รู้จักใช้ทรัพย์ที่หามาได้อย่างเหมาะสม ( มชีวิตา) หรืออาจกล่าวสั้นๆ ว่า"ใช้เป็น"

วันที่ 28 มิย. พ.ศ.2557


  

 

รู้จักใช้ทรัพย์ที่หามาได้อย่างเหมาะสม ( มชีวิตา) หรืออาจกล่าวสั้นๆ

ว่า"ใช้เป็น"


            สาระสำคัญของ "ใช้เป็น" คืออะไร


            สาระสำคัญของการใช้เป็น ตามที่พระพุทธองค์ตรัสแสดงไว้ใน ทีฆชาณุสูตร อาจแบ่งได้เป็น
2 ประการ คือ


             ต้องรู้ทางเจริญ และทางเสื่อมแห่งโภคทรัพย์ ทางเจริญแห่งโภคทรัพย์ หมายถึงรายจ่ายต้องน้อยกว่ารายรับ เพื่อให้มีเงินเหลือเก็บ หรืออาจเรียกว่ามี "รายเหลือ"


             ต้องไม่ใช้จ่ายฟุ่มเฟอย แต่ก็ไม่ฝดเคือง การใช้จ่ายฟุ่มเฟอยนอกจากจะไม่มี "รายเหลือ" แล้วยังอาจจะต้องมีหนี้สินอีกด้วย การใช้เงินแบบฝดเคืองนั้นหมายถึงมีทรัพย์แล้วใช้จ่ายอย่างกระเบียดกระเสียร เพราะความตระหนี่ จึงมีการกินอยู่อย่างแร้นแค้น แต่งกายอย่างขะมุกขะมอม อาศัยอยู่ในบ้านเรือนซอมซ่อ ย่อมไม่ได้รับการให้เกียรติยกย่องจากผู้คนโดยทั่วไป หรืออาจถูกมองว่าเป็นคนยากจนข้นแค้นไม่น่าไว้ใจ และที่มีผลร้ายที่สุดก็คือ ความตระหนี่ย่อมทำให้เป็นคนใจแคบ ไม่แบ่งปันไม่ สงเคราะห์ญาติมิตรเพื่อนฝูง ย่อมเป็นคนไม่น่ารัก ไม่สามารถผูกมิตรกับใครๆ ได้ คนประเภทนี้แม้จะมีรายเหลือ แต่ก็บริหารทรัพย์ให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริงไม่เป็นจากสาระสำคัญของการ "ใช้เป็น" ทั้ง 2 ประเภทนี้ ย่อมเห็นได้ว่าการใช้เป็น คือ การใช้แล้วมีเงินเหลือ เมื่อมีเงินเหลือย่อมมีเงินเก็บ ครั้นเมื่อย้อนกลับไปดูเรื่อง "เก็บเป็น" ก็มีคำถามว่า เก็บไว้เพื่ออะไร


             จากการฝังขุมทรัพย์ 2 วิธี ก็ทำให้เราทราบแล้วว่า การเก็บเป็นทรัพย์หยาบ นอกจากไม่พ้นอันตรายจากเหตุต่างๆ แล้ว ที่น่ากลัวที่สุดก็คือ ถ้าเจ้าของทรัพย์หมดบุญ ทรัพย์ที่เก็บสะสมไว้นั้น ไม่ว่าจะมีจำนวนมากมายเท่าใด ก็จะอันตรธานสูญสิ้นไปหมด (อย่างที่พูดกันว่ามีอันจะเป็นไป)แต่ทว่าการเก็บเป็นทรัพย์ละเอียด ย่อมปลอดภัยด้วยประการทั้งปวง ยิ่งกว่านั้นยังจะเกิดผลบุญที่จะคอยอำนวยความสุขความเจริญก้าวหน้าแก่เจ้าของทรัพย์ในโลกนี้ ครั้นละโลกไปแล้ว บุญนี้ก็ยังตามไปส่งผลต่อในโลกหน้าอีกด้วยณ จุดนี้จึงกล่าวได้ว่า ที่เรียกว่า "ใช้เป็น" นั้นแท้ที่จริงคือ การบริหาร "รายเหลือ" ให้ได้ประโยชน์สูงสุดนั่นเอง

 

 

จากหนังสือ DOU

วิชาGB 203 สูตรสำเร็จการพัฒนาสังคมโลก

กลุ่มวิชาสูตรสำเร็จการพัฒนาสังคมโลก