อาฬวกสูตร ( ต่อ ) 1

วันที่ 19 มีค. พ.ศ.2546

 

.....เหตุใดพระพุทธองค์จึงต้องยอมเดินไปมา ตามคำสั่งของยักษ์ถึง ๓ เที่ยว ที่พระพุทธองค์ทำเช่นนั้นก็เพื่อต้องการจะแสดงว่า พระองค์มาดีนะ ไม่ใช่มาร้าย แต่พอถึงครั้งที่ ๔ ไม่ไปแล้ว จะอยู่ตรงนี้ จะทำอะไรก็ทำเถิด
เมื่อเป็นอย่างนี้ ยักษ์เกรงเหมือนกัน จับกินก็ไม่กล้า เพราะตั้งแต่เกิดมาเป็นยักษ์นี้ก็จับคนกินมามากแล้ว แต่วันนี้มาพบสมณะ ไม่มีความกลัว ไม่มีความสะทกสะท้านใดๆ ทั้งนั้น

 

.....เพราะฉะนั้นต้องลองเชิงก่อน แทนที่จะขู่ ก็เลยเปลี่ยนเป็นถามปัญหา เพราะว่าถ้าปัญหานั้นยาก ตอบไม่ได้ ตบะจะเสีย สมาธิจะฟุ้งซ่าน ใจจะแตก ตอนนั้นเองค่อยจับกิน นั่นเป็นชั้นเชิงของยักษ์ คือไม่ผลีผลาม แต่ก็หาวิธีที่จะทำให้เกิดความสะทกสะท้านหวั่นไหว เพื่อจับกินได้ง่ายๆ
เพราะยักษ์รู้อยู่ว่าความสามารถพิเศษของสมณะก็คือความรู้ทางธรรม จึงตั้งคำถามเรียกว่า ถ้าตอบได้ ยักษ์ก็จะพ้นข้อข้องใจไป แต่ถ้าตอบไม่ได้ รับรองต้องตื่นตกใจฟุ้งซ่าน ก็จะจับกินได้แน่เลย

 

.....แต่พระพุทธองค์กลับตรัสตอบอย่างรู้เชิงไปว่า ยักษ์เอ๋ย เราน่ะไม่เคยเห็นใครในโลก พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ตลอดจนในหมู่สัตว์ทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายนะ ที่จะทำจิตใจของเราให้พลุ่งพล่านได้ ดังนั้นสงสัยอะไรเชิญถามมาเถิด

 

.....คำถามของยักษ์

.....ยักษ์ก็เลยถามว่า

.....- อะไรเล่าเป็นทรัพย์เครื่องปลื้มใจที่ประเสริฐของบุรุษในโลกนี้

.....- อะไรเล่าที่บุคคลประพฤติดีแล้วนำความสุขมาให้

.....- อะไรเล่ามีรสล้ำเลิศว่ารสทั้งหลาย

.....- นักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวถึงชีวิตของผู้เป็นอยู่ว่าอย่างไรจึงจะประเสริฐ?

 

.....แต่ละปัญหาตอบไม่ได้ง่ายๆ ถามว่ายักษ์รู้คำตอบหรือไม่ ไม่รู้ เพราะคำถามนี้ยากเย็นแสนเข็ญสาหัสนัก รอที่จะให้ผู้มีบุญมาตอบ

แต่พระผู้มีพระภาคทรงตอบได้

.....ศรัทธาเป็นทรัพย์เครื่องปลื้มใจที่ประเสริฐ
ทรงตรัสว่า ศรัทธาเป็นทรัพย์เครื่องปลื้มใจที่ประเสริฐของบุรุษในโลกนี้ เพราะศรัทธาเป็นความสว่างอย่างต่อเนื่องอยู่ในใจ

 

