอีก วันนี้ข้าพระองค์รู้ชัดถึงประโยชน์ในภายหน้า พระพุทธเจ้าเสด็จมาเมืองอาฬวีนี่ เออ เพื่อประโยชน์แก่ข้าพระองค์โดยแท้ ยักษ์รู้เลยว่าท่านเสด็จมาโปรดตัวเอง

 

.....ที่หลวงพ่ออยากจะชี้เน้นให้เห็นก็คือเรื่องของฆราวาสธรรมนี้แหละ บุคคลอยู่ครองเรือนของธรรมประกอบด้วยศรัทธา แล้วก็มีธรรม ๔ ประการ

 

.....แต่ก่อนจะมีธรรม ๔ ประการนี่ ต้องรู้ ต้องละไว้ในฐานที่เข้าด้วยนะว่า มีศรัทธาในพระพุทธเจ้า มีความเข้าใจดีในเรื่องกรรม อย่างน้อยก็รู้ว่าอะไรบุญอะไรบาป และก็มีความมั่นใจว่าทำดีต้องได้ดี ทำชั่วต้องได้ชั่วเรียบร้อยอยู่ในใจก่อนแล้ว

 

 

......แล้วยังต้องมีสัจจะ มีธรรมะ มีขันติ มีจาคะ บุคคลอย่างนี้เท่านั้น จึงจะประสบความสำเร็จในชีวิตทั้งโลกนี้และโลกหน้า

 

.....แล้วอะไรล่ะที่เป็นเครื่องแสดงให้เห็นว่าบุคคลนั้นมีฆราวาสธรรม คำตอบที่สั้นที่สุดก็คือ บุคคลนั้นดำเนินชีวิตด้วยการประกอบเศรษฐกิจแนวพุทธ มียันต์ประจำใจอยู่ ๒ บทนั่นเอง บทแรกคือ อุ กา ก ส บทที่ ๒ คือ ส สี จา ป

 

......"ต้องมีสัจจะ มีธรรมะ มีขันติ มีจาคะ บุคคลอย่างนี้เท่านั้นจึงจะประสบความสำเร็จในชีวิตทั้งโลกนี้และโลกหน้า"

 

.....๖.แนวทางแก้ปัญหาเศรษฐกิจระดับชาติ ที่พระพุทธเจ้าทรงแนะ

 

......พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงชี้ประเด็นเอาไว้ว่า เมื่อพูดถึงเรื่องเชิงเศรษฐกิจนั้น ให้แบ่งคนออกเป็น ๒ ระดับ ระดับบนกับระดับล่าง

......การแบ่งกลุ่มเศรษฐกิจ

 

.....ระดับบน มีอยู่ ๔ กลุ่ม

......๑. กลุ่มการเมือง

.......๒. กลุ่มเสนาบดี หรือข้าราชการประจำระดับสูง

......๓. กลุ่มวิชาการ เช่น พวกอธิการบดี คณบดีต่างๆ พวกครูบาอาจารที่อยู่ในสาขาวิชาต่างๆ เป็นต้น เหล่านี้คือกลุ่นบน

.......๔. กลุ่มธุรกิจใหญ่ เช่น ซีพี ยูคอม ชินวัตร ธนาคารต่างๆ

 

......ระดับล่าง มี ๓ กลุ่ม

.....๑. กลุ่มเกษตรกร และผู้ใช้แรงงาน

......๒. กลุ่มพ่อค้าแม่ขาย

.....๓. กลุ่มข้าราชการผู้น้อย

 

.....ทั้ง ๒ ระดับ มีความเหมือนในเชิงเศรษฐกิจอย่างหนึ่งคือ ต่างก็จนด้วยกันทั้งคู่ ไม่น่าเชื่อว่าจนกันหมดเลยนะ คือ พวกกลุ่มระดับล่างจนเพราะหามื้อกินมื้อ หาได้ไม่พอใช้ พวกนี้คือเกษตรกรผู้ยากไร้ ผู้ขายแรงงาน พวกหาเช้ากินค่ำ หลักสู้ฟ้าหน้าสู้ดิน พ่อค้าแม่ขายระดับล่างที่ต้องกู้หนี้ยืมสินจากเงินนอกระบบ แล้วก็ข้าราชการชั้นผู้น้อย ที่ไม่ค่อยได้รับความเป็นธรรม เงินก็น้อยหัวเดือนท้ายเดือนไม่ค่อยจะถึง ไม่ค่อยจะชนเดือน พวกนี้จนเพราะไม่มี

