ร่มใบบุญ

วันที่ 06 มีค. พ.ศ.2546


.....…เพื่อให้ทันเวลานัดหมาย รถตู้สีเทากลางเก่ากลางใหม่วิ่งปุเลงๆ ไปบนถนนสายนครนายก -ปราจีนบุรีอย่างเร่งรีบ สายฝนโปรยปรายลงมาเป็นระยะ หนักบ้างเบาบ้างแล้วแต่พื้นที่ ภาพสองข้างทางยังคงเขียวชอุ่มด้วยพุ่มไม้พันธุ์ไม้นานาชนิด สลับกับตลาดผลไม้เป็นช่วงๆไปตลอดทาง

 

.....มองออกไปไกลๆ เห็นเขาใหญ่ทอดยาวสลับซับซ้อน สมกับเป็นดินแดนแห่งมรดกธรรมชาติ บรรยากาศชุ่มเย็นด้วยละอองฝนที่ปะปนมา กับความรู้สึกอิ่มใจของการได้ ทำหน้าที่ผู้ให้อีกครั้งหนึ่ง นึกถึงรอยยิ้มใสซื่อบนใบหน้าเปี่ยมสุขของผู้รับแล้ว ทำให้พวกเราอยากจะไป ถึงเป้าหมายเร็วๆ รอเวลา สร้างความดีอย่างใจจดใจจ่อ

 

.....ป้ายบอกว่าอีก ๑ กิโลเมตร จะถึง อำเภอศรีมโหสถ จังหวัดปราจีนบุรี และสถานที่ที่เราจะไปในวันนี้ คือ วัดต้นโพธิ์ศรีมหาโพธิ์ ดินแดนแห่งโบราณสถานเก่าแก่ของจังหวัด

 

.....…รถเลี้ยวขวาเข้าสู่ถนนลาดยางเล็กๆ ซุ้มประตูวัดเป็นรูปต้นโพธิ์ขนาดใหญ่ ข้างบนเป็นปูนปั้นรูปพาน ทองมีต้นโพธิ์เล็กอยู่ในพาน แม้ซุ้มประตูจะมีรูปทรงแปลกตา ทว่างดงามชวนมองไปอีกแบบ

 

.....รถมาจอดหน้าลานกว้างมีกำแพงสูง ไม่มากล้อมรอบเป็นรูปวงกลม คล้ายวิหารคต รู้สึกตื่นตาตื่นใจกับภาพที่ได้เห็น เพราะตรงกลางเป็นต้นโพธิ์ใหญ่ ขนาดสิบคนโอบเห็นจะได้ ยืนตระหง่านแผ่กิ่งก้าน สาขาโดยรอบ ถามเจ้าบ้านได้ความว่า ต้นโพธ์ต้นนี้อายุหลายร้อยปีทีเดียว บางตำราว่ากันเป็นพันปี และถูกยกให้เป็นศูนย์รวมใจประจำหมู่บ้าน มีพระพุทธรูปขนาดใหญ่ประดิษฐานอยู่ตรงกลาง กิ่งก้านประดับประดาด้วยผ้าเจ็ดสี พวงมาลัย ไร่เรื่อยไปจนถึงกระดาษเงินกระดาษทอง และแผ่นทองคำที่ปิดอยู่ทั่วต้น ดูขลังและศักดิ์สิทธิ์ไม่เบา

 

.....ทันทีที่มาถึงพวกเรารีบขนอุปกรณ์ ลงจากรถเพื่อเตรียมสถานที่ ฝ่ายหนึ่งตั้งเครื่องเสียง ปูเสื่อกับอาสนะ ฝ่ายน้ำดื่ม และปานะง่วนเช็ดแก้วอยู่ด้านซ้าย ด้านขวาเตรียมโต๊ะลงทะเบียน และต้อนรับสาธุชนที่มาร่วมงาน ทุกวันศุกร์ อย่างนี้มีการจัดปฏิบัติธรรมเป็นประจำ ชาวบ้านมาร่วมงานคับคั่ง ไม่ต่ำว่า ๔๐-๕๐ คนทุกครั้ง ทำให้สถานที่กว้างขวางดูคับแคบไปถนัดตา

 

