ยามคับขัน ต้องการผู้กล้า

วันที่ 13 มีค. พ.ศ.2546

 

 

.....เมื่อวันก่อนได้มีโอกาสไปเยือนจังหวัดสุพรรณบุรีเป็นครั้งแรก รู้สึกตื่นตาตื่นใจพอสมควร เพราะได้ยินชื่อเสียงมานาน ผสมผสานกับจินตนาการในวัยเด็ก ทำให้อยากมาเที่ยวถิ่นขุนแผน ดินแดนเลื่องชื่อแห่งนี้สักครั้ง และการมาครั้งนี้ไม่ทำให้รู้สึกผิดหวัง..

 

.....เราเดินทางมากันเป็นหมู่คณะเล็กๆ ๗-๘ คน เพื่อมากราบนมัสการท่านเจ้าอาวาสวัดแห่งหนึ่ง ท่านเป็นพระนักพัฒนาที่มีปฏิปทาน่าเลื่อมใส พวกเราจึงตั้งใจมาถวายปัจจัยสนับสนุน โครงการที่ท่านกำลังดำเนินงานอยู่ หลังจากได้พูดคุยสนทนากันพอสมควรแล้ว ท่านเจ้าอาวาสถือโอกาสพาเดินชมภายในบริเวณวัด แวะชมการเรียนการสอนของโรงเรียนพระปริยัติธรรม

 

.....ตั้งแต่ห้องพักครูไปจนถึงห้องเรียน อาคารเรียนเป็นอาคารชั้นเดียวเปิดโล่ง เหมือนโรงเรียนประชาบาลที่ต้องใช้กระดานดำเป็นเขตแบ่งกั้น มีประมาณ ๕ ห้อง เวลาสอนเสียงอาจรบกวนกันบ้าง เพราะยังไม่มีงบประมาณการก่อสร้างให้แล้วเสร็จ มีอาจารย์ผู้สอนประมาณ ๓ คน กับนักเรียนอีกเกือบร้อย ชีวิต

 

.....จากการเดินชมทำให้พวกเรารู้สึกถึงความหนักใจของท่านเจ้าอาวาส ค่าใช้จ่ายมากมายรอบด้าน ท่านเล่าว่า งานหนัก และเหนื่อย ท่านเคยคิดจะเลิกตั้งหลายครั้ง แต่เห็นแววตาเด็กๆที่ไร้ที่พึ่งเหล่านี้ก็ทำไม่ลง เพราะถ้าไม่มี วัด ให้ความรู้ทั้งทางโลกและทางธรรม ลูกหลานเราอาจตกอยู่ในภัยสังคมอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะเท่าที่เห็นในปัจจุบัน พ้นจากวัดไปก้าวหนึ่งก็เข้าสู่เขตอบายมุขแล้ว ถ้าเราทุกคนอยากให้สังคมดี แต่ไม่มีใครยอมก้าวออกมาทำความดี เราจะหวังความสุขในสังคมได้จากที่ไหนกัน ท่านจึงขอยืนหยัดสู้ต่อไปจนกว่าจะหมดแรง

 

.....รถแล่นออกจากวัดมาตามทางเล็กๆ เราเดินจากมาด้วยความรู้สึกหลากหลาย ปัญหาสังคมที่ได้ฟังเพียงคำบอกเล่า ไม่เทียบเท่ากับการได้สัมผัสด้วยตนเอง การที่ใครสักคนหนึ่งจะก้าวเท้าออกมาอยู่แนวหน้าของการสร้างความดี ท่ามกลางกระแสโลกที่เชี่ยวกรากเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย แม้จะลำบาก แต่เป็นชีวิตอันทรงคุณค่าสมกับการเกิดมามิใช่หรือ …

 

.....ขากลับพวกเราตั้งใจแวะซื้อของฝากพร้อมทั้งเที่ยวชมสถานที่สำคัญก่อนกลับบ้าน

 

