ธุดงคสถานเขาแก้วเสด็จ

วันที่ 20 มีค. พ.ศ.2546

 

 

.....ฟันฝ่าอุปสรรคด้วยศรัทธา…

 

.....เมื่อเกือบห้าสิบปีมาแล้ว ณ ตำบลบ้านบุเสี้ยว อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี เคยอุดมไปด้วยป่าไม้นานาพรรณ ต่อมาไม่นานป่าไม้ที่เคยอุดมสมบูรณ์ เหลือเพียงความรกร้างว่างเปล่า เพราะการถากถางทำลายป่าเพื่อการเกษตร ชาวบ้านใกล้เคียงเริ่มลุกล้ำแนวป่ามากขึ้นเรื่อยๆ ต่างจับจองที่ดินเพื่อเพาะปลูกพืชไร่ จำพวกมันสำปะหลัง อ้อย แตงโม เป็นต้น

 

.....สถานที่แห่งนี้มีเรื่องเล่าเนานานถึงเหตุการณ์แปลกๆ มีมาตั้งแต่สมัยปู่ย่าตายาย มักเกิดขึ้นบริเวณหุบเขา ซึ่งทอดยาวบนพื้นที่หลายพันไร่ จะมาปรากฏในวันพระจันทร์เต็มดวง ข้างขึ้นสิบห้าค่ำ พอตกดึกประมาณเที่ยงคืน ชาวบ้านที่ออกมาวางกับดักสัตว์ มักเห็นดวงไฟดวงใหญ่ ขนาดเท่าลูกแตงโม แต่มีความสว่างเย็นตาลอยผ่านภูเขาหายเข้าไปในความมืด ..ความสว่างของดวงไฟมากพอส่องให้เห็นภูเขาทั้งลูกเหมือนฉายสปอตไลท์ ชาวบ้านหลายคนเห็นเหตุการณ์อย่างเดียวกัน บ้างก็วิ่งหนีตกใจกลัวนึกว่าผี พอเห็นบ่อยเข้ามั่นใจว่าเป็นดวงแก้วไม่ใช่ผีแน่จึงหายกลัว กลายเป็นความสวยงามและความศักดิ์สิทธิ์ประจำหมู่บ้านไป หุบเขาลูกนี้ จึงมีชื่อว่า " เขาแก้วเสด็จ " ตั้งแต่นั้นมา

 

.....จวบจนต้นปี พ.ศ ๒๕๔๒ คุณมาโนช ชัยสิทธิ์ ผู้เป็นเจ้าของถือครองกรรมสิทธิ์ที่ดิน ณ เขตกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรีแห่งนี้ มีกุศลจิตศรัทธาถวายที่ดินของตนให้เป็นธรณีสงฆ์ ในระยะเริ่มแรกมีพระภิกษุจำพรรษา ประมาณ ๗ รูป นำโดย พระกมล กมลสุโภ ได้ตั้งชื่อบุญสถานแห่งนี้ว่า ธุดงคสถานเขาแก้วเสด็จ ตามนิมิตหมายที่มีแก้วเสด็จผ่านภูเขาเป็นสิริมงคล

 

.....วันปฐมฤกษ์ขุดดินก้อนแรก ถือเอาวันเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่ำ วันที่ ๑๒ กรกฎาคม ๒๕๔๒ เมื่อได้พื้นที่มาแล้วคณะสงฆ์ทั้ง ๗ รูป ร่วมกันถากถางวัชพืชและปรับที่ดินให้ราบเรียบ เป็นความหฤโหดอย่างแรกที่ต้องพบเจอ สภาพพื้นดินที่นี่ทุรกันดารมาก การปรับพื้นที่จึงมีความยากลำบากเอาการ พระภิกษุทั้งหมดปักกลดเป็นหย่อมเล็กๆในรัศมีไม่กี่สิบเมตร เพราะเนื้อที่กว่าพันไร่เต็มไปด้วยหญ้าคาสูงท่วมหัวและมีปักโคลนเป็นหย่อมๆ บ้างมีโขดหินสูงตะปุ่มตะป่ำคอยกีดขวางทางอยู่เป็นระยะ

