โฆสกะ (๓) ทำบุญใหญ่กับพระปัจเจกพุทธเจ้า

วันที่ 23 พค. พ.ศ.2554

 

 

 

               ที่บ้านหลังนั้น มีพระมาบิณฑบาตเป็นประจำรูปหนึ่ง เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า (พระพุทธเจ้าประเภทหนึ่ง ที่ท่านตรัสรู้แล้วท่านไม่ได้สอนใคร ส่วนพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อท่านตรัสรู้แล้วก็เทศนาโปรดสัตว์โลก)

               เจ้าของบ้านมีความเลื่อมใสท่านเป็นอย่างดี ใส่บาตรเป็นประจำ ส่วนหญิงนั้น ลูกก็ตาย สามีก็ตาย ครั้นเมื่อเผาศพสามีแล้ว ก็ไม่รู้จะไปไหน วันต่อมาได้ช่วยหุงข้าวให้เจ้าของบ้าน ตัวเองได้อาหารมาทาน ก็นำมาใส่บาตรพระปัจเจกพุทธเจ้าด้วย เมื่อใส่บาตรแล้ว ก็กล่าวว่า “ท่านเจ้าข้า ขอผลบุญนี้จงถึงแก่สามีของดิฉันด้วยเถิด” แล้วคิดว่า “เราอยู่ที่นี่ไปตลอดเสียเลยดีกว่า พระคุณเจ้าก็มาที่นี่ประจำ ของที่จะถวายจะมีหรือไม่มีก็ช่างเถิด เราขวนขวายช่วยเหลือเจ้าของบ้านเตรียมอาหารให้เขาทำบุญ ได้ไหว้พระคุณเจ้าด้วย เมื่อเราทำใจให้เลื่อมใสในพระคุณเจ้าอยู่ทุกวัน คงจะต้องได้บุญมาก” คิดดังนี้แล้ว นางจึงขออยู่รับจ้างในบ้านนั้นนั่นเอง

               ครั้นเวลาผ่านไปประมาณ ๖ – ๗ เดือน สุนัขตัวเมียตัวนั้นก็คลอดลูกออกมาตัวหนึ่ง เป็นตัวผู้ (ซึ่งก็คือสามีของหญิงนั้น) เจ้าของบ้านรักและเอ็นดูมันมาก เพราะมันฉลาด ส่วนพระปัจเจกพุทธเจ้า เมื่อท่านรับบิณฑบาตไปฉันแล้ว ท่านจะปั้นก้อนข้าวให้ลูกสุนัขก้อนหนึ่งเป็นประจำ เพราะเหตุนี้เอง ลูกสุนัขนั้น จึงมีความรักในพระปัจเจกพุทธเจ้ามาก ส่วนเจ้าของบ้านก็มักไปอุปัฏฐากพระปัจเจกพุทธเจ้าที่ที่พักของท่านเสมอๆ แล้วเรียกเจ้าลูกสุนัขนี้ติดตามไปด้วย ระหว่างทาง เมื่อเจอพุ่มไม้ที่คาดว่าอาจจะมีงูหรือสัตว์ร้าย เขาก็จะเอาไม้ตีที่พุ่มไม้นั้น แล้วส่งเสียงไล่ว่า ซุ่ ซุ่ ซุ่ ๓ ครั้ง อยู่เป็นประจำ เพื่อให้งูหรือสัตว์ร้ายหนีไป เจ้าลูกสุนัขนั้นมันก็สังเกตจดจำเอาไว้

               วันหนึ่ง เมื่อไปกราบพระปัจเจกพุทธเจ้าแล้ว เจ้าของบ้านก็กล่าวกับท่านว่า “พระคุณเจ้าขอรับ วันไหนถ้าผมไม่ว่างมา ผมจะส่งไอ้เจ้าหมาน้อยตัวนี้มานิมนต์นะขอรับ” เวลาผ่านไปไม่นาน วันหนึ่ง เจ้าของบ้านไม่ว่าง จึงพูดกับเจ้าลูกสุนัขว่า “เจ้าหมาน้อยเอ๊ย ไป๊ ไปนิมนต์พระท่านมาที” ลูกสุนัขนั้นฉลาดมาก เขาพูดแค่คำเดียวเท่านั้น มันก็วิ่งดุ๊กๆ ๆ ไปทันที กระทั่งไปถึงกุฎิของพระปัจเจกพุทธเจ้า แล้วก็เห่าขึ้น ๓ ครั้ง ให้ท่านรู้ว่ามันมาแล้ว จากนั้นก็นอนหมอบคอยเวลาที่ท่านออกมา เมื่อท่านออกมาแล้ว มันก็วิ่งเหยาะๆ นำหน้าท่านไป ครั้นถึงพุ่มไม้ที่เจ้านายของมันเอาไม้ตีไล่สัตว์ร้าย มันก็เห่าขึ้น ๓ ครั้ง พอรู้ว่าสัตว์ร้ายหนีไปแล้ว ก็วิ่งช้าๆ นำหน้าท่านต่อไป

