อาฬวกสูตร ( ต่อ )

วันที่ 12 มีค. พ.ศ.2546


.....ขยายใจให้ออก

 

.....ถามว่าทำไมพวกยักษ์จึงมีฤทธิ์อยู่ในขอบเขตจำกัด ก็ต้องบอกว่าเป็นเพราะบุญที่เขาทำเอาไว้มีขอบเขตจำกัด ลองดูพวกสัตว์เป็นตัวอย่างก็ได้ สัตว์นั้นมีลูกกี่ตัวๆ แม่มันเลี้ยงหมด แต่ถ้ามีลูกของตัวอื่นเข้ามา แม่ลูกอ่อนตะปบกินหมด คือความเมตตาของพวกสัตว์มันมีขอบเขตจำกัด ไม่ว่าจะแม่ไก่ แม่แมว แม่เสือ มันมีความเมตตาเฉพาะต่อลูกของมัน มีขอบเขตแค่นั้น ถ้าเป็นลูกตัวอื่นสัตว์ก็ไม่เมตตา จับกินหมด ฆ่าหมด

 

.....ในเมื่อความเมตตามีอยู่ในขอบเขตจำกัดฤทธิ์ก็มีขอบเขตจำกัดไปด้วย อย่างครูบาอาจารย์บางท่านก็หวงวิชา ใครไม่จ่ายเงินก็ไม่สอน บางพวกไม่ต้องจ่ายเงินหรอก อยากให้ศิษย์รู้ ก็สอนให้ฟรีๆ เลย แต่สอนเฉพาะในคนเผ่าเดียวกันเท่านั้น ในคนตระกูลเดียวกัน นอกนั้นไม่ให้ คือ ไม่ว่าใครจะจ่ายเงินหรือไม่จ่ายเงิน ขอให้เป็นลูกหลานว่านเครือเนื้อหน่อ เป็นเผ่าพันธ์เดียวกัน ชาติเดียวกัน ยินดีจะสอนให้เต็มที่ แต่ต่างเผ่าพันธ์ต่างพันธุ์ ต่างชาติ ต่างภาษา เอาเงินมาจ่ายเท่าไหร่ ไม่สอน จะเป็นจะตายยังไงก็ไม่ช่วย เหล่านี้ก็คือตัวอย่างของขอบเขตความเมตตา

 

.....แม้ถึงคราวที่เข้าวัดปฏิบัติธรรม ถ้าจะแผ่เมตตา ก็แผ่ไปถึงเฉพาะในหมู่คนที่รู้จัก เฉพาะในหมู่ญาติ ในหมู่ผู้ที่มีพระคุณ พ้นจากนี้ไปก็ไม่นึกให้ ในขณะที่บางคนแผ่เมตตาคลุมให้ทั้งโลกเลย เพราะฉะนั้นฤทธิ์ได้มาจึงต่างกันออกไป

 

.....ในชีวิตทางโลกที่เราเห็น ก็จะพบว่าบางคนเป็นคนดี แต่ใจแคบ แกดีแค่ในระดับครอบครัว เมตตาปรานีทุกคนในครอบครัว วงศ์วานว่านเครือเนื้อหน่อเดียวกัน แต่กับคนอื่นกลับพร้อมจะโกง อย่างที่ปรากฏในกามโภคีสูตรในบทก่อน คือกับพวกตัวเองดี กับพี่น้องตัวเองดี แต่ว่ากับคนอื่นพร้อมจะโกง หรือถ้าไม่โกงแต่ก็ไม่มีน้ำใจให้

 

.....เพราะฉะนั้นคนพวกนี้ ถึงจะดียังไงก็เหมาะจะเป็นแค่พ่อบ้านแม่บ้าน แต่ไม่เหมาะเลยที่จะเป็นผู้ใหญ่บ้านหรือกำนัน เพราะแกไม่ปันความสุขให้กลุ่มอื่น

 

