ความรักสีอะไร ๑

วันที่ 25 มิย. พ.ศ.2556

คำถามจากทางบ้าน:

น้องสาวของลูก เธอชอบกีฬาต่างๆ เป็นชีวิตจิตใจมาตั้งแต่เด็ก ประกอบกับเป็นคนรูปร่างผอมสูง แข็งแรง เล่นกีฬาได้ดีทุกประเภท กวาดเหรียญทองทั้งระดับประถม มัธยม จังหวัด จนถึงระดับประเทศ หลังจบมัธยมก็ไปเรียนต่อวิชาชีพการเรียนและสอนด้านกีฬาที่กรุงเทพฯ

ต่อมา เธอได้รู้จักกับว่าที่นักเรียนตำรวจหนุ่ม ผู้มาเรียนว่ายนํ้ากับเธอ เพื่อไปสอบนายร้อยตำรวจ เขาก็หมั่นมาแวะเวียน ตามไปเชียร์เธอแข่งกีฬาทุกๆ ที่ พอเขาเรียนจบได้ ๒ ปี เธอจึงตกลงเลือกเขาเป็นคู่ชีวิต

จนเมื่อเธอตั้งท้อง สามีก็หายหน้าไปหลายๆ วัน พอกลับมา เสื้อที่สวมใส่ ก็เป็นลวดลายวัยรุ่นบ้าง มีรอยลิปสติกติดที่คอเสื้อบ้าง ที่บ่าบ้าง เธอก็ซักถามว่า รอยลิปสติกนี้ มันมาได้อย่างไร ถามหลายๆ ครั้งเข้า เธอจึงบอกว่า เรามีลูกแล้วนะ เลิกเที่ยวสำส่อนไม่เป็นโล้เป็นพายเสียทีเถอะ เขาก็บอก ไม่มีอะไรหรอกน่า แถมยังดื้อดึงไม่ฟังเธอเลย

หลังจากนั้น ก็มีนักร้องไปหาน้องสาวที่โรงเรียน ประกาศตัวท่ามกลางครูและนักเรียนเต็มห้องว่า เธอเป็นภรรยาตัวจริงของสามีน้องสาว ส่วนน้องสาวเป็นตัวปลอม จนน้องสาวอับอายมาก วันต่อมา นักร้องก็ได้บุกไปถึงที่ทำงานสามี นำทะเบียนสมรสไปแสดงกับผู้บังคับบัญชาของสามี แล้วฟ้องร้องว่าน้องสาวของลูกแย่งสามีของเธอ จนน้องสาวต้องไปชี้แจงที่โรงพัก เมื่อไปโรงพักจึงได้รู้ว่า สามีแอบไปจดทะเบียนสมรสซ้อน ครั้งนี้น้องสาวจึงมีปากเสียงกับสามีอย่างรุนแรงถึงขั้นทะเลาะตบตีกัน แต่เขาก็ไม่หยุดพฤติกรรมเหล่านี้ เห็นเป็นเรื่องสนุกคึกคะนอง

 


 

 

ครั้นคลอดลูกแล้ว น้องสาวจึงเบนความสนใจจากเรื่องเหล่านี้ หันกลับไปแข่งกีฬาอย่างจริงจัง จนได้รับ ๑ เหรียญทอง วอลเลย์บอล จากการแข่งขันเซียบเกมส์* (SEAP Games) ในปี พ.ศ. ๒๕๑๐ ได้รับ ๑ เหรียญเงิน จากกีฬาซีเกมส์ ในปี พ.ศ. ๒๕๑๔ และปี พ.ศ. ๒๕๑๘ ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันซีเกมส์ ซึ่งเธอก็ต้องลงแข่งเพื่อคว้าชัยในเกมนี้ด้วย ตอนนั้นดวงใจคนไทยทุกดวงต่างก็พร้อมใจกันส่งแรงเชียร์ไปให้เธอคว้าเหรียญทองมาให้ได้ แล้วเธอก็ได้รับเหรียญทองจากซีเกมส์ซึ่งจัดขึ้นที่ประเทศไทยอีก ๑ เหรียญ

แต่แล้วความปีติดีใจของเธอ ก็ต้องชะงักงันอยู่แค่ตรงนั้น เพราะในครั้งสุดท้าย หลังจากช่วงเช้าเธอขึ้นรับเหรียญทอง และเข้าร่วมพิธีปิดจนเสร็จ ช่วงเย็นขณะจะกลับที่พัก น้องสาวเห็นสามีขับรถไปเที่ยวกับนักร้อง ภาพที่เห็นเหมือนก้อนกรวดในรองเท้า สลัดออกไปก็ไม่สำเร็จ ทางที่เคยยํ่าเดิน ดูเหมือนจะถูกตอกยํ้าให้เจ็บปวดหนักยิ่งขึ้น