 

.....ส่วนพวกข้างบนมีพันล้าน หมื่นล้าน ก็ยังจนเพราะไม่พอ ต่างก็จนอยู่ด้วยกัน แต่จนไม่เหมือนกัน

 

......ปริมาณของบุคคลข้างล่าง ซึ่งเป็นส่วนใหญ่ของแผ่นดินนั้น เป็นพ่อค้าแม่ค้ารายย่อย เป็นเกษตรกรถึง ๘๐-๙๐% แล้วก็ยังข้าราชการชั้นผู้น้อยที่เต็มแผ่นดินอยู่ นี่คือสิ่งที่ต้องมองให้ชัดว่า พวกที่จนเพราะไม่มีเหล่านี้เป็นปริมาณมากของแผ่นดิน กลุ่มข้างบนน่ะมีปริมาณคนน้อย แต่ว่าแต่ละคนเขย่ารัฐบาลได้ทั้งนั้นเลย พร้อมที่จะเขย่ารัฐบาล พร้อมที่จะทำสารพัดจนกระทั่งเปลี่ยนรัฐบาล ไล่รัฐบาลได้ เหล่านี้อยู่ในระดับบน มีคนไม่มาก แต่ว่าแต่ละคนมีกำลังมากแล้วก็ส่วนมากจนเพราะไม่รู้จักพอ

 

......ในอดีตนั้น เวลาแก้ไขเรื่องเศรษฐกิจ มักจะแก้ไขด้วยการมุ่งไปที่การส่งเสริม ช่วยเหลือกลุ่มที่อยู่ข้างบน แต่ส่งเข้าไปเถอะ ไม่เคยรู้จักพอ แล้วมักจะลงไปไม่ถึงข้างล่าง คนส่วนน้อยไม่กี่คนได้รับความเหลือไป มีมากอยู่ ก็ยิ่งมากขึ้นไปอีก ก็เพราะพวกข้างบนไม่รู้จักพอสักที แล้วเวลาร้องพวกนี้ก็ร้องเสียงดังด้วย ในขณะที่พวกข้างล่างไม่มีเสียงร้องแล้ว เพราะอะไรหรือ? เพราะหมดแรงร้องประงาบๆ ใกล้ตาย แค่จะหายใจยังไม่ค่อยมีแรง แล้วจะไปร้องได้ยังไง เหล่านี้คือพวกที่อยู่ข้างล่าง

 

.....ถ้าช่วยด้วยการเอาเงินไปใส่ข้างบน ต่อให้ใส่ไปสักร้อยล้าน เฮอะ..แค่หิ้วกระเป๋าไปมาเก๊าเดี๋ยวเดียวร้อยล้านก็หมดแล้ว เขาไปทำอะไรกันที่มาเก๊า ก็ไปเล่นการพนัน หรือถ้าไม่ไปมาเก๊า ก็ไปแถวปอยเปตนี่ก็ได้ ไปแถวระนองก็ได้ แต่ถ้าจะให้เท่ห์ก็โน่น ที่ลาสเวกัส มีเท่าไหร่ก็หมดล่ะ

 

.....ดังนั้นการใส่เข้าไปข้างบนนั้นเท่าไหร่ๆ ก็หมด ส่วนพวกข้างล่างก็ตายอย่างเขียด
 

พระพุทธเจ้าทรงสอนให้ใส่เงินไปที่กลุ่มล่าง

 

......ทีนี้มาดูว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอนให้ทำยังไง ทรงสอนให้ใส่ลงไปข้างล่างนี่ แต่มีข้อแม้ว่าต้องคัดคนด้วย ถ้าใส่แบบเหวี่ยงแห เอาพันธุ์พืชไปแจกเอาพันธุ์สัตว์ไปแจก คนแจกยังไม่ทันกลับเลย คนรับแจกยังไม่ทันกลับเลย คนรับแจกบอก แหม…เนื้อไก่หวานจัง เฮ้อ..ให้เอาไปเลี้ยงคนแจกเขายังไม่ทันกลับเลย แกเชือดกินหมด บอกเนื้อกไก่หวานจังซะแล้ว
อย่างนี้แก้เศรษฐกิจไม่ได้!

