เรื่องที่ 3 บุรพกรรมที่ทำให้พระพุทธองค์ต้องบำเพ็ญทุกรกิริยา

วันที่ 15 กค. พ.ศ.2557

 

เรื่องที่ 3 บุรพกรรมที่ทำให้พระพุทธองค์ต้องบำเพ็ญทุกรกิริยา

 

            ครั้งหนึ่ง พระบรมศาสดา ได้ตรัสเล่าเรื่องบุรพกรรมของพระองค์1 ว่า ในสมัยพระกัสปสัมมาสัมพุทธเจ้า พระโพธิสัตว์ เกิดเป็นพราหมณ์ชื่อ โชติปาละ ได้กล่าวกับพระกัสปสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า"การตรัสรู้ของสมณะโล้นจักมีมาแต่ไหน การตรัสรู้เป็นของได้ยากยิ่ง"

 

            พระบรมศาสดาได้ตรัสเล่าต่อไปว่า"เพราะวิบากกรรมนั้น เราจึงต้องทำทุกรกิริยามากมายอยู่ที่ตำบลอุรุเวลา ถึง 6 ปี จากนั้นจึงได้บรรลุพระโพธิญาณเรามิได้บรรลุพระโพธิญาณอันสูงสุด โดยหนทางนั้น เราถูกกรรมเก่าห้ามไว้ จึงได้แสวงหาโดยทางผิดเรามีบุญและบาปสิ้นไปหมดแล้ว เว้นจากความเร่าร้อนทั้งปวง ไม่มีความโศก ไม่มีความคับแค้น ไม่มีอาสวะ จักปรินิพพานแล"

 

            จากตัวอย่างที่ยกมานี้นักศึกษาคงจะเกิดความเข้าใจชัดเจนยิ่งขึ้นว่า ปิยวาจามีลักษณะ
อย่างไรบ้าง อัปปิยวาจามีลักษณะอย่างไรบ้าง ถ้อยคำธรรมดาที่มิได้มีความอ่อนหวาน แต่มีความหมายลึกซึ้งกินใจ และผู้พูดก็พูดด้วยความจริงใจ ถูกใจ หรือโดนใจผู้ฟัง ก็ถือว่าเป็นปิยวาจาถ้อยคำธรรมดาที่ดูเหมือนไม่หยาบคาย แต่ผู้พูด พูดเพราะขาดศรัทธารู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือประมาท โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องคุณธรรมที่ละเอียดลึกซึ้ง หยั่งรู้ได้ยาก ย่อมกลายเป็นอัปปิยวาจา และมีผลเป็นวิบากแห่งกรรมชั่ว ที่ผู้พูดจะได้รับอย่างไม่มีทางเลี่ยง

 

            สำหรับเรื่องการเจรจาไพเราะหรือปิยวาจานี้ ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญมากเรื่องหนึ่งในชีวิตของคนเรา เพราะถ้าเรามีปิยวาจาก็จะทำให้เราเป็นคนน่ารัก ไม่เป็นที่จงเกลียดจงชังของ ใครๆ ย่อมประสบความสุขและความสำเร็จในชีวิตได้ ดังที่ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ในสารัมภชาดก 1 ว่า"การเปล่งวาจาดีสำเร็จประโยชน์ได้ เปล่งวาจาชั่วย่อมเดือดร้อน"

 

 

จากหนังสือ DOU

วิชาGB 203 สูตรสำเร็จการพัฒนาสังคมโลก

กลุ่มวิชาสูตรสำเร็จการพัฒนาสังคมโลก