ทวนกระแสโลก

วันที่ 28 เมย. พ.ศ.2546


.....วันนี้เราได้มาประชุมพร้อมกัน เพื่อมาประพฤติปฏิบัติธรรม มาทำกิจที่สำคัญที่สุดของตัวเราเองและมวลมนุษยชาติ กิจเบื้องต้นที่เราจะต้องชำระกาย วาจา ใจ ของเราให้บริสุทธิ์ผ่องใส จะได้เหมาะสมที่จะเป็นภาชนะรองรับบุญกุศลที่จะเกิดขึ้นในวันนี้ โดยเฉพาะตอนภาคเช้าจะมีพิธีบูชาข้าวพระและถวายปัจจัย ๔ บูชาธรรมพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

 

.....เพราะฉะนั้น ให้ทุกท่านเอาใจหยุดนิ่งๆ ตรงภายในกลางกาย ตรงกลางความใสบริสุทธิ์ ตรงนั้นจะเป็นทางไหลผ่านแห่งมหากุศลอันยิ่งใหญ่ แล้วก็เป็นทางไปสู่อายตนนิพพาน ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเรียกว่า เอกายนมรรค ทางสายเอกสายเดียวที่จะนำไปสู่อายตนนิพพาน มีอยู่ในกลางกายของเรา พระองค์ทรงแสดงเอาไว้ในบทธัมมจักกัปปวตนสูตร ซึ่งเป็นวิธีปฏิบัติที่จะให้เข้าถึงพระธรรมกาย ให้เข้าถึงพระรัตนตรัยในตัว จะได้หลุดพ้นจากความทุกข์ จากกิเลสอาสวะทั้งหลาย ไปสู่อายตนิพพาน

 

.....พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเอาไว้ว่า ที่สุด ๒ อย่าง คือการประกอบตนให้พัวพันด้วยกามทั้งหลาย
และการประกอบตนให้ได้รับความลำบาก ทั้ง ๒ อย่างนี้ ไม่ทำให้พ้นจากข้าศึกคือกิเลสไปได้ ส่วนข้อปฏิบัติอันเป็นทางสายกลางที่พระตถาคตเจ้าได้ตรัสรู้แล้ว ด้วยปัญญาอันยิ่ง ทำความเห็นให้เป็นปกติ ย่อมเป็นไปด้วยความสงบระงับ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความรู้พร้อม และเป็นไปเพื่อพระนิพพาน ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสสอนอย่างนี้ เนื่องจากว่าชีวิตมนุษย์ทุกคนที่เกิดมาในโลกนี้ ต่างมีความทุกข์ด้วยกันทั้งนั้น แล้วก็มีความปรารถนาที่จะแสวงหาความพ้นทุกข์ให้เข้าถึงความสุขที่แท้จริง ซึ่งในสมัยก่อนที่พระพุทธองค์มาตรัสรู้ ก็มีวิธีแสวงหาความทุกข์อยู่ ๒ วิธีคือ พวกหนึ่งก็ตึงเกินไป อีกพวกหนึ่งก็หย่อนเกินไป

 

.....พวกที่ตึงเกินไปก็มีความเห็นว่าต้องทรมานตัวเอง ทรมานร่างกาย เพื่อให้ผู้มีอำนาจสูงสุด ซึ่งสมมติเรียกกันว่า พระผู้เป็นเจ้า ให้ท่านเห็นใจสงสารจะได้ช่วยให้พ้นทุกข์ ก็ทรมานทั้งร่างกายและจิตใจ เพราะเข้าใจว่าการทำอย่างนี้จะดับกิเลสได้ ซึ่งเป็นวิธีที่ผิดจากมรรคผลนิพพาน ทำให้ร่างกายทรุดโทรม นอกจากทำลายสุขภาพแล้ว ยังบั่นทอนกำลังของตัวเองและกำลังสติปัญญา

 

.....จนกระทั่งพระพุทธเจ้าได้บังเกิดขึ้นในโลก พระองค์ได้ทรงทดลองทั้ง ๒ วิธีการนั้นแล้ว เห็นว่ามันไม่เกิดประโยชน์ ไม่ทำให้บรรลุมรรคผลนิพพาน การทรมานตนก็เป็นการลำบากเปล่า หรือความสนุกสนานเพลิดเพลินทางโลก มันก็แค่กลบทุกข์เท่านั้น ไม่ใช่เป็นการแก้ทุกข์ เมื่อแก้ทุกข์ไม่ได้ก็ไม่พ้นทุกข์
ดังนั้น พระองค์จึงเลิกทั้ง ๒ วิธีการนั้น แล้วในที่สุดก็ทรงพบหนทางสายกลางที่เรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา
ซึ่งเป็นทางเสด็จไปของพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ทั้งหลาย

 

.....หนทางสายกลางที่พระองค์ทรงค้นพบนี้ มีอยู่ทางเดียวเท่านั้น เรียกว่า เอกายนมรรค ทางสายเอกสายเดียวที่อยู่กลางกาย เมื่อเรามาเกิดเป็นมนุษย์ ใจเราก็อยู่ที่ศูนย์กลางกาย เมื่อเรามาเกิดเป็นมนุษย์ ใจเราก็อยู่ที่ศูนย์กลางกาย เมื่อเวลาเราจะหลับ ใจเราก็ต้องไปหยุดตรงกลางนั้น ถ้าผิดกลางก็หลับไม่ได้ จะเกิด ดับ หลับ ตื่น ก็ต้องอยู่ตรงกลางกายนี้เท่านั้น คือที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ตรงนั้นแหละ เรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทาหรือเอกายนมรรค

 

.....เพราะฉะนั้น ถ้าเราปรารถนาจะพ้นทุกข์ เข้าถึงความสุขอันเป็นอมตะ ก็ต้องปฏิบัติให้ถูกต้องในหนทางสายกลาง ดำเนินตามปฏิปทาของพระอริยเจ้าทั้งหลาย คือต้องทำใจให้อยู่เหนือโลก ทวนกระแสของชาวโลก เช่นเขาตรึกเรื่องกาม เราก็เว้นออกจากกาม เขาตรึกเรื่องพยาบาท เราก็เว้นออกจากพยาบาท เขาตรึกเรื่องการเบียดเบียนกัน เราก็เว้นออกจากการเบียดเบียนเสีย แล้วก็ทำกาย วาจา ใจ ให้บริสุทธิ์ เมื่อบริสุทธิ์เต็มที่ใจก็จะแล่นเข้าไปสู่หนทางแห่งความบริสุทธิ์ภายใน ทางแห่งวิสุทธิมรรค ก็จะมีอายตนนิพพานเป็นเป้าหมาย