.....ไม่นานนักสารถีแก้วเลี้ยวซ้ายมุ่งสู่ลานกว้างมีต้นไม้ร่มรื่น ป้ายบอกทางเขียนว่า " อนุสรณ์ดอนเจดีย์ " พวกเราดีใจกันมากจะได้มาเที่ยวชมอนุสรณ์สถานสำคัญ

 

.....อนุสาวรีย์ที่เห็นอยู่เบื้องหน้า ทำให้ย้อนรำลึกถึงเหตุการณ์สำคัญในอดีต บุรพชนไทย ล้วนแต่ต้องรักษาผืนแผ่นดินนี้ไว้ด้วยเลือดเนื้อและชีวิต เมื่อครั้งสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ตกอยู่ในวงล้อมของข้าศึก เพราะเหตุที่ช้างทรงพระที่นั่งวิ่งแล่นไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ทิ้งห่างแม่ทัพนายกองทั้งหลาย ประกอบกับฝุ่นธุลีในอากาศฟูฟุ้งทึมทึบมองไม่เห็นกัน เมื่อฝุ่นจาง จึงเห็นพระมหาอุปราชาพร้อมเหล่าท้าวพระยายืนอยู่ใต้ร่มไม้ ทรงทราบทันทีว่าตกอยู่ในวงล้อม หากพระมหาอุปราชาสั่งให้ กองทัพรบพุ่งคงจะไม่พ้นอันตราย วิธีที่จะเอาชนะได้มีวิธีเดียวเท่านั้น

 

.....พระองค์ขับช้างพระที่นั่งตรงเข้าไปยังหน้าช้างของพระมหาอุปราชา แล้วตรัสไปโดยฐานที่คุ้นเคยกันมาก่อนว่า " เจ้าพี่จะทรงช้างอยู่ในร่มไม้ทำไม เชิญเสด็จมาทำยุทธหัตถีกันให้เป็นเกียรติยศเถิด กษัตริย์ภายหน้าที่จะชนช้างได้อย่างเราไม่มีอีกแล้ว "

 

.....พระมหาอุปราชาทรงมีวิสัยชายชาติกษัตริย์ เมื่อทรงถูกท้าแล้วจะไม่รบท้าก็ละอายพระทัย จึงขับพระคชาธารบุกเข้าชนกับช้างของสมเด็จพระนเรศวร จนกระทั่งแม่ทัพนายกองตามมาทัน และมีชัยแก่พม่าในที่สุด วันที่ทรงกระทำยุทธหัตถีอย่างเกริกเกียรติ จึงถูกยกย่องให้เป็น

 

....." วันกองทัพไทย " มาตั้งแต่บัดนั้น และสถานที่แห่งนี้ถือเป็นอนุสรณ์สถานสำคัญที่ลูกหลานไทยไม่มีวันลืม

 

.....ในยามศึกสงคราม ต้องการผู้กล้าเสมอ ไม่ว่ายุคใดสมัยใด ผู้กล้าล้วนกอบกู้สถานการณ์เลวร้ายให้กลายเป็นดีได้ทั้งสิ้น

 

.....ในทางพระพุทธศาสนาเช่นกัน กองทัพธรรมแห่งนี้ยังต้องการผู้กล้าอีกมาก ที่พร้อมจะอยู่แนวหน้าของการสร้างความดี ต้นแบบที่ดีสำคัญอย่างยิ่งต่อภาวะสังคมในปัจจุบัน

 

.....นึกถึงท่านเจ้าอาวาสวัดที่เพิ่งเดินทางจากมา ท่านเป็นขุนพลกล้าแห่งกองทัพธรรมรูปหนึ่ง

.....ขอเพียงตั้งมั่นมโนปณิธาน ท่านย่อมสามารถพลิกสถานการณ์เลวร้ายให้กลายเป็นดีได้แน่

.....ลองถามตัวเราเองว่าจะคอยแต่ให้ผู้อื่นเดินนำหน้า ฟันฝ่าอุปสรรคเพียงลำพังเท่านั้นหรือ

.....ในเมื่อการสร้างสังคมดีงาม… เป็นหน้าทีของพวกเราทุกคน …