.....ใกล้เวลาหนึ่งทุ่มตรง เสียงประชาสัมพันธ์ผ่านหอกระจายข่าวประจำหมู่บ้าน ได้ยินไปไกลหลายกิโลเมตร ผู้เฒ่าผู้แก่ในชุดขาวพาดสไบเฉียงแบบโบราณ ถือตระกร้าหมากทะยอยเดินกันมาเป็นกลุ่ม เสียงหัวเราะทักทายดังไปทั่ว ให้รู้สึกอบอุ่นในบรรยากาศเป็นกันเอง

 

.....ได้เวลาหนึ่งทุ่มตรงพระอาจารย์ นำสวดมนต์ทำวัตรเย็น ทุกคนพร้อมเพรียงกันบนอาสนะ จากนั้นนั่งเจริญสมาธิต่ออีก ๓๐ นาที บรรยากาศเงียบสงบ รู้สึกถึงความสดชื่นจนอยากจะ สูดอากาศบริสุทธิ์เข้าไปเต็มปอด เสียงใบโพธิ์พัดยามต้องลม ฝนซาไปนานแล้ว เหลือเพียงละอองฝนส่งความชุ่มเย็นไปทั่ว ธรรมชาติรอบด้านพาใจให้สงบ หยุดนิ่งได้ง่าย ย้อนนึกถึงการปลีกวิเวก ตามป่าเขาของพระธุดงค์ เพราะธรรมชาติเอื้อต่อธรรมะเช่นนี้นี่เอง

 

.....หลังจากนั่งสมาธิ พระอาจารย์บรรยายธรรมต่ออีก ๒๐ นาที โดยพระอธิการอดุลย์ เจ้าอาวาสวัดหนองหว้า ท่านเทศน์เรื่องการเจริญมรณานุสสติ ด้วยน้ำเสียงแจ่มใสเป็นที่ ประทับใจของญาติโยมมาก ท่านเน้นว่าสิริมงคลจะเกิดถ้า เรานึกถึงความตายทุกลมหายใจเข้าออก

 

.....หลังพิธีเลิกทุกคนอนุโมทนาซึ่งกันและกัน เห็นความสุขฉายชัดในแววตา แสงแห่งธรรมยังความสว่างไสวในดวงใจผู้คนที่นี่แล้ว เราช่วยกันเก็บอุปกรณ์ด้วยความอิ่มบุญไม่แพ้กัน

 

.....มีเพียงความรู้สึกหนึ่งวนเวียนในใจ ภาพวัดสวยงามพื้นที่กว้างขวาง เหมาะแก่การปฏิบัติธรรมเช่นนี้ ทราบจากท่านรองเจ้าอาวาสว่าตอนนี้เหลือพระภิกษุจำพรรษาเพียง ๕ รูปเท่านั้น ซึ่งส่วนใหญ่ชราภาพ วัดอื่นๆก็คล้ายกัน อาตมาเองนับวันเรี่ยวแรงจะลดน้อยถอยลง…

 

.....…ฟังแล้วรู้สึกใจหาย สะท้อนใจลึกๆ กับภาพที่เห็น นึกไม่ถึงว่าวัดใหญ่ในวันนี้กว่าจะได้มานั้นยากลำบาก หากหมดพระจำพรรษาในชุดนี้แล้วคงไม่เหลือใครอยู่ดูแลวัด น่าเสียดายมโนปณิธานของผู้บุกเบิก หากไม่ช่วยกันรักษาต่อไปวันข้างหน้าวัดอาจจะร้างก็เป็นได้

 

.....การที่พวกเรามารวมกันในวันนี้ จึงเท่ากับเป็นการช่วยกันจรรโลงพระพุทธศาสนา ให้สถิตสถาพรอยู่คู่ผืนแผ่นดิน จนถึงรุ่นลูกรุ่นหลานไทยสืบไป

 

.....…หันกลับไปมองต้นโพธิ์ใหญ่ สายลมพัดไกว ใบไม้ค่อยๆร่วงหล่นลงสู่พื้น งดงามราวภาพวาดเมื่อครั้งพระบรมศาสดาตรัสรู้ธรรมในอดีต..

 

.....…นึกภาวนาในใจให้ร่มโพธิ์แห่งนี้เป็น ร่มใบบุญ ให้กับผู้คนที่นี่ตลอดไป ธรรมะจะไม่มี่วันสูญสลาย ถ้าพวกเราช่วยกัน…