ข้อสังเกต

วันที่ 18 กค. พ.ศ.2557

 

 ข้อสังเกต


            จากพระธรรมเทศนาในอธัมมิกสูตรนี้ ย่อมเป็นเครื่องยืนยันว่า ความรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นเป็นความรู้ที่สมบูรณ์อย่างแท้จริง ทรงรู้แจ้งเห็นแจ้งตั้งแต่สาเหตุเบื้องต้นตลอดทางถึงผลเบื้องปลายอย่างครบวงจร ชนิดที่ไม่เคยมีนักปราชญ์หรือศาสดาองค์ใดในโลก แสดงให้ชาวโลกทราบถึงสาเหตุที่ทำให้การโคจรของดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดวงดาวทั้งมวลบนฟากฟ้าแปรเปลี่ยนไป ไม่สม่ำเสมอไม่เที่ยงตรง บรรดาผู้เชี่ยวชาญที่ทุ่มเทเวลาติดตามศึกษาสภาวการณ์ต่างๆ ตามธรรมชาติอย่างจริงจัง อย่างมากก็จะรู้เพียงผลที่จะเกิดขึ้นหรือ ได้เกิดขึ้นแล้ว เช่น รู้ว่าเมื่อใดการโคจรของดาวฤกษ์หรือดาวเคราะห์ดวงใดจะโคจรผิดไปจากเส้นทางที่เคยโคจร รู้ว่าลมพายุพัดเปลี่ยนทางไป เป็นต้น


             ยิ่งกว่านั้นความรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังก้าวล้ำไปรู้เห็นเหล่าเทวดา ที่เกิดความขัดเคืองใจ ซึ่งมีผลให้ฝนฟ้าไม่ตกตามฤดูกาล และมีผลเลวร้ายสืบเนื่องมาอีกมากมาย ซึ่งมนุษย์ไม่มีปัญญารู้แจ้งเห็นแจ้งถึงสาเหตุที่แท้จริงได้เลย


            ในปัจจุบันแม้ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีจะก้าวไปไกลอย่างมากมายก็ตามคนเราก็รู้แต่เพียงว่า เพราะเหตุที่มีการตัดต้นไม้ทำลายป่ากันโดยทั่วไป จึงมีผลให้ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาลครั้นเมื่อมีฝนตกลงมา น้ำฝนก็ไหลหลากท่วมบ้านเมืองอย่างรวดเร็ว เนื่องจากไม่มีป่าไม้ช่วยกั้นชลอการหลั่งไหลอย่างรวดเร็วของน้ำฝนเหล่านั้น ขณะเดียวกันพื้นดินก็ไม่สามารถซึมซับน้ำไว้ได้มากนัก เนื่องจากไม่ร่วนซุยเพราะขาดรากไม้ ถ้ามีรากไม้อยู่ใต้ดิน รากไม้เหล่านั้น ย่อมจะช่วยดูดน้ำส่งขึ้นไปเก็บไว้ตามลำต้นและใบ แล้วพ่นระเหยไปในอากาศ ทำให้เกิดความชุ่มชื้นในอากาศ เป็นต้น


             กล่าวได้ว่ามนุษย์เราโดยทั่วไป ยังไม่เคยมีความรู้ว่า บุญ บาปที่คนเราก่อขึ้นนั้นมีผลกระทบ
ถึงบนฟากฟ้า ดังที่มีผู้รู้บางท่านกล่าวว่า "เมื่อเด็ดดอกไม้ก็กระเทือนถึงดวงดาว" ครั้นแล้ว ผลกระทบนั้นก็ย้อนกลับมาที่เราอีกโดย สรุปก็คือ ความวิบัติต่างๆ ของดินฟ้าอากาศล้วนมีเหตุมาจากบาปที่คนเราพากันก่อขึ้นส่วนดินฟ้าอากาศที่อยู่ในสภาพที่ดี มีฝนตกตามฤดูกาล ย่อมมีเหตุมาจากบุญที่คนเราต่างช่วยกันสรรค์สร้างขึ้นความเข้าใจที่ว่าดวงเดือนและดวงดาวมีอำนาจกุมชะตาชีวิตมนุษย์นั้น ล้วนเป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง เพราะแท้ที่จริง มนุษย์ต่างหากที่ทำให้การโคจรของดวงเดือนดวงดาววิปริตผิดปกติไป โดยที่ยังไม่เคยมีผู้ใด หรือมีอุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์ใดๆสำหรับตรวจให้รู้ได้ ยกเว้นญาณทัสนะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า