 

.....ต้องคัดคน

 

.....ดังนั้นพระพุทธองค์ทรงสั่งให้ใส่ข้างล่าง แต่มีข้อแม้ต้องคัดคนก่อน คัดอย่างไร? ต้องเลือกคนที่หาเป็น มีศีล มีธรรม แต่ว่าขาดเงินทุน พวกนี้ขาดเงินทุน ขาดเทคโนโลยี แต่มีศีลธรรม มีความขยันหมั่นเพียรแล้วก็ประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง อย่างนี้ต้องคัดมาแล้วช่วยเขา เมื่อช่วยแล้วจะได้เป็นบุคคลตัวอย่างในพื้นที่ การช่วยอย่างนี้ส่งเข้าไปแล้วไม่หายต๋อม

 

......แต่นั่นแหละ นั่นมันเป็นเพียงหลักการ

 

......ในสมัยโบราณทำได้ง่าย กษัตริย์ก็ส่งคนไปคัดดูว่าใครดีจริงแล้วก็ช่วยเหลือไป แล้วจะได้เป็นบุคคลต้นแบบ เมื่อพบพ่อค้าแม่ขายที่ตั้งใจค้าขายแต่ว่าขาดเงินทุน ก็ช่วยไป ข้าราชการชั้นผู้น้อยไม่ได้รับความเป็นธรรม เงินเดือนก็น้อย ก็ช่วยไป

 

.....แต่ที่สำคัญ จะต้องคัดก่อนนะว่าเป็นคนดีมีคุณธรรม เมื่อคัดได้แล้ว เอาเม็ดเงินเข้าไปใส่ หรือเอาสิ่งที่ควรจะช่วยเหลือเข้าไปใส่ให้ จากนั้นมีการติดตามประเมิณผลกันเป็นลำดับๆ อย่างนี้ไม่นานข้างล่างก็จะขับเคลื่อนได้

 

......เมื่อข้างล่างขับเคลื่อนได้แล้ว มีงานทำแล้ว คิดเป็นแล้ว ทำงานเป็นแล้ว ผลิตภัณฑ์เริ่มเกิดแล้วเรียกว่าเริ่มได้ผลแล้ว จากนั้นก็ค่อยดึงข้างบนลงมาช่วยการตลาด ช่วยการส่งเสริมในรูปแบบต่างๆ มา มามีส่วนร่วมเพราะเป็นเจ้าของประเทศด้วยกันอย่างนี้จึงจะได้

 

.....แต่ว่าในยุคปัจจุบัน ใครจะมายอมให้คนนั้นคนนี้มาชี้ว่าให้เลือกคนนั้นคนนี้ว่าเป็นคนดี ไม่มีใครยอม ก็ได้อย่างเดียวคือต้องคัดเลือกกรรมการหมู่บ้านกันเข้ามา และแน่นอน ในหมู่นั้นๆ บางหมู่ก็มีคนดีมาก มีคนเลวน้อย บางหมู่ก็มีคนดีน้อย มีคนเลวมากมันก็คละๆ กันไป ก็เป็นวิธีการคัดเลือกแบบประชาธิปไตยที่เรามีอยู่ เราก็ต้องยอมรับกันว่าประชาธิปไตยนั้นไม่ใช่ธรรมาธิปไตย แต่ว่าเป็นสิ่งที่พอยอมรับกันได้ในบ้านเมืองนี้

 

