ยอดหญิงหัวใจเด็ด เพชรยังแพ้ !!!

วันที่ 25 กค. พ.ศ.2558

 

ยอดหญิงหัวใจเด็ด เพชรยังแพ้ !!!

 

ยอดหญิงหัวใจเด็ด เพชรยังแพ้ !!! 

นิตยา เอกโอฬารวงศ์ เป็นพนักงาน บริษัทเอกชนแห่งหนึ่งค่ะ    

                ลูกเกิดในครอบครัวที่พ่อแม่มีลูกมากถึง 10 คน  และด้วยความที่บ้านเราไม่ได้รวยมาก ลูกจึงต้องช่วยแม่ทำงานตั้งแต่เล็ก โดยมัดถุงพุทราส่งให้เขาขายก่อนที่จะไปโรงเรียน และพอกลับจากโรงเรียนก็ต้องมามัดถุงพุทราอีกจนถึง 2 ทุ่ม ซึ่งกว่าจะได้ทำการบ้านก็ดึกดื่นทุกคืน หนำซ้ำพออายุ 13 ขวบ ก็ต้องออกหางานทำจริงๆจังๆ เพื่อเลี้ยงตัวเอง และส่งเงินช่วยแม่ หลวงพ่อคะ..แม้ลูกจะอายุแค่ 13 ขวบ ก็ไม่ใช่ทำงานวันละแค่ชั่วโมงสองชั่วโมงนะคะ แต่ต้องเริ่มทำงานตั้งแต่ 7 โมงเช้า เลิก 4 ทุ่มเกือบทุกวัน  
                 ลูกใช้ชีวิตวนเวียนอยู่อย่างนี้เรื่อยมา จนกระทั่งได้เข้าวัดพระธรรมกายในปี 2538 และก็มาเป็นอาสาสมัครประจำแผนกบุญสถานช่วยงานวัดทุกวันเสาร์-อาทิตย์ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ลูกเข้าใจและซาบซึ้งในบุญทุกบุญ โดยเฉพาะบุญทอดกฐิน เพราะแต่ละปี ลูกได้พยายามเก็บเงินจากน้ำพักน้ำแรงที่หามาด้วยความยากลำบากนี้ ทำบุญเป็นประธานกองในระดับ 2-3 S มาโดยตลอด 

               จนกระทั่งประมาณปี 2541 หลังจากที่ลูกได้รับพระของขวัญจากหลวงพ่อ และได้ฟังเพลงให้โอกาสฉันเสียที ทำให้น้ำตาลูกไหล และคิดว่า..เราอยากถวายเวลาและปัจจัยให้มากที่สุด เพื่อให้งานพระศาสนาทุกโครงการของหลวงพ่อสำเร็จเร็วๆ และอยากให้หลวงพ่อได้ไปทำวิชชาอย่างปลอดกังวล 

 

 

ด้วยเหตุนี้ ลูกจึงเกิดความคิดขึ้นว่า..

ครั้งหนึ่งในชีวิตเราต้องเป็นประธานกองกฐินระดับ M ให้ได้            

             แต่ ณ เวลานั้นก็ได้แค่คิดค่ะ เพราะมนุษย์เงินเดือนที่จบแค่ ม.ศ.3 จะเอาเงิน M มาจากไหน  แต่ลูกก็ไม่หมดหวัง เพราะหากลูกอดทนรอเวลา และขยันทำงานในบริษัทจนลูกอายุครบ 55 ปี หลังจากลูกเกษียณทางบริษัทก็จะยกเงินที่สะสมให้ลูกมานานถึง 43 ปีให้เกือบ M พอดี เพื่อเอาไว้เลี้ยงชีวิตในบั้นปลายยามที่ลูกทำงานไม่ไหวแล้ว ซึ่งลูกคิดว่า..จะเอาเงินตรงนี้แหละค่ะ มาเป็นประธานกองกฐิน 

