อาฬวกสูตร เศรษฐศาสตร์แนวพุทธกับยักษ์

วันที่ 05 มีค. พ.ศ.2546

 

.....ในเรื่องของเศรษฐศาสตร์แนวพุทธยังมีอีกเรื่อง คือเรื่องที่พระพุทธเจ้าทรงสอนเศรษฐศาสตร์ให้กับมนุษย์กินคน หรือยักษ์นั่นเอง

 

ในสมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ในภพของอาฬวกยักษ์ ในเขตเมืองอาฬวี ครั้งนั้นพระองค์เสด็จไปโปรดอาฬวยักษ์ถึงที่อยู่ของมัน เมื่อยักษ์ได้เห็นพระผู้มีพระภาค ก็กล่าวกับพระองค์ว่า "ท่านจงออกมา… สมณะ"

.....เอ๊ะ ยักษ์จะให้พระพุทธเจ้าออกมาจากไหนกัน?

.....แต่พระผู้มีภาคก็ทรงตรัสว่า "ดีแล้ว ผู้มีอายุ"

.....แล้วก็เสด็จออกมา อาฬวยักษ์ก็กราบทูลอีกว่า "ท่านจงเข้าไป…สมณะ"

.....พระผู้มีพระภาคก็ตรัสว่า

....."ดีแล้ว ผู้มีอายุ"

.....แล้วก็เสด็จเข้าไป

.....จนกระทั่งถึงครั้งที่ ๒ อาฬวยักษ์ก็กล่าวกับพระผู้มีพระภาคอีกว่า

....."ท่านจงออกมา..สมณะ"

.....พระผู้มีพรภาคก็ตรัสอีกว่า

....."ดีแล้ว ผู้มีอายุ"

.....แล้วก็เสด็จออกมา อาฬวยักษ์ก็เอาอีก…กล่าวอีกว่า

....."ท่านจงเข้าไป…สมณะ"

.....พระผู้มีพระภาคก็ตรัสว่า

....."ดีแล้ว ผู้มีอายุ"

 

.....แล้วก็เสด็จเข้าไป อาฬวยักษ์บอกให้พระพุทธเจ้าเข้าไปและออกมาอยู่อย่างนั้นถึง ๓ รอบ ซึ่งพระผู้มีพระภาคก็ทรงยอมทำตามโดยตลอด โดยทรงกล่าวอยู่เพียงว่า

....."ดีแล้ว ผู้มีอายุ" แล้วก็เสด็จไปเสด็จมาอยู่อย่างนั้น

.....แต่พอถึงรอบที่ ๔ พออาฬวกยักษ์กล่าวกับพระผู้มพระภาคอีกว่า

....."ท่านจงออกมา..สมณะ" เท่านั้น พระองค์ตรัสเลยว่า "ผู้มีอายุ เราจักไม่ออกไปล่ะ ท่านจะทำอะไรก็จงทำเถอะ"

.....เอ้า…เรียกให้เดินไปเดินมาอยู่ ๓ เที่ยวก็ยอมเดิน พอเที่ยวที่ ๔ ทรงตอบชัดเลย "ไม่"

.....อาฬวกยักษ์ก็เลยว่า

 

....."สมณะ…เราจักถามปัญหากับท่าน ถ้าท่านไม่ตอบเรา เราจักทำจิตของท่านให้พลุ่งพล่าน จะฉีกหัวใจของท่าน หรือจะจับที่เท้าแล้วเหวี่ยงไปยังฝั่งแม่น้ำคงคาโน่น…"

 

....นี่ก็คุกคามเลย บอกให้ไปไม่ไป บอกให้ทำไม่ทำ…ไม่ทำก็ขู่เลย แต่ว่าก็ยังไม่เชิงอยู่หน่อย คือ ไม่ใช่ว่าไม่ทำแล้วจะลงไม้ลงมือเลยก็ไม่ใช่ แต่บอกว่า

 