            ด้วยเหตุนี้การศึกษาพระพุทธศาสนาให้เกิดความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง จึงเป็นเรื่องที่จำเป็น และถ้าได้นำความรู้ในพระพุทธศาสนามาประยุกต์ใช้ควบคู่กับวิทยาการ มัยใหม่ ย่อมจะอำนวยให้เกิดประโยชน์กว้างขวางยิ่งขึ้นอีกอย่างไรก็ตาม ความรู้จากพระสูตรนี้ย่อมแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ผู้ที่ลิขิตชีวิตมนุษย์ก็คือ ผู้คนในสังคมของเรานั่นเอง ไม่ใช่เทพผู้วิเศษใดๆ ทั้งสิ้น


           ถ้านักศึกษายังมีความสงสัยหรือไม่เห็นด้วยกับคำกล่าวนี้ อาจลองจินตนาการดูก็ได้ว่า ถ้า
หนังสือพิมพ์ทุกฉบับพร้อมใจกันพาดหัวหน้า 1 ประณามให้ร้ายผู้นำรัฐบาลทุกๆ วัน แม้ว่าคำให้ร้ายเหล่านั้นจะไม่ใช่เรื่องจริงก็ตาม เพียงไม่เกิน 10 วัน นักศึกษาคิดว่าประเทศไทยจะประสบชะตากรรมอย่างไรสำหรับตัวผู้นำนั้นคงไม่ต้องสงสัยว่าท่านจะมีชีวิตอยู่ได้อย่างมีเกียรติ และศักดิ์ศรีได้อย่างไร ไม่ว่าในประเทศหรือต่างประเทศก็ตามสิ่งแรกที่จะถูกกระทบกระเทือนอย่างรวดเร็วก็คือเศรษฐกิจของประเทศ เพราะผู้คนจะตกอกตกใจกันทั้งประเทศ ตลาดหุ้นคงจะอยู่ในสภาพดิ่งลงเหวทีเดียว บรรดาลูกค้าธนาคาร ก็คงจะพากันไปถอนเงินอย่างโกลาหลนานาประเทศต่างก็จะหมดความเชื่อมั่นในประเทศไทย นั่นย่อมหมายถึงความเดือดร้อน ด้านเศรษฐกิจของคนไทยทั้งประเทศด้วย ต่อจากนั้นก็จะเกิดปัญหาเลวร้ายต่างๆ ตามมาเป็นลูกโซ่จากกรณีสมมุตินี้ นักศึกษาคงพอจะจินตนาการออกว่า ผู้ลิขิตชะตาชีวิตผู้คนในสังคม ก็คือผู้อยู่ร่วมสังคมกับเรานั่นเองสำหรับกรณีนี้เป็นเรื่องของผู้คนในสังคมโดยรวม แต่กรณีที่เป็นเรื่องในวงแคบลงไปก็คือสังคมของทิศ 6 ดังได้กล่าวแล้วว่าผู้ลิขิตชะตาชีวิตของตัวเราแต่ละคนก็คือทิศ 6 ของเรานั่นเอง

 

 

จากหนังสือ DOU

วิชาGB 203 สูตรสำเร็จการพัฒนาสังคมโลก

กลุ่มวิชาสูตรสำเร็จการพัฒนาสังคมโลก

 

 

 

สิ่งดีๆมีไว้แบ่งปัน อะไรดีๆมีอีกเยอะ กด Like facebook กัลยาณมิตร