การเตรียมจิตใจก่อนการไปทำหน้าที่กัลยาณมิตร

วันที่ 01 เมย. พ.ศ.2558

 

การเตรียมจิตใจก่อนการไปทำหน้าที่กัลยาณมิตร

     เมื่อเตรียมความรู้ อุปกรณ์ และสุขภาพร่างกาย พร้อมที่จะทำหน้าที่กัลยาณมิตรแล้ว ก่อนที่เราจะออกไปทำหน้าที่ให้แก่ผู้อื่น เราต้องทำหน้าที่กัลยาณมิตรให้แก่ตนเองเสียก่อน คือ การเตรียมใจให้ใสสะอาด บริสุทธิ์ ควรหาเวลานั่งสมาธิทำใจให้หยุดนิ่งให้ได้อย่างน้อยครึ่งชั่วโมง ใจของเราจะได้ผ่องใสบริสุทธิ์ และเกิดความปรารถนาดีมีกำลังใจ ที่จะนำสิ่งอันเป็นมงคลไปสู่บุคคลที่เรารู้จักซึ่งเขากำลังรอเราอยู่

    เมื่อใจใสดีแล้วจึงแผ่เมตตา แผ่ออกไปอย่างกว้างขวางตั้งแต่ตัวเราเมื่อแผ่เมตตาแล้วต่อจากนั้นให้เราอธิษฐานจิต โดยนึกถึงบุญบารมีของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ ผู้มีพระคุณทุกๆท่าน และบุญบารมีของตัวเราเอง ขออานุภาพแห่งบุญบารมีทั้งหลายเหล่านั้น ส่งผลดลบันดาลให้เรามีจิตใจสะอาดผ่องใส รองรับธรรมะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้โดยง่าย ให้สามารถทำหน้าที่กัลยาณมิตรได้อย่างดีเยี่ยม ให้ได้พบแต่บุคคลที่เป็นสัมมาทิฏฐิ และพร้อมจะรับฟังคำแนะนำของเราด้วยสติปัญญาอันเลิศ และขอให้ชีวิตของเราจงเป็นไปเพื่อการสร้างบุญสร้างบารมี เป็นไปเพื่อความพ้นทุกข์

  ทั้งนี้เราจะทำหน้าที่กัลยาณมิตรให้บริบูรณ์ด้วยกำลังใจอันเข้มแข็งไม่ย่อท้อหรือท้อถอยไม่ให้อุปสรรคเพียงน้อยนิด มาทำลายความปรารถนาดีอันแน่วแน่ในดวงใจของเราได้เลย

    ในการทำหน้าที่กัลยาณมิตรนั้น เราจะต้องพบเจอทั้งคนดี และคนที่ยังไม่เข้าใจ อาจจะมีปฏิกิริยา ตอบสนองทั้งทางบวกและทางลบซึ่งผู้ทำหน้าที่กัลยาณมิตรย่อมทราบดีว่าคนเรานั้นมีหลายระดับ ดังที่เปรียบเทียบไว้เหมือนบัว 4 เหล่า และบุคคลที่เราจะไปเป็นกัลยาณมิตรให้นั้น มีหลายประเภท เราจะต้องใช้ความอดทนและมีการฝึกฝนอบรมจิตใจตนเองมาเป็นอย่างดี ดังเช่น ตัวอย่างพระมหาเถระรูปหนึ่งของวัดพระธรรมกาย ท่านเคยเล่าประสบการณ์ตอนหนึ่งที่ท่านไปทำหน้าที่กัลยาณมิตรไว้ว่า