พอสามีรู้ว่า น้องสาวเห็นก็ตามมาปรับความเข้าใจ น้องสาวของลูกโกรธระดับควันออกหู ไม่ยอมคืนดี จึงหนีขึ้นแท็กซี่กลับที่พัก แต่แท็กซี่ก็มาเสียกลางทาง น้องสาวจึงจำใจขึ้นรถสามีที่ขับตามมา เขาก็อ้อนวอนน้องสาวให้ใจอ่อน แต่อ้อนอย่างไรน้องสาวก็ไม่ใจอ่อนสักที

เธอตัดสินใจบอกเลิกกับสามี แต่สามีไม่ยอม เธอจึงเปิดประตูวิ่งลงจากรถ สามีก็ร้องเรียก แล้วบอกว่า “หยุดนะ ไม่อย่างนั้นจะยิง” น้องสาวก็วิ่งไม่หยุดเพราะเธอเป็นนักกีฬา เขาจึงคว้าปืนในรถ ดูสิ ไอ้ลูกกระสุนกับการวิ่งของน้องสาว อะไรมันจะเร็วกว่ากัน ปรากฏว่า ลูกกระสุนเร็วกว่า ไปถึงหลังของน้องสาว เจาะเข้าต้นคอ เสี้ยววินาทีนั้นจิตใจเธอหวิวหวั่น ชาวูบไปทั้งตัวแล้วก็ล้มทั้งยืน

พลันความคิดเธอก็หวนนึกถึงคำพูดอำมหิตปนพิศวาสที่เขาชอบพูดบ่อยๆ ว่า “อะไรที่เป็นของรักของหวงของเขา ถ้าเขาจะต้องสูญเสียไป เขาจะทำลายทิ้งให้หมด” เธอนึกได้แค่นั้น แล้วสติเธอก็ดับวูบลงไป เมื่อเธอรู้สึกตัวที่โรงพยาบาล เธอกลายเป็นอัมพาตทั้งตัว มีจิตใจแต่ไร้ความรู้สึกทางร่างกาย ขยับเขยื้อนไม่ได้ตั้งแต่หัวไหล่ลงมา สภาพไม่ต่างจากคนพิการ

ต่อมาสามีก็มาเยี่ยมพร้อมกับพาผู้หญิงคนใหม่มาด้วย สภาพของน้องสาวตอนนั้นเปรียบเสมือนกับสุสานคนชํ้า พอเขาเห็นเธอในสภาพเช่นนี้ เขาก็หายหน้าไปไม่มาอีกเลย เหลือเพียงรอยอดีตแห่งความรัก ส่วนน้องสาวก็ไม่โทษว่าใคร เธอบอกกับคนอื่นว่า มันเป็นอุบัติเหตุปืนลั่น เพราะยังเป็นห่วงสามีว่า หากพูดความจริง เขาจะมีความผิดต้องโทษติดคุก และต้องออกจากราชการ ซึ่งลูกสาวที่ยังเล็กก็จะไม่มีพ่อแม่เลี้ยงดู ใจเธอตอนนั้นคิดเพียงว่า อีกไม่นานเธอคงจะตายไปจากความทุกข์ทั้งปวง ทุกอย่างก็จะจบสิ้นลง แต่มันก็ยังไม่จบ เพราะเธอก็ยังคงมีชีวิตมาจนถึงปัจจุบันนี้

คุณแม่และเธอต่างก็เก็บความเจ็บชํ้านี้ไว้ในใจ สิ่งที่ช่วยคํ้าจุนเธอเอาไว้ก็คือความรักของแม่ที่ลึกกว่าท้องทะเล คุณแม่ต้องดูแลพยาบาลเธอที่โรงพยาบาลอยู่ปีกว่า พอกลับบ้านก็ต้องมาดูแลต่อที่บ้าน ต่อมาตัวลูกจึงหาเด็กมาดูแลพยาบาลเธอแทน ทั้งป้อนข้าว ป้อนนํ้า ทั้งเรื่องถ่ายหนักถ่ายเบา เป็นเวลากว่า ๓๐ ปีแล้ว

ตลอดเวลาที่ผ่านมา ญาติฝ่ายสามีไม่เคยมาเยี่ยมเยียนเลย ทั้งยังโกรธเคืองเสียอีก หาว่าน้องสาวลูกใส่ร้ายสามีว่าเป็นคนยิงเธอ ทั้งๆ ที่ตัวลูกและน้องสาวก็ไม่ได้แจ้งความเอาเรื่องเอาราวใดๆ คิดว่าเป็นการชดใช้หนี้เวรกรรมกันไป จะได้จบเรื่องจบราวกันไปเสียที ไม่ต้องมารับเวรรับกรรมอันแสนจะขมขื่นทรมานนี้ต่อไป แต่ญาติฝ่ายสามีกลับเหมือนไม่เข้าใจ ทั้งพยายามกีดกันลูกสาวของน้องสาวไม่ให้เจอหน้าแม่ และไม่ให้รู้เรื่องราวใดๆ ที่เกิดขึ้น

