อานิสงส์ของการเป็นผู้ให้

วันที่ 09 มีค. พ.ศ.2546

 

.....…การทำทานกับการไม่ทำทาน หรือการให้กับการไม่ให้ มีผลแตกต่างกันอย่างไร พระพุทธเจ้าท่านตรัสถึงเรื่องของพระราชธิดาของพระเจ้าปเสนทิโกศล ตอนนั้นอายุได้ ๗ ขวบ วัดพระเชติวันก็สร้างเสร็จใหม่ๆ ท่านเห็นสิ่งที่เป็นอจินไตยเกิดขึ้น และเก็บไว้เป็นความลับ ไม่ยอมบอกใครเพราะกลัวเขาจะไม่เชื่อ จนวันหนึ่งพระเจ้าปเสนทิโกศลให้พระนางสุมนา ไปเข้าเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพื่อฟังธรรม หลังจากถวายภัตตาการเสร็จ ก็เข้าไปใกล้ๆพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วกราบทูลท่านว่า " หม่อมฉันเห็นสิ่งๆหนึ่ง เป็นสิ่งอจินไตย ไม่กล้าบอกใคร เพราะกลัวไม่เชื่อ แต่ว่าวันนี้อยากจะกราบทูลพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คือตอน ๗ ขวบ เห็นเด็กอยู่ ๒ คนเพิ่งเกิดใหม่ คนหนึ่งอยู่ในเปลทอง อีกคนนอนอยู่ที่พื้น ใกล้กันทีเดียว คนที่อยู่ในเปลทองเป็นน้องชายของหม่อมฉัน ได้พูดกับคนอยู่ที่พื้นซึ่งเป็นลูกของมหาอำมาตย์ "

 

.....น้องชายพูดว่า " บอกแล้วไม่เชื่อ ว่าให้ทำทานตั้งแต่ชาติที่แล้ว ถ้าทำทานก็จะได้เกิดในอู่ทอง ได้นอนในเปลทอง แล้วก็จะได้มีสมบัติใหญ่ "

 

.....เด็กชายที่นอนอยู่บนพื้นก็บอกว่า " จะร่ำรวยมีทรัพย์สินเงินทองแค่ไหน มันก็แค่ธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ เท่านั้นเอง ไม่เห็นว่ามันจะสำคัญอย่างไร จะได้นอนเปลทองหรือนอนบนพื้นก็เหมือนๆกัน "

 

.....เด็กทั้งสองคุยกันตั้งแต่เกิด จะไปเล่าให้ใครฟังเดี๋ยวเขาหาว่าบ้า เพราะคนอื่นเขาไม่เห็น อย่าว่าแต่สมัยโน้นเลยที่คิดว่าบ้า สมัยนี้ก็ยังมี บางที่การที่เราไม่เห็น เราจะว่าสิ่งนั้นไม่มีก็ไม่ได้ หรือไม่เป็นเช่นนั้นก็ไม่ได้ แล้วสิ่งนั้นก็เกิดทีเดียว เพราะไม่ใช่การแสดง แต่เกิดขึ้นด้วยอานุภาพแห่งกรรมที่ทำเอาไว้ เหมือนที่พระนางสุมนาเล่าให้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าฟัง พระพุทธองค์ตรัสว่า สิ่งที่เธอเห็นเป็นเรื่องจริง

 

.....พระนางสุมนาก็ถามต่อว่า " แล้วที่น้องชายของหม่อมฉันพูดว่า บอกแล้วว่าให้ทำทาน แต่เด็กลูกมหาอำมาตย์ที่นอนอยู่ข้างๆบอกว่าไม่จำเป็น แล้วผลต่างกันอย่างไร " สรุปคือพระนางสุมนาตรัสถามพระพุทธเจ้าว่า " การให้ กับ การไม่ให้ ต่างกันอย่างไร " พระพุทธเจ้าตรัสว่า

 

....." ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ย่อมมีชื่อเสียง ไปที่ไหนก็องอาจเป็นต้น แต่ผู้ไม่ให้เขาอาจจะรักษาศีล เจริญภาวนา แต่เขาไม่ได้ทำทาน ตายแล้วไปเกิดบนสวรรค์ เป็นเทวดาเหมือนกัน แต่แตกต่างกันด้วย อายุ วรรณะ สุขะ ยศ และอธิปไตย "

 

.....ครั้นเวลาลงมาเกิดเป็นมนุษย์ก็แตกต่างกัน ด้วยธรรม ๕ ประการนั้นเหมือนกัน คือ เกิดมาเป็นมนุษย์เหมือนกัน แต่แตกต่างกัน คือ อายุ ผิวพรรณวรรณะ ความสุข ยศ แล้วก็ความเป็นใหญ่ แม้แต่ออกบวชแล้วก็แตกต่างกันด้วยธรรม ๕ ประการเช่นกัน

 

.....มีพระอรหันต์องค์หนึ่ง ไม่เคยทำทานมาก่อนหน้านี้ให้ดี ส่วนการรักษาศีลและการเจริญภาวนาทำมาเรื่อยๆ มาในชาติสุดท้าย จึงอดอยาก แม้บวชเป็นบรรพชิตแล้วจึงอดๆอยากๆ แต่ทำความเพียรจนกระทั่งเป็นพระอรหันต์ ก่อนจะดับขันธปรินิพพาน ถึงจะได้ฉันอาหารอิ่มมื้อเดียว โดยมีบิณฑบาตที่พระสารีบุตรไปบิณฑบาตแล้วเอามือจับบาตรไว้ให้ คือ ต้องอาศัยบุญคนอื่น ฉะนั้นแม้เป็นบรรพชิตด้วยกัน แต่ก็แตกต่างกันด้วยอายุ วรรณะ สุขะ ยศ แล้วก็อธิปไตย แต่การบรรลุมรรคผลนิพพานนั้น ไม่แตกต่างกัน พูดง่ายๆ ก็คือ คนที่ให้จะรวย จะสมบูรณ์ มีความสุขสบายกว่า ผู้ที่ไม่ให้ ไม่ว่าจะเกิดเป็นชาวสวรรค์ เป็นมนุษย์ หรือเป็นพระ เป็นนักบวช

 

.....ดังนั้น ตลอดเส้นทางการแห่งการเดินทางไปถึงที่สุดแห่งธรรม ก็จะสมบูรณ์ในทุกสิ่งตลอดเวลาเรื่อยไป จนกระทั่งถึงที่สุดแห่งธรรม จะได้ที่สุดแห่งรูปสมบัติ ที่สุดแห่งทรัพย์สมบัติ และที่สุดแห่งคุณสมบัติ ที่สุดแห่งรูปสมบัติคือจะได้กายมหาบุรุษ แล้วก็มีสมบัติจักรพรรดิตักไม่พร่อง ใช้สร้างบารมีจนอิ่มใจ เราจะมีที่สุดแห่งคุณสมบัติ คือสมบูรณ์ทั้งวิชชาและจรณะ สมบูรณ์หมดเลย ดั้งนั้นให้พยายามสร้างบารมีกันให้สม่ำเสมอ อย่าให้ขาดตอนเลย สายบุญสายสมบัติจะได้ต่อเนื่องกันไป …

 

สิ่งดีๆมีไว้แบ่งปัน อะไรดีๆมีอีกเยอะ กด Like facebook กัลยาณมิตร