วัดโบสถ์ (บน) บางคูเวียง

วันที่ 02 กย. พ.ศ.2556

วัดโบสถ์บนบางคูเวียง เส้นทางมหาปูชนียาจารย์ หลวงปู่วัดปากน้ำ

               ในวันเพ็ญเดือน 10 พ.ศ. 2460 พรรษาที่ 12 ซึ่งพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) หลวงปู่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ท่านไปจำพรรษาอยู่ ณ วัดโบสถ์ (บน) ตำบลบางคูเวียง อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี

               เวลาเช้าตรู่ ก่อนออกบิณฑบาต หลวงปู่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ท่านได้ปรารภความเพียร ระลึกขึ้นมาว่า “เราบวชมานาน นับได้ 12 พรรษาแล้ว ยังไม่บรรลุธรรมของพระพุทธเจ้าเลย ทั้งที่การศึกษาของเราก็ไม่สักวัน เราควรจะรีบกระทำความเพียรให้รู้เห็นของจริงในพระพุทธศาสนา หากไม่เริ่มปฏิบัติ ก็จะได้ชื่อว่า เป็นผู้ตกอยู่ในความประมาท”

               หลังกลับจากบิณฑบาต ท่านจึงเดินเข้าสู่อุโบสถ เพื่อเจริญสมาธิภาวนา ทั้งปณิธานในใจว่า หากไม่ได้ยินกลองเพล ก็จะยังไม่ลุกจากที่ แล้วท่านหลับตาภาวนา “สัมมาอะระหัง” ชนิดทิ้งชีวิต ปล่อยวางทุกสิ่ง กระทั่งใจหยุดนิ่ง เป็นจุดเดียวกัน เห็นเป็นดวงใสบริสุทธิ์ขนาดเท่าฟองไข่แดง ตรึงติดอยู่ที่ศูนย์กลางกายกลางท้อง ความปวดเมื่อยทั้งหลายมลายหายไป พอดีเสียงกลองเพลดังกังวานขึ้น ท่านจึงออกจากที่ มีแต่ความสุขใจ อิ่มเอิบ ท่านจรดใจนิ่ง มองดวงใสบริสุทธิ์อยู่ทุกลมหายใจ ไม่นึกถึงสิ่งอื่นใดเลย

 

วัดโบสถ์บนบางคูเวียง เส้นทางมหาปูชนียาจารย์ หลวงปู่วัดปากน้ำ


               เวลาเย็น พระจันทร์วันเพ็ญเริ่มทอแสงนวลใยจับขอบฟ้า วันพระขึ้น 15 ค่ำ วันที่เหมาะสมกับการบำเพ็ญเพียรภาวนาเป็นอย่างยิ่ง อากาศกลางเดือน 10 กำลังเย็นสบาย ไม่ร้อน ไม่หนาวเกินไป หลังจากลงพระปาติโมกข์ ท่านก็เดินเข้าไปในอุโบสถ เพื่อปรารภความเพียรต่อ แล้วตั้งสัจจาธิษฐาน ต่อหน้าพระประธานในอุโบสถ จะกระทำสมาธิภาวนาอย่างเอาชีวิตเป็นเดิมพัน รำลึกถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ขอให้พระพุทธองค์โปรดประทานธรรมะที่พระองค์ได้ตรัสรู้เถิด หากได้บรรลุธรรมแล้ว จะเป็นทนายแก้ต่างให้พระศาสนาไปตลอดชีวิต แล้วท่านก็กระทำสัจจาธิษฐานว่า “ถ้าเรานั่งลงไปครั้งนี้ ไม่เห็นธรรมที่พระพุทธองค์ทรงรู้เห็น เป็นอันไม่ลุกจากที่นี่จนหมดชีวิต”