               เมื่อเดินไปสักพัก พระปัจเจกพุทธเจ้าท่านก็ทดลองความฉลาดของลูกสุนัข โดยเดินไปทางอื่น ลูกสุนัขก็หันกลับ วิ่งไปยืนเห่าขวางหน้าพระปัจเจกพุทธเจ้าไว้ แล้วนำท่านเข้ามาในทางเดิม  วันต่อๆ มา พระปัจเจกพุทธเจ้าท่านก็ทดลองลูกสุนัขนั้นอีก โดยเดินไปทางอื่น แม้ลูกสุนัขนั้นจะวิ่งกลับมายืนขวางห้ามอยู่ข้างหน้า ท่านก็ไม่กลับ ท่านเอาเท้ากระตุกลูกสุนัขให้หลบไป แล้วท่านก็เดินไปทางอื่น เจ้าลูกสุนัขรู้ว่าพระปัจเจกพุทธเจ้าไม่กลับ จึงวิ่งไปคาบชายผ้านุ่งของท่านเบาๆ ฉุดพาท่านมาในทางเดิมจนได้ นี่คือความรักที่ลูกสุนัขนั้นมีต่อพระปัจเจกพุทธเจ้า

               วันหนึ่ง เจ้าของบ้านได้นำผ้าสำหรับทีจีวรมาถวายท่าน เพราะเห็นว่าจีวรที่ท่านห่มอยู่เก่ามากแล้ว ท่านกล่าวกับเจ้าของบ้านนั้นว่า “คุณโยม การทำจีวรนั้นอาตมารูปเดียวทำได้ยาก อาตมาจะไปหาเพื่อนพระด้วยกันเพื่อช่วยกันเย็บจีวร” เจ้าของบ้านกล่าวว่า “ถ้าอย่างนั้น ท่านอย่าไปนานนักนะขอรับ”  เมื่อเจ้าของบ้านตามไปส่งพระปัจเจกพุทธเจ้า ลูกสุนัขนั้นก็ตามไปด้วย เมื่อไปสักระยะหนึ่ง เขาก็ลาท่านกลับ แต่เจ้าลูกสุนัขยังไม่ยอมกลับ มันยังคงยืนอยู่ใกล้ๆ พระปัจเจกพุทธเจ้า และแล้ว ท่านได้เหาะขึ้นสู่ท้องฟ้าไป เจ้าลูกสุนัขก็เห่าหอนตามด้วยความรักความอาลัย มันเห่าหอนอยู่อย่างนั้นจนกระทั่งพระปัจเจกพุทธเจ้าลับสายตาไป ในที่สุด มันก็หัวใจแตกตายด้วยความรักความอาลัยอย่างยิ่งในพระปัจเจกพุทธเจ้า

               (ธรรมดา สัตว์เดียรัจฉานทั้งหลาย เป็นสัตว์มีธรรมชาติซื่อตรง ไม่คด แต่ในมนุษย์ส่วนมาก ใจคิดอย่างหนึ่งปากพูดอีกอย่างหนึ่ง ไม่ตรงกัน สัตว์เดียรัจฉานนั้น มันรักก็รักจริง เป็นความรักที่ซื่อๆ บริสุทธิ์)

                ลูกสุนัขนั้น เมื่อตายไปแล้ว ภาพในใจตอนนั้นผูกไว้กับผู้บริสุทธิ์มากๆ คือ พระปัจเจกพุทธเจ้า กุศลจิตดวงนั้นจึงนำดวงวิญญาณไปเกิดเป็นเทพบุตรในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ทันที เสวยทิพยสมบัติอันโอฬาร มีนางฟ้าเป็นบริวารถึงหนึ่งพัน ลักษณะพิเศษของเทพบุตรนั้น ก็คือ เมื่อกระซิบที่ใกล้หูของเทพองค์อื่นๆ เสียงนั้นจะดังไปไกลถึง ๑๖ โยชน์ (๑ โยชน์ มี ๑๖ กิโลเมตร) ส่วนเสียงพูดโดยปกตินั้น ดังกลบเทพนครทั้งสิ้น ซึ่งมีประมาณถึงหมื่นโยชน์ เทพบุตรนั้น จึงได้มีนามว่า “โฆสกะเทพบุตร)

               (แม้ก่อนจะตาย ลูกสุนัขนั้นร้องโหยหวนเพียงใด ซึ่งดูแล้วใจเป็นทุกข์น่าจะส่งผลให้ไปอบาย แต่เนื่องจากจิตที่ผูกไว้กับภาพในใจสำคัญกว่า นั่นก็คือ ภาพของพระปัจเจกพุทธเจ้าผู้บริสุทธิ์ จึงได้ไปบังเกิดเป็นเทพบุตรในสวรรค์)

 

สิ่งดีๆมีไว้แบ่งปัน อะไรดีๆมีอีกเยอะ กด Like facebook กัลยาณมิตร