วินัยเรื่องเวลา

วันที่ 18 ตค. พ.ศ.2554

 

เวลาที่ต้องฝึกกันให้มากๆ คือเวลากิน เวลานอน เวลาตื่น เวลาทำงาน
สำหรับเด็กๆ สิ่งที่ต้องฝึกมากเป็นพิเศษ คือ เวลานอนกับเวลาตื่นนอน

 

          เด็กคนไหนนอนดึก เช้าขึ้นมาจะไม่อยากตื่น ตื่นขึ้นก็งัวเงียหงุดหงิด เพราะยังนอนไม่เต็มอิ่ม ยังง่วงนอนอยู่แต่ก็ต้องถูกปลุกถูกฉุดให้ลุกขึ้นเพราะจะต้องไปโรงเรียนเพราะความงัวเงียหงุดหงิดนี่เองที่ทำให้งอแง คำพูดของเด็กงอแงจะมีอะไรนอกจากโกหก ปวดหัวบ้าง ปวดท้องบ้าง ทำมารยาแถมเข้าให้อีก ถ้าแม่รู้ทันไม่ยอม คราวนี้ละได้นิสัยเถียงพ่อเถียงแม่ นิสัยโกหกเจ้ามารยาเพราะฉะนั้น การฝึกคนให้พูดแต่คำจริง ต้องฝึกเรื่องการรักษาเวลาให้ได้ก่อน มันเป็นลูกโซ่กันอย่างนี้
 

           หลวงพ่อได้พบหลายๆ ครั้งว่า เด็กหลายคนเป็นเด็กฉลาดไอคิว สูงทีเดียว แต่เป็นคนสะเพร่า ชอบเอาเปรียบชาวบ้านต้นเหตุก็ไม่ใช่อะไร เพราะมันนอนดึกเชื้อง่วงมันแผลงฤทธิ์ทั้งวันแหละ หงุดหงิดง่วงเหงาหาวนอน ไม่สดชื่นแจ่มใส
 

           อีกอย่างหนึ่งสำคัญมาก ขอให้สังเกตกันให้ดี ใครไม่ฝึกตัวเองในเรื่องของเวลานอน พอมีเรื่องกระทบกระทั่งใจขึ้นมาจะนอนไม่หลับทันที เมื่อนอนไม่หลับเสียแล้วจะเอาเรี่ยวแรงที่ไหนมาต่อสู้ป้องกันตัว แบบนี้เขาเรียกว่าแพ้ตั้งแต่ในมุ้ง
 

ในเวลาเดียกันเรื่องกินก็ต้องฝึก ฝึกให้ตรงเวลา ฝึกเรื่องมารยาทในการกิน วิธีกินแล้วยังต้องรู้จักเลือกอาหารด้วย
 

            ฝึกกินให้ตรงเวลาดีอย่างไร คนที่เคยกินตรงเวลา ไม่ว่าจะมีเรื่องกระทบอกกระทบใจอย่างไร ถึงเวลาแล้วมันกินได้ ถ้าไม่ฝึกเรื่องนี้ไว้แต่ต้น ถึงเวลามีเรื่องเข้าจะกินไม่ลง หมดเรี่ยวหมดแรง เรียกว่าแพ้ตั้งแต่ในครัว ทำนองเดียวกับพวกนอนไม่เป็นเวลาที่มักแพ้ตั้งแต่ในมุ้ง
 

            คนเราลองแพ้ตั้งแต่ในมุ้งแพ้ตั้งแต่ในครัวเสียแล้ว จะไปทำอะไรได้ เพราะฉะนั้น ใครที่เป็นคนไม่ตรงเวลาในเรื่องของการกินก็ดี การนอนก็ดี ไปฝึกกันซะนะ ของเราที่นี่ฝึกทั้งพระทั้งเณร ธรรมทายาทชายธรรมทายาทหญิงพอเข้ามาแล้ว เรื่องเวลานี่เราฝึกกันหนักเลย