มาฆบูชา เป็นวันรวมตัวของพระอรหันต์

วันที่ 22 กพ. พ.ศ.2558

 

 

มาฆบูชา เป็นวันรวมตัวของพระอรหันต์ และให้โอวาทเอาไว้ว่า

ข้อแรกเลย

ขันติปรมังตโปตีติขา ให้เป็นข้อแรกเลย

ชาตินี้ถ้าจะให้อยู่ดีมีสุข นะ "ทนนะลูก".....

แม้จะคันปากยุบยิ๊บๆๆ ถ้าไม่มีข้อนี้นะมึงเอ้ยยย

 

ข้อต่อไป


.....อนูปวาโท "ไม่ว่าร้าย" เอาพลาสเตอร์ปิดปากไว้น๊าา  ปิดไปหลายแผ่นหรือยัง

.....แม้พระพุทธเจ้าก็เคยมาแล้ว โดนเขาจ้างมาฆ่า ก็ลูกศิษย์ของท่านเองนั่นแหละ เจ้าเทวทัต ไอ้ที่โดนลูกศิษย์คิดล้างครู พระองค์ไม่ได้เคยคิดกับมันหรอก แต่หลายๆชาติ พระองค์เคยไปใส่ร้ายพระฤาษีเอาไว้ เลยโดนของเก่าเอาไว้ เศษนิ๊ดหน่อย เราไม่ต้องไปตามค้นมาหรอกใครมันว่าก็ช่างมัน มึงว่าก็เรื่องของมึง กูไม่ฟังก็หูกู

 

อนูปฆาโต "ห้ามทำร้าย"

 

.....ก็บอกแล้วมันคันมือคันเท้าเก็บเอาไว้ให้ดี คุณยายรู้ เรามันนักมวยนักดาบเก่า ยายบอกยายปลูกกล้วยไว้ให้ดงหนึ่ง ไอ้เราก็ว่าพระนิดเดียวจะฉันหมดเหรอ ยายบอกว่า....เปล่าเอาไว้ให้ท่านเตะ พระพุทธองค์ทรงทราบว่า มนุษย์ต้องอดทนในเส้นทางการสร้างบารมี และหลวงปู่ก็บอกเอาไว้ว่าให้ทนแค่ไหน ให้ทนเหมือนผ้าขี้ริ้วเช็ดเท้า ท่านบอกทีมทำวิชชา ท่านบอกว่าถ้าจะสร้างบารมีให้ตลอดรอดฝั่งต้องอดทน

 

เมื่อก่อนก็คิดว่า อะไรกันนักกันหนา ตอนนี้กูรู้แล้ว

 

ไม่เอานะ
ไม่กดตอบโต้
เก็บมือเก็บเท้า
ระวังกิริยามารยาทไว้

 

แม้จะโดนตำหนิต่อว่า พระพุทธองค์สั่งสอนไว้

 

.....เมื่อพระองค์พาพระภิกษุจำนวนมาก เดินทางไปอีกเมือง ก็มีปริพาชกอีกกลุ่มก็บังเอิญ ไปเมืองเดียวกัน อาจารย์ของเขาก็ด่าพระพุทธเจ้า ลูกศิษย์ก็แก้ให้ พระภิกษุก็ได้ยินเข้าก็คงมีคันปาก ส่วนใหญ่เป็นพระบวชใหม่ แต่พระอรหันต์ท่านเฉยๆ

 

.....พระองค์ประชุมสงฆ์แล้วสอนว่า เมื่อเขาด่าเราหรือหมู่คณะก็ตามที อย่าเพิ่งไปโกรธเขา รีบตรวจสอบว่า เราได้มีความเสียหายอย่างนั้นหริอเปล่า ถ้าไม่มีก็จงดีใจที่เราไม่ได้เป็น แต่เสียงที่เขาตำหนิมานั้นทำให้เราได้สำรวจตรวจสอบตัวเองว่าเราไม่มีความชั่วเสียหายอย่างนั้น

 

อันที่ 2 ถ้าบอกเขาได้ เตือนเขาได้ก็บอกเขา ถ้าเขารับฟังเขาจะได้พ้นนรก แต่ถ้าเขาไม่รับฟังก็ปล่อย เฉยเสีย ถ้าเตือนได้..เตือน ถ้าเตือนไม่ได้..ให้อดทน เรายังมีงานข้างหน้าอีกเยอะ

 

.....ขอเชิญคำพูดของสมเด็จพระยาดำรงราชานุภาพ ...ท่านเป็นรัฐมนตรี มาเป็นกรรมการในเรื่องต่างๆ ท่านก็ไม่ได้รับเงินเดือนอะไร เขาก็นินทาว่าท่านคอรัปชั่น แต่ท่านไม่ได้ตอบโต้อะไร แต่พระธิดา (มจ.หญิง พูนพิศมัย ดิสกุล) ของท่านที่เคยเป็นนายกของพุทธสมาคมว่า เสด็จพ่อใยไม่ตอบโต้บ้าง อย่างนี้ขาดทุน

 

.....พระองค์ก็ตอบว่า ลูกนี่แปลก พ่อเดินของพ่ออยู่ดีๆ สุนัขเห่า ลูกจะให้พ่อไปเห่ากับสุนัข เรายังต้องทำงานอีกเยอะ พวกหนึ่งว่าอย่างโน้นว่าอย่างนี้ ไม่เคยมาวัดพระธรรมกาย

 

.....เราก็เข้าวัดมาหลายปี ที่คุณว่ามาก็ไม่เคยเห็นหลวงพ่อท่านทำ และชาววัดก็ไม่เคยทำ ท่านก็ไม่เคยสอนให้ฉันทำ อย่างเหล่านั้นไม่มี ถ้าไงไปดูที่วัดก็ได้ อุ้ยไม่ไป ก็งั้นไม่เป็นไร เพราะวิสัยบัณฑิตคือต้องการเหตุผล และพิสูจน์ แต่ถ้าเขาไม่ต้องการเหตุผลก็เลิกคุยกัน 

 

"เหตุผลใช้ได้กับเหตุผล เราไปใช้เหตุผลกับคนที่ไม่ต้องการเหตุผล" เมื่อทราบอย่างนี้ก็อย่าเสียอารมณ์

 

.....เมื่อใจผ่องใส สุคติเป็นที่ไป ถ้าเขาไม่ฟัง เราอยากให้ใจเขาไม่เศร้าหมอง ใจของเราก็ต้องไม่เศร้าหมอง ทำนองเดียวกัน..ถ้าเขาชมก็อย่าเพิ่งดีใจ สำรวจว่าเราดีพออย่างที่เขาชมไหม หลวงพ่อฉันก็ยังเหาะไม่ได้ ฉันก็เหาะไม่ได้ ถ้าไงมาวัดด้วยกัน ไม่ถึงขนาดนั้น แต่ขอบคุณที่ชม

 

โอวาทพระราชภาวนาจารย์
22/2/58