มิจฉาทิฏฐิ

วันที่ 16 กค. พ.ศ.2557

 

มิจฉาทิฏฐิ

 

 

            มิจฉาทิฏฐิทำให้ผู้คนตกอยู่ในความมืดบอด บุคคลที่ตกอยู่ในความมืดบอดแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ


                3.1 บุคคลตาบอด คือ ไม่มีปัญญาหาทรัพย์ ไม่มีปัญญาเข้าใจธรรมะ และไม่เข้าใจเรื่อง
บาปบุญคุณโทษ


           3.2 บุคคลตาเดียว คือ มีปัญญาหาทรัพย์ให้เพิ่มพูนขึ้น แต่ไม่มีปัญญาเข้าใจธรรมะดังนั้นการแสวงหาของเขาจึงมีทั้งสุจริตและทุจริต คนประเภทนี้ไม่สนใจสั่งสมบุญกุศลเลยนักศึกษาคงเห็นแล้วว่า บุคคลที่ตกอยู่ในความมืดบอดทั้ง 2 ประเภทนี้ ล้วนได้ชื่อว่าเป็นมิจฉาทิฏฐิบุคคลทั้งสิ้นบุคคล 2 ประเภทนี้มีความเป็นมาอย่างไร

 

             บุคคลส่วนใหญ่ในสังคมทุกยุคทุกสมัย ล้วนเป็นทั้งนักวัตถุนิยม และบริโภคนิยม ครั้นเมื่อโลกมีความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมากขึ้น ลัทธินิยมทั้ง 2 แบบ ก็ก้าวตามไปเป็นเงาตามตัวนักวัตถุนิยมย่อมมีความคิดว่าสิ่งที่จะอำนวยความสุขให้แก่ชีวิตก็คือความมั่งคั่งร่ำรวยสำหรับใช้เป็นเครื่องแลกเปลี่ยนให้ได้มาซึ่งกามคุณ คือ รูป เสียง กลิ่น รสสัมผัส ซึ่งเป็นสิ่งที่นักวัตถุนิยมเชื่อว่า การได้บริโภคกามคุณ 5 ประการนี้ คือสุดยอดแห่งความสุข


           แท้ที่จริงวัตถุกาม 5 ประการนี้ เป็นเพียงเครื่อง สนองกิเลส กาม คือ ความโลภ ความโกรธ ความหลง ของนักวัตถุนิยม และบริโภคนิยม ให้เกิดความรู้สึกเพลิดเพลินในอารมณ์เพียงชั่วครู่ชั่วยามเท่านั้น หาได้บันดาลความสุขที่แท้จริงแก่พวกเขาไม่ เพราะเหตุที่พวกเขาตกอยู่ในความมืดบอดด้วยอำนาจมิจฉาทิฏฐิไม่มีปัญญามองเห็นแสงสว่าง จึงหลงยึดมั่นถือมั่นเอาวัตถุกาม และการบริโภควัตถุกามเป็นสรณะ การหลงยึดสรณะแบบผิดๆ เช่นนี้ ย่อมนำพวกเขาไปสู่การก่อกรรมชั่ว เพื่อให้ได้วัตถุกามเพิ่มขึ้นมากๆ โดยไม่อายบาป และไม่กลัววิบากของบาปที่จะเกิดตามมาภายหลัง


         วิบากของผู้ที่ก่อกรรมชั่วมากๆ ในโลกนี้ คือ การถูกลงโทษทัณฑ์ในอบายภูมิอย่างสาหัสเป็นเวลายาวนานนับด้วยแสน ด้วยล้านปี ตามกฎแห่งกรรมซึ่งเที่ยงธรรมโดยไม่เห็นแก่หน้าใครทั้งสิ้น ครั้นพ้นโทษทัณฑ์จากอบายภูมิ ได้โอกาสกลับมาเกิดในมนุษยโลกอีก บางพวกก็อาจจะเป็นมิจฉาทิฏฐิประเภท "บุคคลตาบอด" บางพวกก็อาจจะเป็นมิจฉาทิฏฐิประเภท "บุคคลตาเดียว"มิจฉาทิฏฐิชนประเภท บุคคลตาบอด แม้จะไม่ถึงกับมีพิษ ก่อปัญหารุนแรงต่อสังคมก็ตาม แต่โดยส่วนรวม พวกเขาก็เป็นภาระถ่วงความเจริญก้าวหน้าของครอบครัว และของสังคม และในส่วนตัวของพวกเขาเอง ก็จะต้องประสบวิบากกรรมเช่นนี้ต่อไปอีกไม่รู้กี่ภพกี่ชาติ เพราะไม่มีปัญญาสั่ง สมบุญกุศลในขณะที่มีชีวิตอยู่ในโลกนี้ เพื่อเป็นการเตรียมอริยทรัพย์ไว้เป็นเสบียงสำหรับเดินทางไกลต่อไปในภพหน้า