 

.....การติดต่อกับชุมชนต้องเดินฝ่าทุ่งหญ้าคาด้วยเท้าเปล่าไปกลับ ๔ กิโลเมตร หากฝนตกรถวิ่งเข้าไม่ได้ พระคุณเจ้าต้องขอร้องชาวบ้านละแวกนั้นช่วยขับรถแทรกเตอร์ไปส่งถึงจะผ่านไปได้ การกรุยทางในช่วงแรกจึงดูทุลักทุเลและสมบุกสมบันพอสมควร

 

.....การบุกเบิกครั้งแรกนั้นคณะสงฆ์ ต้องพบเจอกับความยากลำบากทุกรูปแบบ ท่านต้องสร้างกุฏิกันเองท่ามกลางสายฝน และเปลวแดดวันแล้ววันเล่า กลดหลังน้อยเป็นที่พักพิงกลางทุ่งกว้าง ที่มีแต่ความมืดและอับชื้น จนชาวบ้านแถวนั้นต่างโจษขานกันว่า ท่านคงอยู่ไม่เกิน ๗ วัน เพราะที่ผ่านมาเคยมีพระธุดงค์มาปักกลดค้างคืน แต่พอวันรุ่งขึ้นต้องรีบเก็บกลดจากไปทุกรูป ไม่เคยมีรูปไหนอยู่นานเกินสามวันเลย

 

.....แต่ทุกคนในหมู่บ้านต้องพบกับความประหลาดใจ เมื่อ ๗ วันผ่านไปท่านยังปักกลดอยู่ที่เดิม มิหนำซ้ำยังมีทีท่าว่าการปรับพื้นที่จะมีความก้าวหน้ามากขึ้นเรื่อยๆ จาก ๗ วัน เป็น ๗ สัปดาห์ เป็น ๗ เดือน จนกระทั่งถึงทุกวันนี้ พ.ศ ๒๕๔๖ กำลังจะครบรอบ ๔ ปีเต็ม ธุดงคสถานมีแต่ความเจริญรุดหน้ามากขึ้น หนทางขรุขระกลายเป็นถนนเข้าสู่ธุดงค์ มีสระน้ำและลำธารเล็กๆไหลลงมาจากภูเขา มีกุฏิและศาลาการเปรียญสะอาดสะอ้าน สวนหย่อมไม้ใบไม้ดอกสิ่งกลิ่นหอมฟุ้ง และแปลงพืชผักสวนครัวมากมายรายรอบสถานที่

 

.....ที่สำคัญ เมื่อธุดงคสถานเขาแก้วเสด็จแห่งนี้สร้างครบ ๑ ปี ท่านประธานสงฆ์คือ พระกมล กมลสุโภ ท่านไม่ยอมหยุดนิ่งในการพัฒนาศีลธรรม ได้เปิดโครงการบรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อนขึ้นเป็นปีแรก มีลูกหลานชาวบ้านทั้งใกล้และไกลมาร่วมบวชในโครงการกว่า ๑๐๐ รูป และจัดติดต่อกันเป็นประจำทุกปี สำหรับในปีนี้ได้เริ่มรับสมัครตั้งแต่บัดนี้-๒๙ มี.ค ๔๖ ระดับ ป.๔-ม.๓ ปฐมนิเทศวันที่ ๒๙ มี.ค สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ๐๑-๓๐๒๐๐๕๖ เชิญแวะชมกิจกรรมของธุดงค์และร่วมเป็นเจ้าภาพได้ทุกวัน

 

.....ไม่แปลกใจว่าทำไมธุดงค์แห่งนี้จึงนับวันจะเจริญรุ่งเรือง เมื่อสอบถามเคล็ดลับความสำเร็จจากพระอาจารย์ผู้ดูแล ท่านบอกว่า " ขออุทิศชีวิตนี้เพื่องานเผยแผ่พระพุทธศาสนา อุปสรรคที่ขวางหน้าจะพังทลายได้ด้วยความเชื่อมั่นศรัทธาในพระรัตนตรัย "

 

…คำพูดของท่านยังประทับอยู่ในใจมิรู้ลืม