ปัญหามีไว้ให้แก้ ... ไอน์สไตน์แนะวิธี!!!

วันที่ 21 พค. พ.ศ.2557

 

 

ปัญหามีไว้ให้แก้ ... ไอน์สไตน์แนะวิธี!!!



มนุษย์เราจะเผชิญกับปัญหาตลอดเวลา  ไม่ว่าปัญหาเล็กหรือ

ปัญหาใหญ่   แต่บางคนไม่สู้กับปัญหา พากันท้อถอย  ยอมแพ้

ง่ายๆ กับปัญหา  หนักเข้าถึงกับฆ่าตัวตายก็มี
ปัญหามีไว้ให้แก้  ไม่ใช่มีไว้ให้กลุ้ม !!

ตามปกติ เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น  ควรมองปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นให้ละเอียด  ดูผลเสียและผลกระทบที่เกิดขึ้นทั้งในระยะสั้นและ
ระยะยาว ให้รอบด้าน  (นั่นคือ ต้องมอง 360 องศา)  หาสาเหตุ

ของปัญหานั้นว่าเกิดจากสิ่งใด  

วิธีแก้ไขมีทางเลือกที่เป็นไปได้กี่วิธี   แต่ละทางเลือกมีผลดี

และผลเสียอย่างไร  รวมทั้งบุคลากรที่ใช้ วัสดุอุปกรณ์ เทคโนโลยี

ตลอดจนค่าใช้จ่ายในแต่ละวิธี  และเวลาที่เสียไป

เมื่อดำเนินการแก้ไขปัญหาในวิธีที่เลือกแล้ว   ก็ต้องมีการ

ประเมินผลด้วย  มีอุปสรรคขัดข้องอย่างไร  จะต้องนำมาปรับปรุง

การแก้ไขปัญหาในครั้งต่อไป

ข้อสำคัญ  อย่าได้ท้อถอยเป็นอันขาด !!   

แต่สิ่งสำคัญ ที่แก้ไขปัญหากันไม่ได้นั้น  สำคัญอยู่ที่

1. ความรู้ในการแก้ไขปัญหา  (ไม่สูงพอ)

2. ผลประโยชน์ทับซ้อน

3. อำนาจในการแก้ไขปัญหา

ปัญหาใหญ่ระดับชาติ   ก็ต้องคำนึงถึงประเทศชาติเป็นหลัก

ไม่ใช่มองแต่ผลประโยชน์ของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเป็นหลักเท่านั้น

วันนี้   ขอนำความคิดของไอน์สไตน์  ในการแก้ไขปัญหา

สัก 6 ข้อ  มาให้ทราบและพิจารณากัน ดังนี้ 

ไอน์สไตน์ แนะวิธีแก้ปัญหาว่า ...

1. คนฉลาดแก้ปัญหา แต่คนอัจริยะป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาขึ้นมาอีก

2. คนที่อยากได้ผลลัพธ์ใหม่ แต่ทำสิ่งเดิมๆ คือ คนวิกลจริต

3.เราย่อมไม่สามารถแก้ปัญหาด้วยการใช้สติปัญญาระดับเดียวกับผู้ที่สร้างปัญหานั้นขึ้นมาได้

4.  ในความวุ่นวาย    จงมองหาความเรียบง่าย
ในความขัดแย้ง   จงมองหาความเข้ากันได้
ในความวิกฤติ     จงมองหาโอกาส

5. ความคิดที่ยิ่งใหญ่  มักถูกต่อต้านอย่างรุนแรงจาก คนทั่วไป

6. ฝึกแก้ไขปัญหาให้ผู้อื่น การช่วยเหลือผู้อื่นแก้ไขปัญหา ช่วยให้สมอง
ได้เรียนรู้จากเหตุการณ์จริง ซึ่งจะกระตุ้นให้เกิดการคิดพลิกแพลง
และหาทางออกในรูปแบบต่างๆ


  ไอน์สไตน์มีความพากเพียรวิริยะอุตสาหะ ในการหมกมุ่นแก้ปัญหาของเขามาก พูดง่ายๆก็คือเขาจะมีบุคลิกในลักษณะกัดอะไรแล้วไม่ยอมปล่อยเป็นอันขาด ซึ่งทำให้เขาสามารถพัฒนาทฤษฎีสัมพันธภาพทั่วไปของเขาสำเร็จ

แต่ในขณะเดียวกันก็นำไปสู่การสูญเสียเวลาถึงครึ่งชีวิตของเขาในการ

พยายามจะรวมทฤษฎีแรงโน้มถ่วงกับทฤษฎีแม่เหล็กไฟฟ้าเข้าด้วยกัน