การเตรียมจิตใจก่อนการไปทำหน้าที่กัลยาณมิตร

วันที่ 06 มิย. พ.ศ.2557

 

การเตรียมจิตใจก่อนการไปทำหน้าที่กัลยาณมิตร


              เมื่อเตรียมความรู้ อุปกรณ์ และสุขภาพร่างกาย พร้อมที่จะทำหน้าที่กัลยาณมิตรแล้ว ก่อนที่เรา
จะออกไปทำหน้าที่ให้แก่ผู้อื่น เราต้องทำหน้าที่กัลยาณมิตรให้แก่ตนเองเสียก่อน คือ การเตรียมใจให้ใสะอาดบริสุทธิ์ ควรหาเวลานั่งสมาธิทำใจให้หยุดนิ่งให้ได้อย่างน้อยครึ่งชั่วโมง ใจของเราจะได้ผ่องใสบริสุทธิ์ และเกิดความปรารถนาดีมีกำลังใจ ที่จะนำสิ่งอันเป็นมงคลไปสู่บุคคลที่เรารู้จักซึ่งเขากำลังรอเราอยู่


              เมื่อใจใสดีแล้วจึงแผ่เมตตา แผ่ออกไปอย่างกว้างขวางตั้งแต่ตัวเรา เมื่อแผ่เมตตาแล้ว ต่อจากนั้นให้เราอธิษฐานจิต โดยนึกถึงบุญบารมีของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ ผู้มีพระคุณทุกๆ ท่าน และบุญบารมีของตัวเราเอง ขออานุภาพแห่งบุญบารมีทั้งหลายเหล่านั้นส่งผลดลบันดาลให้เรามีจิตใจสะอาดผ่องใสรองรับธรรมะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้โดยง่าย ให้สามารถทำหน้าที่กัลยาณมิตรได้อย่างดีเยี่ยมให้ได้พบแต่บุคคลที่เป็นสัมมาทิฏฐิ และพร้อมจะรับฟังคำแนะนำของเราด้วย ติปัญญาอันเลิศ และขอให้ชีวิตของเราจงเป็นไปเพื่อการสร้างบุญสร้างบารมี เป็นไปเพื่อความพ้นทุกข์


               ทั้งนี้ เราจะทำหน้าที่กัลยาณมิตรให้บริบูรณ์ ด้วยกำลังใจอันเข้มแข็ง ไม่ย่อท้อหรือท้อถอย ไม่ให้อุปสรรคเพียงน้อยนิด มาทำลายความปรารถนาดีอันแน่วแน่ในดวงใจของเราได้เลย

 

              ในการทำหน้าที่กัลยาณมิตรนั้น เราจะต้องพบเจอทั้งคนดี และคนที่ยังไม่เข้าใจ อาจจะมีปฏิกิริยาตอบสนองทั้งทางบวกและทางลบ ซึ่งผู้ทำหน้าที่กัลยาณมิตรย่อมทราบดีว่า คนเรานั้นมีหลายระดับ ดังที่เปรียบเทียบไว้เหมือนบัว 4 เหล่า และบุคคลที่เราจะไปเป็นกัลยาณมิตรให้นั้น มีหลายประเภท เราจะต้องใช้ความอดทนและมีการฝึกฝนอบรมจิตใจตนเองมาเป็นอย่างดี ดังเช่น ตัวอย่างพระมหาเถระรูปหนึ่งของวัดพระธรรมกาย ท่านเคยเล่าประสบการณ์ตอนหนึ่งที่ท่านไปทำหน้าทีกัลยาณมิตรไว้ว่า


