วธกปจฺจุปฏฺฐานโต ระลึกโดยปรากฏเหมือนเพชฌฆาต

วันที่ 28 กค. พ.ศ.2558

 

วธกปจฺจุปฏฺฐานโต ระลึกโดยปรากฏเหมือนเพชฌฆาต

            ผู้ปฏิบัติพึงระลึกว่า เพชฌฆาตคิดว่าจะตัดศีรษะคนผู้นี้ ถือดาบจ่อที่คอ ยืนประชิดตัวอยู่ฉันใด แม้ความตายก็ปรากฏฉันนั้นเหมือนกัน เพราะเหตุใด เพราะความตายมาพร้อมกับความเกิด และเพราะความตายคร่าเอาชีวิตไปอุปมาเหมือนดอกเห็ด ย่อมพาเอาฝุ่นติดหัว ขึ้นมาด้วยฉันใด สัตว์ทั้งหลายก็พาเอาความแก่และความตายเกิดมาด้วยฉันนั้น

            แท้ที่จริงแล้วสัตว์ทั้งหลายได้ชื่อว่าแก่ตั้งแต่เกิด คือ เริ่มตั้งแต่ปฎิสนธิจิตเกิดขึ้น ก็เริ่มแก่ตั้งแต่ตอนนั้น แล้วก็แตกดับไปพร้อมกับสัมปยุตขันธ์ (ขันธ์ที่เกิดร่วมด้วย) ดังศิลาตกจากยอดเขาแตกไปฉะนั้น แม้แต่มรณะที่ท่านประสงค์เอาในมรณสตินี้ ก็จัดว่ามาพร้อมกับความเกิด เพราะความที่สัตว์ผู้เกิดมาแล้ว ต้องตายเป็นแน่ เพราะเหตุนั้น สัตว์นี้นับตั้งแต่เวลาที่เกิดแล้วก็บ่ายหน้าสู่ความตายไปไม่กลับเลยแม้แต่น้อย เปรียบเหมือนดวงอาทิตย์ที่ขึ้นแล้ว ย่อมบ่ายหน้า สู่ความตกเพียงอย่างเดียว ไม่ได้โคจรย้อนกลับแม้สักหน่อยหนึ่ง หรือเหมือนลำธารที่ไหลลงจากภูเขามีกระแสเชี่ยวพัดพาเอาสิ่งที่มันจะพาไปได้ให้ไหลรุดหน้าไปท่าเดียว ไม่ได้ไหลย้อนกลับ แม้สักนิดฉะนั้น เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า

 

“    สัตว์อยู่ในครรภ์เพียงคืนเดียวแม้เป็นคืนแรก ย่อมบ่ายหน้าไปสู่ ความตาย

เหมือนเมฆฝนตั้งขึ้นแล้ว ก็ย่อม เคลื่อนไปเรื่อยไป ไม่หวนกลับ”

 

            ก็เมื่อสัตว์นั้นบ่ายหน้าไปอยู่อย่างนั้น ความตายย่อมใกล้เข้ามาทุกที ดุจความแห้งไปแห่งน้ำในลำน้ำน้อยทั้งหลายที่ถูกแดดแผดเผาในฤดูร้อน และเหมือนการหล่นในเวลาเช้าของผลไม้ที่สุกแล้วอันเนื่องมาจากมีขั้วอันน้ำซึมซาบแล้ว เหมือนความแตกแห่งภาชนะดินทั้งหลายที่ถูกทุบด้วยค้อน และเหมือนความเหือดหายไปแห่งหยาดน้ำค้างที่ต้องแสงของดวงอาทิตย์ฉะนั้น เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสและเหล่าพระอรหันต์ทั้งหลายจึงกล่าวไว้ว่า

“    วันและคืนย่อมล่วงไปๆ ชีวิตย่อมดับไป อายุของสัตว์ทั้งหลายย่อมสิ้นไป เหมือนน้ำในแม่น้ำน้อย”3)

“    ชีวิตของสัตว์ทั้งหลายในโลกนี้ ไม่มีเครื่องหมาย ใครๆ รู้ไม่ได้ ทั้งลำบาก ทั้งน้อย และประกอบด้วยทุกข์สัตว์ทั้งหลายผู้เกิดแล้ว จะไม่ตายด้วยความพยายามอันใด ความพยายาม อันนั้นไม่มีเลย แม้อยู่ได้ถึงชราก็ต้องตายเพราะสัตว์ทั้งหลายมีอย่างนี้เป็นธรรมดา

ผลไม้สุกงอมแล้ว ชื่อว่าย่อมมีภัยเพราะจะต้องร่วงหล่นลงไปในเวลาเช้า ฉันใด สัตว์ทั้งหลายผู้เกิดแล้ว ชื่อว่าย่อมมีภัยเพราะจะต้องตายเป็นนิตย์ ฉันนั้น

ภาชนะดินที่นายช่างทำแล้วทุกชนิดมีความแตกเป็นที่สุด แม้ฉันใด ชีวิตของสัตว์ทั้งหลาย ก็ฉันนั้น ทั้งเด็ก ทั้งผู้ใหญ่ ทั้งคนเขลา ทั้งคนฉลาด ล้วนไปสู่อำนาจของมฤตยู มีมฤตยูเป็น ที่ไปในเบื้องหน้าด้วยกันทั้งหมด”4)

“    อายุของมนุษย์ทั้งหลาย ก็เหมือนน้ำค้างบนยอดหญ้า พอดวงอาทิตย์ขึ้นก็เหือดแห้งไป”5)

 

            ความตายมาพร้อมกับการเกิด ดุจเพชฌฆาตที่เงื้อดาบอยู่ฉะนี้ อนึ่งมรณะนั้นย่อมคร่าชีวิตไปท่าเดียว เมื่อคร่าเอาไปแล้วก็มิได้ปล่อยให้กลับ ดุจเพชฌฆาตนั้นจ่อดาบที่คอ จะฟันลงเป็นแน่ เพราะเหตุนั้นมรณะจึงชื่อว่าปรากฏดุจเพชฌฆาตผู้เงื้อดาบ เพราะมาพร้อมกับการเกิดและเพราะคร่าเอาชีวิตไปด้วยประการหนึ่ง นักปฏิบัติพึงระลึกถึงความตาย โดยอาการปรากฏดุจเพชฌฆาตดังกล่าวมาแล้วนี้

 

------------------------------------------------------------------------

3) ขุททกนิกาย เถรคาถา, มก. เล่มที่ 51 หน้า 61.
4) ขุททกนิกาย สุตตนิบาต, มก. เล่มที่ 47 ข้อ 380 หน้า 557.
5) ขุททกนิกาย จริยาปิฎก, มก. เล่มที่ 74 หน้า 376.1

 สมถกัมมัฏฐาน 40 วิธี