            ส่วนมิจฉาทิฏฐิชนประเภท บุคคลตาเดียว ย่อมจะก่อให้เกิดโทษภัยร้ายแรงทุกรูปแบบต่อสังคมการที่หมู่บ้าน ชุมชนสังคมของเรา ตลอดจนสังคมโลก ต้องประสบปัญหาเลวร้ายต่างๆ อยู่ไม่เว้นแต่ละวันในปัจจุบันนี้ ก็เพราะการก่อกรรมชั่วของมิจฉาทิฏฐิชนประเภท บุคคลตาเดียว นี่เอง บุคคลประเภทนี้บางคนก็อาจจะต้องมีชีวิตอยู่แบบหลบๆ ซ่อนๆ มือกฎหมายบางคน ก็อาจจะประสบความมั่งคั่งร่ำรวย มีชีวิตอยู่อย่างมีเกียรติ ในสังคม ไม่ว่าจะเป็นแบบใดก็ตาม ในส่วนลึกของจิตใจของพวกเขานี้ยากจะหาความสงบสุขอย่างแท้จริง เนื่องจากเกรงกลัววิบากแห่งกรรมชั่วที่ตนทำไว้จะตามมาทัน ทั้งๆ ที่เขาไม่เชื่อกฎแห่งกรรม


           แม้จะมีความทุกข์อันเกิดจากความกังวลใจ ในวิบากแห่งกรรมชั่วของตนก็ตาม แต่ความทุกข์ขณะที่มีชีวิตอยู่ในโลกนี้ ย่อมเป็นเพียงเศษเสี้ยวแห่งความทุกข์อย่างแสนสาหัส ที่บุคคลตาเดียวจะต้องได้รับในโลกหน้าอย่างเทียบกันไม่ได้เลย ครั้นเมื่อพ้นโทษทัณฑ์จากอบายภูมิ ได้โอกาสกลับมาเกิดในมนุษยโลกอีกก็จะมีเศษกรรมที่หลงเหลืออยู่ตามมาให้ผล ทำให้เขาเกิดมาเป็นมิจฉาทิฏฐิชน ประเภท บุคคลตาบอด หรือบุคคลตาเดียวอีก ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับประเภท และปริมาณแห่งเศษกรรมนั้นเหล่านี้ คือ วงจรการเวียนว่ายตายเกิดของมิจฉาทิฏฐิชนสปุถุชนเช่นเราท่านทั้งหลาย ไม่มีปัญญารู้ได้ แต่วงจรดังกล่าวนี้ย่อมเป็นที่รู้ชัดของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระอรหันตสาวกทั้งปวง ตลอดจนสมณพราหมณ์ผู้ประพฤติดีปฏิบัติชอบในปัจจุบัน ชนิดที่เกิดปัญญารู้แจ้งโลกนี้โลกหน้าได้ถ้าวงจรของมิจฉาทิฏฐิยังคงดำเนินต่อไปเรื่อยๆ ในอีกไม่ช้าไม่นานนัก โลกของเราย่อมเต็มไปด้วยมิจฉาทิฏฐิชนทั้งประเภทตาบอดและตาเดียว นั่นคือ โลกของเราได้ล่วงเข้าสู่ยุคแห่งมิคสัญญีแล้ว คือแต่ละคนต่างมีความคิดที่จะฆ่ากันอย่างแรงกล้า โดยไม่มีจิตคิดเคารพยำเกรงว่า นี่คือแม่ นี่คือพ่อ นี่คือป้านี่คือน้าหรืออา นี่คือภรรยาของอาจารย์ มิจฉาทิฏฐิชนจะ สมสู่ปะปนกันเยี่ยงดิรัจฉาน ดังที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ใน จักกวัตติสูตร1

 

 

จากหนังสือ DOU

วิชาGB 203 สูตรสำเร็จการพัฒนาสังคมโลก

กลุ่มวิชาสูตรสำเร็จการพัฒนาสังคมโลก