   “ หลังจากที่ได้ผ่านการทำหน้าที่กัลยาณมิตรมานาน อาตมาพบว่า ท่าทีที่เรามีศรัทธาต่อพระพุทธ ศาสนา ต่อพระเดชพระคุณหลวงพ่อ ต่อบุญและผลของบุญ เป็นสิ่งที่สำคัญมาก บุคคลที่เราไปพบมีหลายรูปแบบ ส่วนใหญ่ผู้ชายจะมีท่าทีของผู้ที่ใช้ปัญญานำหน้าบ้าง มีความเชื่อมั่นในความสามารถของตนเองบ้าง ซึ่งพอไปทำหน้าที่จริงๆ แล้วจะเจอคำถามมากกว่าจะปลูกศรัทธา แต่ละรายได้ต้องใช้เวลานานพอสมควร เพราะเขาจะถามไปถามมา วนไปวนมาไม่รู้จบ เราก็ต้องตอบเท่าที่เรามีภูมิรู้ให้เขาเข้าใจ แต่มีกัลยาณมิตร บางท่านที่ไปทำหน้าที่บอกบุญท่านไม่รู้ธรรมะอะไรมากมายแต่มีศรัทธาต่อพระพุทธศาสนามากศรัทธาคำสอนของพระเดชพระคุณหลวงพ่อศรัทธาต่อปฏิปทาของวัดมากว่าวัดนี้เป็นวัดที่จะเผยแผ่ธรรมะให้คนได้นี้เป็นสิ่งที่คนฟังรับได้ สื่อสารกันได้ถ่ายทอดความรู้สึกถึงกันได้โดยอัตโนมัติและเป็นเรื่องแปลกที่พอพูดเพียงไม่กี่คำคนฟังก็มีศรัทธาทำบุญเลย”

   “ อีกสาเหตุหนึ่งอาจเนื่องมาจากว่า การที่เราไปทำหน้าที่กัลยาณมิตรนั้น หากเราพูดออกมาจาก ความปรารถนาดีอย่างจริงใจ อยากสร้างบุญใหญ่ และมีศรัทธาจริงๆ ทุ่มเทจริงๆ คนฟังก็รับได้ มีสาธุชนบางท่านเคยพูดให้หลวงพี่ได้ยินว่า ผมไม่รู้หรอกว่าวัดเป็นอย่างไรอยู่ตรงไหนบุญเป็นอย่างไรก็ไม่รู้ รู้แต่ว่าเห็น คุณมีศรัทธา ผมก็เลยมีศรัทธาในตัวคุณแค่นี้เองคือเห็นแล้วมีความรู้สึกว่าสิ่งที่เราทำมันสื่อถึงกันได้จุดนี้เป็นจุดที่ได้ผลมาก”

  “ หากเราฝึกกาย คำพูด และจิตใจให้พร้อม ท่าทีเราดี จิตใจเราสูงส่งเพียงพอ เราจะทำหน้าที่นี้ได้เป็นอย่างดี และเมื่อเราฝึกฝนในสิ่งเหล่านี้ได้หลวงพี่เชื่อมั่นว่าต่อไปเราจะอยู่ที่ไหนก็อยู่ได้อยู่กับใครก็อยู่ได้ เพราะเราจะมีคุณธรรมในการอยู่ร่วมกับผู้อื่นเข้ากับผู้อื่นได้รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเราคุณธรรมหลายๆอย่างในตัวเราจะเจริญงอกงามขึ้นได้จากการทำหน้าที่ของกัลยาณมิตรนี่เอง  ใจเป็นธาตุสำเร็จความสำเร็จอยู่ที่ใจ ใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว ทุกอย่างสำเร็จได้ด้วยใจ

   ดังนั้นจากคำกล่าวข้างต้นจะทำให้เราตระหนักได้ว่า จิตใจมีความสำคัญต่อบุคคลเป็นอย่างมาก เพราะถ้าใจสู้ ใจมีความอดทนมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าทุกอย่างย่อมเกิดขึ้นได้เราในฐานะผู้ทำหน้าที่กัลยาณมิตรจึงควรฝึกจิตเสมอๆ โดยการนั่งสมาธิเพื่อให้จิตมีพลัง ที่จะไปยกระดับจิตใจเพื่อนร่วมโลกทั้งหลายให้สูงขึ้นได้

 

 

จากหนังสือ DOU
วิชา SB 101 วิถีชาวพุทธ