              จากนั้นลูกก็ได้แต่เร่งวันเร่งคืน อดทนขยันทำงาน และคิดวนเวียนในใจตลอด 17 ปีว่า..ชาตินี้..เราต้องเป็นประธาน M ให้ได้  และ ณ ตอนนี้ ลูกอายุครบ 55 ปีแล้วค่ะ ซึ่งลูกก็ขอยืนยันคำเดิมไม่เปลี่ยนแปลง คือ ขอเอาเงินก้อนสุดท้ายที่จะใช้เลี้ยงชีวิตบั้นนปลายนี้ มาเป็นประธานกองกฐิน M แรกของชีวิต  ซึ่งเงินก้อนนี้มันเป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่เหลือเกิน เพราะมันหมายถึงชีวิตลูกทั้งหมด หลายคนอาจสงสัยว่า..ทำไมลูกจึงกล้าตัดสินใจเช่นนี้ เพราะนับจากนี้ไป หากเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตจะทำอย่างไร..?..

              ซึ่งลูกขอถอดใจพูดตรงนี้เลยนะคะว่า ลูกไม่กลัวและไม่กังวลเลยค่ะ ตรงกันข้ามกลับปลื้มจนไม่รู้จะบรรยายอย่างไรถูก ที่ครั้งหนึ่งในชีวิตของคนจนๆอย่างลูก สามารถทำบุญ M กับเขาได้

               เพราะถ้าลูกเอาเงินไปฝากธนาคารไว้ แล้วถ้าวันพรุ่งนี้เกิดตายขึ้นมา ลูกก็อดใช้เงินทันที และถ้าลูกไม่ตัดสินใจทำบุญใหญ่อะไรสักอย่างเพื่อรื้อผังจนให้ตัวเอง ชาติหน้าลูกก็ต้องเกิดมาจนและลำบาก วนๆ ซ้ำๆ อยู่อย่างนี้อีกไปทุกชาติ คือ ไม่มีใครอยากเกิดมาจนทุกชาติหรอกค่ะ เพราะไม่สะดวกในการสร้างบารมีเลย 

               ดังนั้นลูกจึงสวมหัวใจเด็ดแกร่งดั่งเพชร  เพื่อรื้อผังจนให้หมดสิ้นไป พอฟังกันมาถึงตรงนี้ ก็อย่าเพิ่งอ้าปากค้างนะคะ เพราะลูกอยากจะให้ทุกคนสูดหายใจลึกๆและฟังให้ชัดๆว่า..

                สิ่งที่ลูกทำ..ไม่โอเวอร์เกินไปเลย เหมือนอย่างในอดีตชาติของพระมหากัสสปะ  ในชาติที่ท่านเกิดเป็นพราหมณ์ (จูเฬกสาฎกพราหมณ์สองสามีภรรยา) ที่เกิดมายากจนมากถึงขนาดมีผ้าห่มที่ใช้คลุมกายเพียงผืนเดียวเท่านั้น ทำให้เวลาจะออกไปฟังธรรมจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ต้องผลัดกันไป เพราะต้องผลัดกันใช้ห่มคลุมกาย  และด้วยความยากจนเข็ญใจมากถึงขนาดนี้นี่เอง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงเป็นกัลยาณมิตรให้ โดยทรงยอมเทศน์ถึงเช้า เพื่อให้พราหมณ์ยอมทำทานสละผ้าห่มคลุมกายที่มีอยู่เพียงผืนเดียวมาถวาย 

                 จากเหตุการณ์นี้ อยากให้ช่วยกันคิดต่อว่า การที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทำอย่างนี้ เป็นเพราะท่านอยากได้ผ้าผืนเก่าๆ ที่ผ่านการใช้มาแล้วของพราหมณ์หรือเปล่า ??  

คำตอบคือ เปล่าเลย !!! แต่ท่านอยากให้พราหมณ์สละความตระหนี่ออกจากใจ เพื่อให้บุญนี้ไปแก้ผังจนของพราหมณ์คู่นี้ แล้วในที่สุด..อานิสงส์นี้ ก็พลิกชีวิตพราหมณ์จนรวยอัศจรรย์ทันตาเห็นในชาตินั้น 

สุดท้ายนี้..อยากให้ทุกคนมีสักครั้งหนึ่งในชีวิต ที่จะเป็นประธานกองกฐินค่ะ