ทรงเผยแผ่พระศาสนา

วันที่ 20 กพ. พ.ศ.2555

 

               เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเห็นว่ามีพระอรหันต์จำนวนมากแล้ว จึงทรงเรียกประชุมและมอบหมายให้พระอรหันต์ทั้ง ๖๐ รูป แยกย้ายกันไปเผยแผ่พระศาสนา ไปเป็นกัลยาณมิตรให้แก่ชาวโลก ทรงมีรับสั่งว่า


               "พวกเธอทั้งหลาย จงเที่ยวจาริกไปเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขแก่มหาชน เพื่อความเอ็นดูแก่ชาวโลก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย พวกเธออย่าไปทางเดียวหลายคน แต่ คนเดียวจงไปหลายๆ ทาง"


               ในการเผยแผ่ธรรมะแก่ชาวโลกนั้น พระพุทธองค์ทรงวางแนวทางการสั่งสอนอย่างมีขั้นตอน คือ สอนตั้งแต่ง่ายไปหายาก เพราะพระองค์ทรงปฏิบัติผ่านมาแล้ว ตรัสรู้ด้วยพระองค์เองว่าอะไรง่ายอะไรยาก ไม่ข้ามขั้นตอน ไม่รวบรัด สอนอย่างพอเหมาะพอสมกับบุคคล เพราะพระองค์ทรงหยั่งรู้สภาพจิตของมนุษย์ว่า กำลังคิดนึกตรึกตรอง อย่างไร ฉะนั้น เมื่อทรงสอนธรรมะแก่ผู้ใด ก็จะสอนตรงประเด็นที่ผู้นั้นสงสัยคลางแคลง เมื่อทรงเทศน์จบ จึงได้ผลสำเร็จอย่างสูง คือ บรรลุธรรมทุกคน จำได้ไหม เมื่อพวกเราสวดมนต์ทำวัตรนั้น มีบทสรรเสริญพระพุทธคุณบทหนึ่งที่กล่าวว่า


               "อาทิกัลยาณัง มัชเฌกัลยาฌัง ปะริโยสานะกัลยาฌัง สาตถัง สะพยัญชะนังเกวะละปริปุฌฌัง ปะริสุทธัง พรัมมะจริยัง ปะกาเสสิ" ซึ่งมีความหมายโดยสรุปว่า ธรรมะอันพระพุทธเจ้าตรัสดีแล้วนั้น งามในเบื้องต้น งามในเบื้องกลาง งามในเบื้องปลาย งดงามลุ่มลึกไปตามลำดับ สามารถอธิบายขยายความ นำไปใช้ได้ทุกรูปแบบ เป็นประโยชน์แก่ผู้นำไปปฏิบัติจริง


               ไม่มีเลยในประวัติศาสตร์ ที่ศาสดาองค์ใดในโลกจะกล้ากล่าวดังนี้ มีแต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้นที่ตรัสเช่นนี้ เพระาท่านศึกษา ค้นคว้า ตรัสรู้ได้ด้วยพระองค์เอง มิได้มีผู้ใดมาเนรมิตเสกสรรค์ให้



 

ความยิ่งใหญ่ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
พระภาวนาวิริยคุณ