ทรงพิจารณาสภาวะโลก ๑

วันที่ 12 กพ. พ.ศ.2555

 

       ถึงแม้ว่าเจ้าชายสิทธัตถะราชกุมารจะได้รับการปรนเปรอให้ได้รับความสุขทางโลก เพียบพร้อมด้วยรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสอันเลอเลิศ อย่างไรก็ตามแต่ พระองค์ก็ไม่ได้ทรงมัวเมา เนื่องด้วยพระปัญญาคุณอันยิ่งใหญ่ กลับทรงพิจารณาสภาวะที่แท้จริงของโลกของชีวิตอย่างลึกซึ้ง

 

     "ภิกษุทั้งหลาย เมื่อเราเพียบพร้อมด้วยกาได้ตามใจตัวเช่นนี้ การได้รับการประคบประหงม ความคิดก็ยังเกิดแก่เราว่า ปุถุชนที่มิได้ยินได้ฟังทั้งที่ตัวเองจะต้องแก่ ไม่ล่วงพ้นความแก่ไปได้ แต่ครั้นเห็นคนอื่นแก่ก็ นึกอิดหนาระอาใจสะอิดสะเอียน ไม่นึกถึงตัวเองเสียเลย ถึงตัวเราเองก็เหมือนกัน จะต้องแก่ ไม่ข้ามพ้นความแก่ไปได้ แต่ว่าเมื่อจะต้องแก่ ไม่พ้นความแก่ไปได้แล้ว จะมาลืมตัวอิดหนาระอาใจ สะอิดสะเอียนเมื่อเห็นคนอื่นแก่นั้น ไม่เป็นการสมควรแก่เรา" "ภิกษุทั้งหลาย เมื่อเราได้พิจารณาเช่นนี้แล้ว ความมัวเมาในความหนุ่มของเราก็หายไปสิ้น"

 

              ฟังให้ดีนะ คนหนุ่มสาวทั้งหลาย ทั้งๆ ที่พระองค์ได้รับการประคบประหงมอย่างดี ก็ยังเกิดความคิดพิจารณาได้ ไม่มีความมัวเมาเลย คนที่มัวเมามิได้นึกถึงความแก่ชรา เมื่อผู้เฒ่าทำอะไรงกเงิ่นก็รำคาญ ไม่อยากเข้าใกล้ เขาอยากรวมกลุ่มกับคนหนุ่มคนสาวมากกว่า ไม่ได้นึกถึงว่าตัวเองก็จะต้องแก่อย่างนี้ จะต้องมีความงุ่มง่ามอย่างนี้ ฉะนั้นไม่ควร รังเกียจเฒ่าผู้ชราเลย

 

               ใครที่คิดว่า เรานี่ยังหนุ่มยังสาวอยู่ เข้าวัดเร็วไปละก็ อย่าคิดนะ หลวงพ่อฝึกสมาธิตั้งแต่อายุ ๑๖ปี นั่งไปแล้วนึกไปโอ้โฮ เมื่อยจริงๆ เลย โอ๊ย!... ทำไมเมื่อยอย่างนี้นะเรา เอาละนั่งคิดไปเรื่อยๆ พออายุมากคงหายเมื่อยเอง เดี๋ยวนี้อายุ ๔๗ ปี ฝึกสมาธิได้ ๓๐ ปี พบแล้วว่าระยะที่เมื่อยน้อยที่สุดคือเมื่ออายุ ๑๖ ปีนั่นเอง


 

               เพราะฉะนั้น ใครที่คิดว่าฉันยังหนุ่มอยู่ ฉันยังสาวอยู่ ยังไม่ต้องเข้าวัดหรอก ยิ่งโง่ใหญ่เลย นับวันจะมีแต่เมื่อยมากขึ้น มีแต่งุ่มง่ามมากขึ้น แต่สำหรับพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เนื่องจากพระองค์ทรงพิจารณาเช่นนี้ ฉะนั้น ความมัวเมาในความหนุ่มสาวอย่างพวกเราจึงไม่มีเลย เพราะอะไร เพราะพระองค์ฝึกตนข้ามภพข้ามชาติดีแล้ว พระองค์ทรงพิจารณาต่อไปอีกว่า

 

