การตอบแทนพระคุณของมารดา อาจแบ่งได้เป็น 2 ช่วง

วันที่ 21 มิย. พ.ศ.2557

 

 

การตอบแทนพระคุณของมารดา อาจแบ่งได้เป็น 2 ช่วง


           1) ขณะที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ บุตรก็ควรจะแบ่งเบาภาระหน้าที่การงานของท่านตามที่ท่านยินดี
 มอบหมายให้ ถ้าอยู่ในบ้านเดียวกัน ก็ควรดูแลปรนนิบัติท่านในเรื่องการกินอยู่ ให้ท่านได้รับความสะดวกสบายอยู่เสมอ ยามเมื่อท่านเจ็บป่วย แม้จะไม่ได้อยู่บ้านเดียวกัน ก็ต้องเอาใจใส่ดูแลท่านให้ใกล้ชิดเป็นพิเศษยามเมื่อท่านชราก็ควรปรนนิบัติดูแลท่านให้ใกล้ชิด ต้องไม่ทอดทิ้งท่าน พึงตระหนักอยู่เสมอว่า ในยามที่เรายังเยาว์วัยนั้น ท่านถนอมชีวิตเราไว้ด้วยการเลี้ยงดูประคบประหงมเราให้มีความสุข สบายอย่างไร ก็พึงตอบแทนท่านด้วยการถนอมชีวิต ของท่านให้มีความสุขกายสบายใจ ไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน หรือให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้


            นอกจากนี้ ถ้าท่านยังไม่มีศรัทธาในพระพุทธศาสนา ก็ควรพยายามชักชวนท่านให้เกิดศรัทธาให้ได้เพราะจะเป็นโอกาสให้ท่านได้สั่ง มบุญกุศลไว้เป็นทุนสำหรับการเดินทางไกลในสังสารวัฏ กิจวัตรที่ควรชักชวนให้ท่านปฏิบัติเป็นประจำ ก็คือ ทาน ศีล ภาวนา ซึ่งนอกจากจะเป็นการสั่ง มบุญแล้ว ยังจะช่วยให้ท่านมีจิตผ่องใสอันจะเป็นทางไปสู่สุคติ เมื่อท่านละโลกนี้ไปแล้ว

 

            2) เมื่อท่านล่วงลับไปแล้ว บุตรก็ควรจัดพิธีศพของท่านให้ มเกียรติเพื่อเป็นการประกาศ
 คุณของท่านด้วย หลังจากนั้นก็หมั่นทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ท่านอย่าง ม่ำเสมอ ถ้าท่านไปบังเกิดในภพภูมิที่รับบุญกุศลได้ บุญก็จะเกิดทั้งแก่ผู้ให้และผู้รับพร้อมๆ กันในคัมภีร์พระพุทธศาสนากล่าวว่า มีผู้คนจำนวนมากที่มีปัญญามืดบอดด้วยอำนาจกิเลสในกมลสันดาน เห็นว่า "มารดาไม่มี" คือไม่มีพระคุณต่อบุตร ความเห็นผิดเช่นนี้จัดเป็น "มิจฉาทิฏฐิ" ในทางกลับกัน กลุ่มบัณฑิตเห็นว่า "มารดามี" คือมีพระคุณต่อบุตรอย่างอเนกอนันต์ พวกเขาจึงมีความกตัญูกตเวทิตาต่อมารดาเสมอ ความเห็นถูกของพวกเขาจัดเป็น "สัมมาทิฏฐิ"

 

 
 

จากหนังสือ DOU

วิชาGB 203 สูตรสำเร็จการพัฒนาสังคมโลก

กลุ่มวิชาสูตรสำเร็จการพัฒนาสังคมโลก