.....๑ ตำบล ๑ ผลิตภัณฑ์

......เมื่อใส่เม็ดเงินเข้าไป พร้อมกำหนดลงไปด้วย ๑ หมู่บ้าน ๑ ตำบล ๑ ผลิตภัณฑ์หรือจะ ๑ หมู่บ้าน ๑ ผลิตภัณฑ์ก็ตามที สิ่งหนึ่งที่ได้ทันทีก็คือ เรื่องของการฝึกคนให้มีความรับผิดชอบต่อส่วนรวม เราพูดกันมานักหนาว่า อยากจะให้คนไทยมีความสามัคคี มีความรับผิดชอบต่อบ้านต่อเมือง ถามว่าอะไรคือบทฝึก แหะๆ ตอบกันไม่ได้

 

.....ณ วันนี้ เงินใส่ลงไปทุนหมู่บ้านนี้ แล้วมาช่วยกันผิดชอบหน่อย

 

......แต่นี่คือบทฝึกความรับผิดชอบขั้นต้น ถามว่ามีโอกาสรั่วไหลมากไหม ตอบได้ว่ามาก แต่ถ้าไม่ฝึกก็ไม่เป็นกันเลย ก็ให้ถือว่าเป็นค่าวิชาค่าเรียนก็แล้วกัน

 

......เรื่องต่อไป ถ้ากลัวว่ามันจะเสียหายมากจะทำยังไงดี ก็ต้องให้กลุ่มการเมืองเข้ามา ใครเป็นส.ส.เขตนั้นต้องลงมาดู ส.ส. ๑ เขต มีลูกหมู่บ้านอยู่ประมาณสัก ๒๐๐ หมู่บ้าน ต้องลงมาเยี่ยม เสนาบดีราชการในระดับสูงรวมทั่งนักวิชาการ เมื่อวางแผนแล้วต้องลงมาดู ลงมาช่วยกันติดตาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขั้นเริ่มต้น เพราะตามหมู่บ้านต่างๆ นี่ระเบียงวิธีใช้เงินก็ไม่มี ใช้ก็ยังไม่เป็น ผู้มีความรู้ทางด้านกฎหมาย สมาคมอาชีพทนายความ สมาคมนักกฎหมายหรือนักกฎหมายอาชีพอะไรก็ตาม ในแต่ละเขต แต่ละจังหวัดต้องลงไปช่วยกัน ถามว่าคุณเป็นเจ้าของประเทศหรือเปล่าล่ะ ถ้าคุณเป็นเจ้าของประเทศ เงินแต่ละล้านคุณมีส่วนเป็นเจ้าของไหม ในหมู่บ้านเหล่านั้นคุณก็เป็นเจ้าของด้วย งั้นก็มาช่วยกันดูเถอะ

 

......ต่อไปก็พวกนักเลงบัญชีทั้งหลาย ต้องไปช่วยดูด้วย ว่าจะต้องทำบัญชียังไง เพราะชาวบ้านเขาไม่เป็นกันหรอก ต้องไปช่วยเขา ไม่ว่าพวกราชฏัก พวกวิทยาลัย มหาวิทยาลัยในท้องถิ่นแต่ละแห่งต้องลงมาช่วยกันดู ถ้าคุณว่าคุณเป็นเจ้าของประเทศ คุณต้องมาช่วยกัน ให้พอทำกันได้ แต่ถ้าคุณไม่เข้ามาช่วย เม็ดเงินหมู่บ้านละ ๑ ล้านมันสูญไป แล้วจะโทษใคร

 

.....ต่อไปก็กลุ่มธุรกิจ คิดว่าจะช่วยเหลืออะไรได้ในเครือข่ายที่มีอยู่ก็มาช่วยกัน คุณก็เป็นเจ้าของเงิน เจ้าของประเทศเหมือนกัน ถ้ามองในแง่นี้ก็โอเค ช่วยกันไป มีได้บ้าง มีเสียบ้าง เพราะแต่ก่อนนี้ใส่แต่ข้างบนแล้วจ๋อมทุกที แต่บัดนี้ใส่เม็ดเงินเข้าไปข้างล่างแล้ว แต่ก็นั่นแหละ ทำใจไว้ด้วย ได้บ้างมันก็ต้องมีเสียบ้าง ยังดีกว่าใส่ไปข้างบน เพราะเงียบหายหมดเลย