               "หลังจากที่ได้ผ่านการทำหน้าที่กัลยาณมิตรมานาน อาตมาพบว่า ท่าที
    ที่เรามีศรัทธาต่อพระพุทธศา นา ต่อพระเดชพระคุณหลวงพ่อ ต่อบุญและผล
   ของบุญ เป็นสิ่งที่สำคัญมาก บุคคลที่เราไปพบมีหลายรูปแบบส่วนใหญ่ผู้ชายจะ
   มีท่าทีของผู้ที่ใช้ปัญญานำหน้าบ้าง มีความเชื่อมั่นในความสามารถของตนเองบ้าง
   ซึ่งพอไปทำหน้าที่จริงๆ แล้วจะเจอคำถามมากกว่าจะปลูกศรัทธา แต่ละรายได้
   ต้องใช้เวลานานพอ มควร เพราะเขาจะถามไปถามมา วนไปวนมาไม่รู้จบ เราก็
   ต้องตอบเท่าที่เรามีภูมิรู้ให้เขาเข้าใจ แต่มีกัลยาณมิตรบางท่านที่ไปทำหน้าที่
   บอกบุญ ท่านไม่รู้ธรรมะอะไรมากมาย แต่มีศรัทธาต่อพระพุทธศาสนามาก
   ศรัทธาคำสอนของพระเดชพระคุณหลวงพ่อ ศรัทธาต่อปฏิปทาของวัดมาก ว่า
   วัดนี้เป็นวัดที่จะเผยแผ่ธรรมะให้คนได้เข้าถึง แก่นของธรรมะ ให้คนได้เข้าถึง
   ความสุข จากการปฏิบัติธรรมจริงๆ ความศรัทธาที่เกิดจากการสร้างวัดนี้เป็น
   สิ่งที่คนฟังรับได้ สื่อสารกันได้ ถ่ายทอดความรู้สึกถึงกันได้โดยอัตโนมัติ และเป็น
   เรื่องแปลกที่พอพูดเพียงไม่กี่คำ คนฟังก็มีศรัทธาทำบุญเลย"


                  "อีกสาเหตุหนึ่งอาจเนื่องมาจากว่า การที่เราไปทำหน้าที่กัลยาณมิตรนั้น
   หากเราพูดออกมาจาก ความปรารถนาดีอย่างจริงใจ อยากสร้างบุญใหญ่ และมี
   ศรัทธาจริงๆ ทุ่มเทจริงๆ คนฟังก็รับได้ มีสาธุชนบางท่านเคยพูดให้หลวงพี่
   ได้ยินว่า ผมไม่รู้หรอกว่าวัดเป็นอย่างไร อยู่ตรงไหน บุญเป็นอย่างไรก็ไม่รู้ รู้แต่
   ว่าเห็นคุณมีศรัทธา ผมก็เลยมีศรัทธาในตัวคุณ แค่นี้เอง คือเห็นแล้วมีความรู้สึก
   ว่าสิ่งที่เราทำมัน ื่อถึงกันได้ จุดนี้เป็นจุดที่ได้ผลมาก"


                   "หากเราฝึกกาย คำพูด และจิตใจให้พร้อม ท่าทีเราดี จิตใจเราสูงส่ง
    เพียงพอ เราจะทำหน้าที่นี้ได้เป็นอย่างดี และเมื่อเราฝึกฝนในสิ่งเหล่านี้ได้
    หลวงพี่เชื่อมั่นว่าต่อไปเราจะอยู่ที่ไหนก็อยู่ได้ อยู่กับใครก็อยู่ได้ เพราะเราจะมี
    คุณธรรมในการอยู่ร่วมกับผู้อื่น เข้ากับผู้อื่นได้ รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา
    คุณธรรมหลายๆ อย่างในตัวเราจะเจริญงอกงามขึ้นได้จากการทำหน้าที่ของ
    กัลยาณมิตรนี่เอง"
    แต่อย่างไรก็ตาม เราเข้าใจแล้วว่า
      "ใจเป็นธาตุสำเร็จ"


      "ความสำเร็จอยู่ที่ใจ"


      "ใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว"


      "ทุกอย่างสำเร็จได้ด้วยใจ"


                   ดังนั้น จากคำกล่าวข้างต้นจะทำให้เราตระหนักได้ว่า จิตใจมีความสำคัญต่อบุคคลเป็นอย่างมากเพราะถ้าใจสู้ ใจมีความอดทน มีความปรารถนาอย่างแรงกล้า ทุกอย่างย่อมเกิดขึ้นได้ เราในฐานะผู้ทำหน้าที่กัลยาณมิตรจึงควรฝึกจิตเสมอๆ โดยการนั่งสมาธิเพื่อให้จิตมีพลัง ที่จะไปยกระดับจิตใจเพื่อนร่วมโลกทั้งหลายให้สูงขึ้นได้

 

 

 

จากหนังสือ DOU

วิชา DF 202 ทักษะการทำหน้าที่กัลยาณมิตร

กลุ่มวิชาการทำหน้าที่กัลยาณมิตร