               "ภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนที่มิได้ยินได้ฟังธรรม ทั้งๆ ที่ตัวเองจะต้องเจ็บไข้ ไม่ล่วงพ้นความเจ็บไข้ไปได้ ครั้นเห็นคนอื่นเจ็บไข้ ก็อิดหนา ระอาใจสะอิดสะเอียน ไม่นึกถึงตัวเองเลยว่า ถึงตัวเราเองก็เหมือนกัน จะต้องเจ็บไข้ไม่ล่วงพ้นความเจ็บไข้ไปไต้แต่ว่าเมื่อจะต้องเจ็บไข้ ไม่ ล่วงพ้นความเจ็บไข้ไปได้แล้ว จะมาลืมตัว อิดหนาระอาใจ สะอิดสะเอียน เมื่อเห็นคนอื่นเจ็บไข้นั้น ไม่เป็นการสมควรแก่เราเลย,"

 

               "ภิกษุทั้งหลาย เมื่อเราพิจารณาได้เช่นนี้ ความมัวเมาในความไม่มีโรคของเรา ก็หายไปหมดสิ้น"

 

               ในชีวิตทั่วไป หลายๆ คนก็ได้เห็นพรรคพวกเพื่อนฝูงที่เจ็บไข้ได้ป่วยมาแล้ว บางคนพอรู้ว่าเมียเป็นมะเร็งก็ทิ้งเลย เตรียมหาใหม่ดีกว่า บางคนพี่น้องกัน พอป่วยก็ทิ้งๆ ขว้างๆ ไม่ดูแล ยกเว้นคนไม่กี่คนที่ดูแลด้วยความรักความสงสาร อยากให้หายเร็วๆ อย่าป่วยไข้ต่อไปอีกเลย

 

               แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อทรงเห็นคนอื่นเจ็บไข้ ก็กลับย้อนมาดูตัวเองว่า เออ... เรามีเลือดเนื้อเหมือนกับคนอื่น มีโอกาสจะป่วยไข้เหมือนคนอื่นได้ เพราะฉะนั้น จะทำอย่างไร จะต้องรีบปฏิบัติธรรมเร็วๆ ก่อนที่ความป่วยความไข้จะมาถึง ไม่บอกว่าฉันยังแข็งแรงอยู่ เอาเถอะไว้แก่ๆ หน่อยแล้วค่อยนั่งสมาธิ

 

               สำหรับเรื่องนี้ หลวงพ่อมีเรื่องส่วนตัวนิดหนึ่งมาเล่า มีโยมน้า คนหนึ่ง ซึ่งคุ้นเคยกัน พอหลวงพ่อบวชก็ชวนแกเข้าวัด

 

 "โยมน้า เข้าวัดเถอะ อย่างน้อยวันพระไปถือศีล ๘ นะ ถืออุโบสถศีล"
 

  โยมน้าก็บอกว่า "มีงานต้องรีบทำอย่างหนึ่ง อีกสักปีสองปีก็จะเสร็จ เสร็จเมื่อไร ก็จะเข้าวัด"

 

               รุ่งขึ้นอีกปีก็เตือนว่า "น้าได้เริ่มไปถือศีลบ้างหรือยัง ไปเดือนละครั้งก็ยังดี"
 

               โยมน้าหน้า จ๋อยเลย "ท่าน โยมน้าหมดสิทธิNเสียแล้วชาตินี้" "อ้าว! ทำไมล่ะ

 

               โยมน้าตอบว่า "หมอตรวจว่าเป็นเบาหวาน น้ำตาลสูงมาก อายุขนาดนี้รักษาหายยาก อย่างนี้ให้อดอาหารมื้อเย็น น้ำตาลในเลือดอาจตกฮวบฮาบ อาจช็อคตายได้"

 

               ดูนะ โอกาสที่จะทำความดีมีอยู่ไม่มากนักหรอกในตัวเรานี้ ขอผัดหลวงพ่อ ๒ ปี ผลสุดท้ายจะต้องไปรอผัดกับยมบาลแล้วทีนี้

 

               ฉะนั้นใครที่อายุ ๓๐-๔๐ ปีแล้วไม่ถือศีล ๘ ผัดกับหลวงพ่อนั้น ผัดได้นะ แต่ผัดกับยมาล ผัดไม่ได้นะ เตือนไว้ก่อนรีบๆ รักษาศีลเสียนะ ศีล ๘ ก็ดี ศีล ๕ ก็ดี การนั่งสมาธิก็ดี การให้ทาน การปฏิบัติ ธรรมทุกรูปแบบก็ดี รีบทำเสียตั้งแต่ตอนนี้ก่อนที่โรคจะถามหา

 

 

ความยิ่งใหญ่ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
พระภาวนาวิริยคุณ