..... จนกระทั่งสามารถตรองเหตุผลในเรื่องนั้นๆ ได้พอสมควรทีเดียว ใจต้องสว่างอย่างต่อเนื่องในระดับหนึ่งทีเดียว เพราะฉะนั้นศรัทธาเป็นทรัพย์เครื่องปลื้มใจที่ประเสริฐของบุรุษในโลกนี้

 

.....โดยทั่วไปถ้าคนไหนไม่เลวร้ายจนเกินไป ใจของเขาจะมีความสว่างอยู่ในตัว แต่ความสว่างนั้นมักจะเกิดแบบฟ้าแลบ หรือเหมือนหิ่งห้อย ความสว่างในใจของมนุษย์โดยทั่วไปเป็นอย่างนั้น ฉะนั้นเวลาคิดอะไรขึ้นมาได้ แล้วอยากจะคิดให้ต่อเนื่องอีก แต่คิดไม่ออก คิดได้แวบเดียว
แต่ผู้ที่มีศรัทธาในพระตถาคตเจ้าอย่างมั่นคงนั้น ใจจะสว่างอย่างต่อเนื่อง ครั้งละช่วงยาวๆ เพราะฉะนั้นจึงตอบชัดเจนลงไปเลยว่า

 

.....ศรัทธาเป็นทรัพย์เครื่องปลื้มใจที่ประเสริฐของบุรุษในโลกนี้ การที่มีความสว่างอยู่ในใจอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งตรองเห็นได้ว่า เรื่องกรรมมีเหตุมีผล บุคคลทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว จึงเห็นเส้นทางดำเนินชีวิตได้ชัดเจน ศรัทธาจึงเป็นทรัพย์ที่ประเสริฐขั้นต้นของสัตว์โลก เพราะพร้อมจะปิดนรกให้ได้นั่นเอง

 

.....ธรรมะนำความสุขมาให้

.....คำถามข้อที่ ๒ อะไรนำความสุขมาให้ ธรรมะนำสุขมาให้ ไม่ใช่เหล้า ไม่ใช่สุรานารี พาชี กีฬาบัตร บุคคลประพฤติดีแล้วย่อมนำความสุขมาให้

 

ความสัตย์มีรสล้ำเลิศกว่ารสทั้งหลาย

.....คำถามข้อที่ ๓ อะไรมีรสล้ำเลิศกว่ารสทั้งหลาย ความสัตย์มีรสล้ำเลิศกว่ารสทั้งหลาย ใครไม่เคยโดนหักหลังย่อมไม่ซึ้ง ใครไม่เคยโดยเนรคุณ ย่อมไม่ซึ้งหรอกว่าความสัตย์นั้นมีรสเลิศขนาดไหน ใครที่เคยโดนหักหลังมา โดนเนรคุณมา จะรู้คุณค่าของความสัตย์ ว่าเลิศกว่ารสทั้งหลาย

 

เป็นสุขอยู่ได้ด้วยปัญญา

.....คำถามต่อไปคือ นักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวถึงชีวิตของผู้เป็นอยู่ว่าอย่างไรจึงถือว่าประเสริฐ คำตอบคือ ต้องเป็นอยู่ด้วยปัญญา คือทุกลมหายใจเข้าออกสามารถมองเห็นความเกิด ความดับ ของชีวิต เห็นความเกิดความดับของจิต เห็นว่าแต่ละวาระจิตนั้นเกิด ดับ อย่างไร เห็นอยู่อย่างนี้ตลอดเวลาจึงต้องคิดแล้วคิดอีก ก่อนจะพูด จะทำอะไรทุกครั้งไป ไม่ทำอะไรมักง่าย ประมาท ดำเนินชีวิตด้วยความรู้ดี รู้ชั่ว เป็นผลให้มีแต่ความเจริญฝ่ายเดียว ไม่มีเสียเลย

 

.....ถามว่าทำไมประเสริฐ ก็เพราะมีโอกาสบรรลุธรรมนั่นเอง บรรลุอริยธรรมแล้วจึงถือว่าประเสริฐ