กระทั่งปี พ.ศ. ๒๕๓๐ สภาสังคมสงเคราะห์ก็ได้ช่วยให้เธอได้พบกับลูกสาว แต่ลูกสาวเมื่อเห็นแม่อยู่ในสภาพเช่นนี้ก็ยิ่งเหินห่าง ไม่อยากมาเยี่ยม

น้องสาวมีวิบากกรรมใดกับสามี จึงต้องมาถูกสามียิง และต้องป่วยเป็นอัมพาตถึง ๓๐ ปี ทำไมญาติของฝ่ายสามีจึงไม่เข้าใจความจริง ทั้งๆ ที่น้องสาวไม่ได้เป็นฝ่ายผิด ทำอย่างไรน้องสาวจึงจะพ้นจากผังชีวิตที่บกพร่องนี้

 

ที่นี่มีคำตอบ:

ตอนนี้ยังดูแลกันอยู่ ก็ไม่เป็นไรนะลูกนะ เรายังมีศูนย์กลางกายอยู่ ใจเรายังดีอยู่ มองพระในตัวได้ ก็มองพระภายในตัวสิลูก มองเข้าไปเรื่อยๆ เรายังเหลือศูนย์กลางกาย และใจของเรายังอยู่ ไม่ต้องกลัว คนอื่นเขาเดินได้จริง มีทุกอย่างพร้อมจริง ไม่ได้เป็นอัมพาตแบบลูก แต่ถ้าหากว่าเขาหยุดใจไม่ได้ มีชีวิตอยู่ก็เหมือนกับตายแล้วนั่นแหละ เพราะฉะนั้นลูกต้องสู้ สู้นะลูกนะ สู้ให้สุดใจไปเลย จนกว่าใจจะหยุดนิ่งที่ศูนย์กลางกาย ฐานที่ ๗ นั่นแหละ

น้องสาวถูกสามียิงจนป่วยเป็นอัมพาต ๓๐ ปีแล้ว เรื่องนี้มีเหตุ กรรมในอดีตชาติหนึ่ง น้องสาวเกิดเป็นผู้ชาย มีความถนัดและมีความสามารถในด้านกีฬาหลายประเภทในยุคนั้น คือ ยิงธนู ยิงปืน ขว้างหอก ขว้างจักร ขว้างมีด เป่าลูกดอก แต่ที่ชอบมากที่สุด คือ กีฬาชกมวยผสมมวยปลํ้า ครั้งหนึ่งเธอได้เตะก้านคอคู่ต่อสู้หัก จนเขาเป็นอัมพาตตลอดชีวิต

เพราะฉะนั้น ด้วยกรรมนี้จึงต้องมีเหตุอันใดอันหนึ่งที่จะทำให้เป็นอัมพาต และชาตินี้ก็เริ่มต้นที่คอ แต่ไม่ได้โดนเตะ แต่โดนหัวกระสุนเข้าไป กรรมในชาตินั้นมารวมกับอีกกรรมหนึ่งคือ กรรมกาเมฯ เจ้าชู้ มีผู้หญิงมาติดมาก เพราะเป็นนักกีฬา เก่ง และก็ไม่ค่อยดูแลผู้หญิงและลูกที่เกิดมา มารวมส่งผล อีกทั้งในชาตินั้น ญาติของฝ่ายหญิงก็ผูกโกรธที่ได้ทอดทิ้งไม่ดูแลญาติของเขา ซึ่งเป็นภรรยาของน้องสาวในชาตินั้น มาส่งผลให้ญาติฝ่ายสามีในปัจจุบันไม่เข้าใจ

จะแก้ไข ก็ต้องให้อโหสิกรรมต่อกัน และมุ่งหน้าสร้างบุญทุกบุญ แล้วอธิษฐานจิตให้ชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายที่เป็นดังนี้ แล้วอุทิศบุญไปให้ผู้ที่เราเคยไปทำร้ายทั้งกายและจิตใจของเขาจ้ะ


 

ที่นี่มีคำตอบ ฉบับมินิ เล่ม ๔ รักนี้สีอะไร
โดย คุณครูไม่ใหญ่
๒๐ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๐

สิ่งดีๆมีไว้แบ่งปัน อะไรดีๆมีอีกเยอะ กด Like facebook กัลยาณมิตร