.....…สมณะ…เราจักถามปัญหากับท่าน ถ้าท่านไม่ตอบแก่เรา เราจะทำจิตของท่านให้พลุ่งพล่าน จะฉีกหัวใจของท่านหรือจะจับที่เท้าแล้วเหวี่ยงไปยังฝั่งแม่น้ำคงคาข้างโน้น

 

.....ถ้าจะพูดอีกทีก็คือ เอ้า..ตอบปัญหาให้ดีนะ ถ้าตอบไม่ได้พ่อจะฉีกกินซะ จะจับเหวี่ยงข้ามแม่น้ำคงคาฝั่งโน้น นี่เป็นลักษณะการข่มขู่ ตลอดมานี่ไม่ได้พูดกันดีๆ เลยนะนี่

 

.....แต่พระผู้มีพระภาคกลับทรงตรัสตอบด้วยน้ำเสียงปกติ

 

....."ผู้มีอายุ เราไม่เห็นใครเลยในโลก ไม่ว่าจะทั้งในเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์ ทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ ที่จะพึ่งทำจิตของเราให้พลุ่งพล่านได้ ฉีกหัวใจของเรา หรือจับเราที่เท้าแล้วเหวี่ยงไปยังฝั่งแม่น้ำคงคาข้างโน้นได้ ดังนั้นเชิญท่านถามตามที่ท่านต้องการเถิด"

 

.....ภูมิหลังของเหล่ายักษ์

 

....เมื่ออ่านถึงตรงนี้ก็ควรจะทราบภูมิหลังของเหล่ายักษ์สักนิดหนึ่ง ยักษ์มีหลายประเภท ยักษ์บางประเภทก็มีสภาพกึ่งมนุษย์กึ่งเทวดา จัดเป็นสุคติภูมิที่ต่ำสุด ยักษ์บางพวกเหาะเหินเดินอากาศได้ แล้วก็มีศีลด้วย ตั้งใจปฏิบัติธรรม บางพวกมีฤทธิ์ แต่ก็เป็นประเภทก่ำกึ่ง บางครั้งมนุษย์ก็มองเห็นได้ แต่บางครั้งมนุษย์ก็มองไม่เห็น คือเป็นประเภทกึ่งหยาบกึ่งละเอียด แต่ก็จัดว่าอยู่ในสุคติภูมิ

 

.....บางพวกร้ายหน่อย ชอบกินเนื้อสัตว์ เนื้อมนุษย์ เพราะฉะนั้นพวกนี้ไม่มีศีล แต่มีฤทธิ์อยู่พอสมควร
ส่วนบางพวกนั้นไม่สามารถจะเหาะเหินอะไรได้ทั้งสิ้น มีกายหยาบเช่นเดียวกับมนุษย์ แต่พอแปล่งรางได้ และต้องกินอาหารเช่นเดียวกับมนุษย์ และก็บางพวกก็ดุร้าย

 

.....บางพวกก็มีศีล คือปนๆ กันไป

 

.....อาฬวกยักษ์ เป็นยักษ์ประเภทที่ไม่มีศีล แต่มีฤทธิ์ เหาะเหินเดินอากาศได้ เนื่องจากเมื่อครั้งเป็นมนุษย์ได้สร้างบุญปนบาปเอาไว้ ด้วยอำนาจบุญที่มีอยู่ ก็พอจะเหาะเหินเดินอากาศไปได้ ทำฤทธิ์ต่างๆ นานาได้ แต่ก็จะอยู่ในขอบเขตและในบริเวณของตัวเท่านั้น เช่น ถ้าอยู่ในร่มไม้ร่มนี้เหาะได้ ใครเข้ามาในร่มไม้ร่มนี้จับกินได้ แต่พ้นจากร่มไม้ร่มนี้เหาะไม่ได้ พ้นจากเขตนี้ไปจะหมดฤทธิ์ …(อ่านตอนที่ ๒ ฉบับวันพุธที่ ๑๒ มีนาคม ๒๕๔๖)