               เมื่อปรารภความเพียรแล้ว หลวงปู่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญก็นั่งเจริญสมาธิภาวนา ใจหยุดนิ่งสงบ ดวงธรรมสว่างใสบริสุทธิ์ที่ศูนย์กลางกลายที่เห็นเมื่อเวลาเพลยิ่งสว่างใสมากขึ้น ใหญ่กว่าเดิมขนาดเท่าดวงอาทิตย์ เห็นอยู่อย่างนั้นหลายชั่วโมง โดยไม่ทราบว่าจะทำอย่างไรต่อ ขณะนั้นเองที่มีเสียงดังผุดจากกลางดวงสว่างว่า “มัชฌิมาปฏิปทา” พร้อมกับมีจุดเล็กๆ เรืองแสงสว่างวาบเกิดขึ้นกลางดวงสว่าง ใหญ่ขนาดดวงอาทิตย์ที่ศูนย์กลางกายนั้น ท่านคิดว่า นี่กระมังทางสายกลาง จึงมองนิ่งๆ ลงไปที่จุดนั้นทันที จุดเรืองสว่างค่อยขยายโตขึ้นมาแทนดวงแรกซึ่งหายไป

               ท่านจึงมองเข้ากลางจุดเล็กที่อยู่กลางดวงใสเรื่อยไป ผ่านไปทีละ 6 ดวง ในที่สุดก็ได้เห็นกายในกาย กระทั่งได้เห็นกายธรรมหรือพระธรรมกาย ซึ่งมีลักษณะเหมือนพระพุทธรูปแก้วใส เกตุดอกบัวตูม แล้วก็มีเสียงก้องกังวานจากพระธรรมกายว่า “ถูกต้องแล้ว...” สิ้นเสียงพระธรรมกาย ก็หันพระโอษฐ์ทันที ในที่สุดท่านได้เข้าถึงธรรมตามพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้รู้เห็นทางสายกลาง ทางดำเนินจิตภายใน ซึ่งเริ่มต้นที่ศูนย์กลางกาย ได้รู้เห็นเข้าใจอย่างชัดเจนด้วยตัวเอง ถึงการตามเห็นกายในกาย ที่เคยศึกษามาจากพระคัมภีร์วิสุทธิมรรค ว่ามีจริง และมีชีวิต เป็นกายซ้อนกายที่มีอยู่ในตัวมนุษย์ทุกคน
 

ในเวลานั้น ท่านได้รู้ซึ้งว่า ธรรมะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าลึกซึ้งนัก พ้นวิสัยของการตรึกนึกคิดหรือคาดคะเนเอาเอง ต้องเจริญสมาธิภาวนา ทำใจให้หยุดนิ่ง คือให้ความรู้ เห็น จำ คิด รวมหยุดเป็นจุดเดียวกัน ในเวลาต่อมา ท่านจึงกล่าวสรุปเป็นประโยคสั้นๆ ไว้ว่า “หยุด เป็นตัวสำเร็จ”

วัดโบสถ์บน บางคูเวียง ซึ่งเป็นสถานที่สำคัญทางพระพุทธศาสนาอีกแห่งหนึ่ง เพราะวัดเป็นที่พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ได้ปลีกวิเวกมาจำพรรษาเพื่อเจริญสมาธิภาวนาจนได้บรรลุธรรม ได้ค้นพบจุดศูนย์กลางกายกลางท้อง ที่อันพลังที่สุดของมนุษยชาติทุกคน


               บุคคลใดสามารถนำใจมาหยุดนิ่ง ณ ฐานที่ 7 ตรงศูนย์กลางกายนี้ได้ บุคคลนั้นจะมีบุญหรือมีพลังงานบริสุทธิ์ในตัวมาก มีใจที่เปี่ยมด้วยมหากรุณา ไม่คิดมุ่งร้ายต่อใครเลย มีแต่ปรารถนาอยากให้คนทั้งโลก ได้พบสันติสุขที่แท้จริง ซึ่งเกิดจากใจรวมหยุดนิ่งตรงศูนย์กลางกาย

                                                                                                                                              รัตนวนาลี 29/8/56