.....บางคนเป็นได้ถึงกำนัน ใจแกใหญ่ได้ระดับนั้น แต่ถ้าให้แกไปเป็นนายอำเภอ แกก็คิดงานได้เฉพาะตำบลแกเท่านั้น ตำบลอื่นจะอดตายก็ช่างมันฉันไม่เกี่ยว เพราะฉะนั้นจะเป็นได้แค่กำนันชั้นดี แต่เป็นนายอำเภอชั้นเลว ผู้ว่าบางคนเป็นผู้ว่าที่ดี ใจคอกว้างขวาง ทำงานคลุมทั้งจังหวัด ต่อมาได้เป็นปลัดกระทรวงหรือเป็นอธิบดี ซึ่งจะต้องดูแลทั้งประเทศ แต่ใจแกขยายไม่ถึง เพราะฉะนั้นแกเป็นได้แค่ผู้ว่าราชการจังหวัดชั้นดี ถ้าจะเป็นอธิบดีหรือเป็นปลัดกระทรวงเมื่อไหร่ แกเป็นได้แค่อธิบดีหรือปลัดกระทรวงชั้นเลว

 

....เพราะใจขยายไม่ออก จึงได้แค่นั้น

 

....ส.ส.บางคน ได้รับคัดเลือกให้เป็นรัฐมนตรี ความจริงแค่เป็น ส.ส. ของจังหวัดใดจังหวัดหนึ่ง เขาก็มีหน้าที่จะต้องดูแลประชาชนทั้งประเทศ ยิ่งได้เป็นรัฐมนตรียิ่งต้องเป็นคนของประเทศ แต่ใจของแกแคบ แกจะดูแลแค่จังหวัดของแกเท่านั้น บางทีจังหวัดของตังเองก็ดูได้ไม่ทั่ว ดูได้แค่พรรคพวกเพื่อนฝูง ลูกน้องหัวคะแนนในเขตจังหวัดของแกเท่านั้น ใจของคนมันแคบมันกว้างไม่เท่ากันอย่างนี้ คนเหล่านี้เมื่อละโลกไปแล้ว บางพวกต้องไปเกิดเป็นยักษ์ ยักษ์นั้นก็มีฤทธิ์จำกัดอยู่ในขอบเขตแห่งอำนาจบุญ อำนาจบาปที่เคยทำมา

 

.....เจ้าอาฬวกยักษ์นี้ก็ทำนองเดียวกัน เป็นประเภทยักษ์กินคน เหาะเหินดินอากาศได้ แต่ว่าเหาะได้อยู่ในเขตของตัวมันเท่านั้น ไม่ใช่เหาะได้เปรอะไปหมด แล้วถ้าจะจับใคร จับสัตว์จับคนมากินก็ได้เฉพาะในรัศมีที่พักของมัน พ้นรัศมีแล้วทำไม่ได้ นี้ก็เป็นขอบข่าย ขอบเขตตามอำนาจบุญอำนาจบาปที่ตัวเองทำมา

 

....แต่ว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเห็นว่า เออ...เจ้ายักษ์ตนนี้พอโปรดได้ คือพระองค์ทรงเห็นว่า ไอ้เจ้ายักษ์หรือเจ้ามนุษย์กินคนตนนี้ ถึงแม้จะมีบาปให้ต้องมาเกิดเป็นยักษ์ ยังกินสัตว์เป็นๆ กินมนุษย์เป็นๆ อยู่ แต่ว่าจิตใจที่เป็นธรรมบางอย่างมีอยู่ในตัวของมัน เห็นว่าพอจะโปรดได้จึงเสด็จเข้าไปโปรด ซึ่งความจริงโดยทั่วไปแล้ว ใครเข้ามาในเขตของมันจะตกอยู่ในอำนาจของมันทันที ไม่ว่ามนุษย์ไม่ว่าฤาษีชีไพรเข้ามาในเขตมันเมื่อไหร่ ก็หมดฤทธิ์ไปโดยปริยาย คือยักษ์นี่จะมีฤทธิ์จับผู้ที่เข้ามากินได้โดยปริยาย ต่อให้ฤาษีชีไพรเหล่านั้นเก่งเท่าเก่ง เหาะมากลางอากาศแต่เข้าเขตของยักษ์นี่เมื่อไหร่ก็ต้องตกพลั่กให้มันจับกินเอาได้

 

.....พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเข้าไปในเขต ไปที่อยู่ของยักษ์ มันไม่เห็นแววว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะครั่นคร้ามอะไรเลย เพราะฉะนั้นจะผลีผลามเข้าไปจับหักคอกิน ก็ชักไม่แน่ใจ จึงทดสอบกำลังด้วยการสั่งให้เข้ามา - ออกไป ให้ไปๆ มาๆ อยู่ ๓ เที่ยว ท่านก็ยอมทำ แต่พอถึงเที่ยวที่ ๔ ไม่ยอมแล้ว