โฆสกะ (๑) มูลเหตุอกุศลกรรม

วันที่ 21 พค. พ.ศ.2554

 

        

 

 

 

       สมัยก่อน ในยุคที่โลกยังไม่มีเทคโนโลยีเหมือนอย่างปัจจุบัน ณ เมืองๆ หนึ่ง เกิดทุพภิกขภัย คือ ข้าวปลาอาหารหายาก อดอยากกันไปถ้วนหน้า และยังเกิดอหิวาตกโรคระบาดอีก ผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมาก

               ครอบครัวยากจนครอบครัวหนึ่ง มี ๓ คน พ่อแม่และลูกน้อยแรกเกิด สามีพาภรรยาและลูกหนีความอดอยากและความตายออกจากหมู่บ้านนั้น ไปหาที่ที่อุดมสมบูรณ์กว่า โดยตั้งใจว่าจะไปทำมาหากินที่เมืองโกสัมพี เนื่องจากเป็นคนจน ไม่มียานพาหนะใดๆ ก็ต้องเดินทางไปด้วยเท้า เมื่อเวลาผ่านไป เสบียงที่เตรียมไว้ก็หมดลง ระยะทางก็ยังอีกไกล และเนื่องจากเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในหลายหมู่บ้าน เพราะฉะนั้น หนทางที่ผ่านจึงทุรกันดารเหมือนๆ กับหมู่บ้านของตน

               เมื่อถูกความหิวครอบงำ อีกทั้งความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าจากการเดินทาง และต้องอุ้มลูกน้อยไปด้วย ผู้เป็นพ่อมีความอดทนน้อย เกิดอกุศลจิตจึงพูดกับภรรยาว่า..

“นี่เธอ เราทิ้งลูกไว้ที่นี่เถอะ เมื่อเราไปถึงที่ที่ดีกว่านี้ เราก็จะมีลูกได้อีก”
ภรรยา “ไม่ได้นะ ฉันจะไม่ยอมทิ้งลูกเด็ดขาด ลูกเหมือนแก้วตาดวงใจของฉันทีเดียว ส่งลูกมาเถอะ ฉันอุ้มเองก็ได้”

               (เรื่องทิ้งลูกอย่างนี้ ไม่ใช่เกิดแต่ในสมัยโบราณเท่านั้น แม้ในปัจจุบัน เมื่อสิบกว่าปีที่ผ่านมา ยังได้ยินข่าวเกี่ยวกับสังคมในชนบทของประเทศจีนว่า ชาวบ้านโดยทั่วไป ซึ่งอยากได้ลูกคนแรกเป็นลูกชาย แต่ครั้นลูกคนแรกคลอดออกมาเป็นลูกสาว พ่อแม่บางคนถึงกับทำร้ายเด็กหญิงให้สิ้นชีวิต เช่น โยนลงน้ำบ้าง หรือด้วยวิธีอื่นๆ บ้าง อย่างนี้เป็นต้น)

               เมื่ออุ้มเด็กนานเข้า รู้สึกเมื่อยล้าก็ให้สามีอุ้ม อย่างนี้สลับกันไป ครั้นพอสามีอุ้ม เขาก็แกล้งเดินช้าๆ ตามหลังภรรยา เมื่อได้โอกาสก็วางลูกไว้ที่พุ่มไม้แห่งหนึ่ง แล้วก็เดินตามไปโดยไม่ให้มีพิรุธ เมื่อเดินไปนานเข้า ภรรยาก็นึกแปลกใจว่า สามีอุ้มลูกตั้งนานแล้ว นานจนผิดปกติ ทำไมไม่ส่งลูกมาให้เราอุ้มบ้าง จึงหันกลับมา เมื่อไม่เห็นลูก ก็ร้องขึ้นด้วยความตกใจว่า “พี่เอาลูกไปทิ้งไว้ไหน”

สามี “ฉันเอาวางไว้ที่พุ่มไม้ที่ผ่านมาตั้งไกลแล้วโน้น นั่นแหละ”
ภรรยา “ไม่ได้นะ ฉันจะไม่ยอมทิ้งลูกเด็ดขาด เร็วเข้า รีบกลับไปเอาลูกมา”

               แต่กว่าจะไปถึงที่ที่สามีวางลูกไว้ ก็เป็นระยะทางตั้งไกล เด็กก็เป็นเด็กอ่อน ร้อนก็ร้อน เมื่อไปถึงเด็กน้อยก็สิ้นใจตายไปแล้ว ฝ่ายภรรยาก็ร้องไห้เสียใจ แต่จะทำอย่างไรได้ เมื่อลูกก็ตายไปแล้ว จึงปล่อยร่างที่ไร้วิญญาณของลูกไว้ที่นั่นเอง แล้วเดินทางต่อไปด้วยใจที่ห่อเหี่ยว (แม้จะเป็นลูกของเขาเอง แต่บาปกรรมที่เขาทำไว้นั้นไม่หายไปไหน เมื่อถึงเวลา บาปนั้นได้ตามไปส่งผลในชาติต่อไป)

               และแล้วทั้งสองสามีภรรยาก็รอนแรมไปถึงบ้านของผู้มีฐานะดีคนหนึ่ง เมื่อเจ้าของบ้านเห็นคนทั้งสองมาก็รู้ได้ทันทีว่าคงเดินทางมากันอย่างยากลำบาก จึงให้การต้อนรับเป็นอย่างดี เมื่อทราบเรื่องราวแล้วก็สงสาร จัดแจงนำอาหารมาให้ทั้งสองคนทาน

**ติดตามเรื่องโฆสกะได้ในตอนต่อไป**