 

......ต่อมาก็หน้าที่ของพระ ช่วยกันทำไงกับเขาได้บ้างล่ะ ก็คือไปช่วยเทศน์ ช่วยอบรมหน่อย ช่วยเทศน์พวกลูกๆ อย่าให้เกเร ที่สำคัญพระอย่าให้หวยเสียเองก็แล้วกัน

 

.....นี่ก็เป็นตัวอย่าง ถ้าลงไปช่วยกันอย่างนี้โครงการนี้ไปได้ ส่วนว่าจะหวังผลเลิศ ๑๐% นั้น อย่าไปฝันกลางแดด มันไม่ได้หรอก แต่วันนี้ รัฐนาวาไทยเริ่มขยับตัวมั่งแล้ว รู้จักว่าจะฝึกให้มีความรับผิดชอบเบื้องต้นขึ้นบ้างแล้ว ส่วนจะสำเร็จหรือไม่ สำเร็จเป็นเรื่องของการติดลม การประคับประคองก็ถือว่าหลักการนี้ วิธีการนี้ใช้ได้ แต่จะประสบความสำเร็จมากน้อยแค่ไหน เป็นเรื่องของความร่วมมือที่มีต่อกัน ร่วมมือตั้งแต่การสร้างคนดีขึ้นมาในสังคม ว่ามีสัจจะ มีทมะ มีขันติ มีจาคะกันแค่ไหน ร่วมมือที่จะกำจัดสิ่งที่ทำลายเศรษฐกิจมากที่สุด

 

......สิ่งที่ทำลายเศรษฐกิจมากที่สุด คืออบายมุขเพราะฉะนั้น มท. ๑ ทำถูกแล้ว ช่วยเขียนจดหมายไปเชียร์ท่านด้วย โดยเฉพาะหลวง่พอหลวงพี่ทั้งหลายนี่ต้องรีบเชียร์เลย ว่ามหาดไทยทำถูก กำหนดเวลาปิดเปิดแหล่งอบายมุขนั่น กำหนดเขตอบายมุข และยิ่งกำจัดอบายมุขให้หมดสิ้นจากแผ่นดินไทย ก็เป็นเรื่องที่ถูก ถ้าช่วยกัน มันก็พอมีแวว มีทางที่จะสำเร็จ นี่เป็นตัวอย่างที่ต้องช่วยกันไป ถือว่ารัฐบาลนี้จับแนวทางในการแก้ไขเศรษฐกิจและสังคม ใช้ได้ทีเดียวไม่ปล่อยเลยตามเลย ที่พูดนี่คุณทักษิณไม่ได้จ้างนะนี่(หัวเราะ) เพราะตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยเจอหน้ากันอย่างมาก็เห็นในหน้าหนังสือพิมพ์และทีวีเป็นบางครั้งเท่านั้น

 

......และนี่ก็เป็นการมองโลกในแนวเศรษฐศาสตร์เชิงพุทธ ในฐานะที่เป็นพระภิกษุ ในฐานะที่เป็นชาววัด ถ้าถูกประชาชนถูกญาติโยมซักถามในสิ่งเหล่านี้ จะบอกว่าฉันไม่เกี่ยวมันก็ไม่ได้

 

......คือต้องเกี่ยว แต่เกี่ยวแบบพระ…

 

......เกี่ยวแบบพระคือมองความจริงให้ออกว่าอะไรเป็นอะไรในเชิงเศรษฐศาสตร์ทางพุทธและทางโลก แล้วก็สิ่งใดที่พระช่วยทำได้ ก็ทำเถอะ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การให้สติ การช่วยกันสร้างคนดีให้กับบ้านเมืองนี้ การเคี่ยวเข็ญให้ชาวพุทธเป็นนักสร้างบารมีตามพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็เท่ากับเป็นการเผยแผ่พระพุทธศาสนาและเป็นการสร้างปฏิรูปเทส หรือกำแพงป้องกันให้แก่พระพุทธศาสนาไปด้วยโดยปริยาย