นับ 10 ให้ถึง 0

วันที่ 04 สค. พ.ศ.2558

 

นับ 10 ให้ถึง 0 


    พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า “ นตฺถิ โทสสโม กลิ ” แปลว่า “ โทษใดเสมอด้วยความโกรธไม่มี ” แสดงว่าความโกรธนี้มีโทษมากที่สุด คนเราพอโกรธขึ้นมาจะทำอะไรโดยไม่คิดหน้าคิดหลัง พอโกรธจัดทำได้แม้กระทั่งสิ่งที่ตัวเองก็ยังคาดไม่ถึง แล้วพอความโกรธคลายลงก็ได้แต่มานึกเสียใจภายหลัง 


กิเลส 3 ตระกูล
    “ กิเลสตระกูลราคะ ” เกิดง่ายหายช้าแต่มีโทษน้อย ที่ว่ามีโทษน้อยก็อย่าเพิ่งคิดว่าจะไม่มีปัญหา ยกตัวอย่างชายหนุ่มเจอหญิงสาวแล้วถูกใจกัน พัฒนาความสัมพันธ์ไปอย่างรวดเร็ว เกิดขึ้นง่ายและหายช้าแต่มีโทษน้อย โดยมีความผูกพนธ์กันอยู่ในใจ เทวดาก็ยังมีความชอบในเพศตรงข้าม เทพบุตรก็ชอบเทพธิดา เป็นต้น
    “ กิเลสตระกูลโมหะ ” คือความหลง เมื่อเกิดแล้วหายช้าแต่ว่ามีโทษเรื้อรัง ไม่ได้เกิดปุบปับขึ้นมาทันที
    “ กิเลสตระกูลโทสะ ” เกิดง่ายหายเร็วแต่มีโทษมาก พอเพลิงโทสะโหมขึ้นมาในใจใครเขาก็จะอาละวาด พูดทำได้สารพัดเพื่อให้สะใจ คือโทสะนั้นมีโทษมากแต่จางหายเร็วกว่าโมหะและราคะ แต่ระหว่างที่บันดาลโทสะนั้นมีโทษและมีความรุนแรงมาก


เหตุเกิดเพราะความโกรธ
    มีแม่บ้านสิงคโปร์คนหนึ่งอายุ 30 กว่าปี อยู่กินกับสามีมานาน 10 กว่าปี อยู่มาวันหนึ่งก็มีคนมาบอกว่า ตอนนี้สามีตนเองแอบไปมีภรรยาน้อย เจ้าตัวรู้สึกผิดสังเกตและสงสัยอยู่แล้วว่าทำไมพักนี้พ่อบ้านกลับบ้านผิดเวลาบ่อยๆ แถมยังเปลี่ยนรถคันใหม่ และแต่งตัวโฉบเฉี่ยวดูดีผิดปกติ พอมีคนมาเล่าให้ฟังเท่านั้นเองก็คิดว่าใช่แน่ๆ สามีทำธุรกิจขายรถมือสอง แม่บ้านจึงรีบไปหาค้อนปอนด์แล้วบุกไปที่เต็นท์รถของสามี ไปถึงไม่พูดพล่ามทำเพลงเอาค้อนปอนด์ทุบกระจกรถบ้าง กระโปรงรถบ้างรวดเดียว 18 คัน ความโกรธถึงคลายลง นี่แค่ระบายความโกรธถึงขึ้นทุบรถไป 18 คันรวด คิดแต่ว่าลุยก่อนแล้วค่อยคุยกันทีหลัง พอทำลายข้าวของเสร็จเรียบร้อย ถึงรู้ว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งหมดเป็นเงินประมาณ 6 หมื่นเหรียญ คิดเป็นเงินไทยก็ประมาณ 2 ล้านบาท พอแม่บ้านรู้ยอดค่าเสียหายเท่านั้นเองเป็นลมล้มพับทันที 


    ระหว่างที่โกรธไม่คิดหน้าคิดหลังจึงอาละวาดไปสุดฤทธิ์ สุดเดช แต่พอความเสียหายเกิดขึ้นตามมาก็รู้สึกเสียใจ เขาว่าคนกำลังโกรธฆ่าคนได้ โกรธปุบปับขึ้นมาบางคนฆ่าบุคคลอันเป็นที่รัก ฆ่าพ่อฆ่าแม่ โกรธจัดๆ ฆ่าตัวเองก็ทำได้ แล้วต้องมานึกเสียใจภายหลังทั้งนั้น
    ในกรณีที่คนเกิดบันดาลโทสะจนสร้างความเสียหายใหญ่โต ถูกตำรวจจับติดคุกดำเนินคดีก็มีไม่น้อย ทั้งหมดนั้นเกิดขึ้นจากความโกรธที่เรียกว่า อารมณ์ชั่ววูบ หรือบันดาลโทสะ แล้วตัวเองก็ต้องมานั่งเสียใจ


เรื่องเล่าบันดาลโทสะ
            สมัยเรียนอยู่ที่คณะแพทย์ฯ อาตมภาพมีเพื่อนนิสิตคนหนึ่งเขาพักอยู่หอพักเอกชนกับพี่ชาย วันหนึ่งอาตมภาพได้ทราบข่าวว่าเพื่อนคนนี้เกิดเรื่องชกต่อย จึงถามเขาว่าเกิดอะไรขึ้น เพื่อนเล่าให้ฟังว่าเขาพักอยู่หอพักชั้น 3 พอเดินขึ้นบันได ถัดไปประมาณ 5-6ห้อง ก็จะถึงห้องของตัวเอง ในตึกนี้มีครอบครัวหนึ่งมีภรรยากำลังตั้งท้อง สามีก็เชิงนักเลงชอบยืนกอดอกมองเขาตรงเชิงบันได
            ด้วยความที่เพื่อนยังเป็นวัยรุ่นแถมยังเป็นนักกีฬาตัวสูงใหญ่ พอเขาเดินขึ้นบันไดมาเห็นมีคนยืนจ้องหน้า เขาจึงจ้องหน้ากลับแล้วเดินเลยไปยังห้องของตัวเอง ปรากฏว่าพอนักเลงคนนั้นถูกจ้องหน้ากลับบ้างก็โกรธ ไปพาพวกมาเคาะประตูห้องเพื่อน พอเปิดประตูรับเท่านั้นเองกำปั้นก็ลอยมาก่อนเลย หนุ่มนักเลงคนนั้นพาเพื่อนรักบี้ตัวใหญ่มาอีก 2 คน พอมาถึงก็รุมต่อยไม่ยั้ง เพื่อนอาตมภาพแหวกหลุดออกจากห้องมาได้ก็ลงมาข้างล่างยืนงงๆ แล้วร้องเรียกให้คนช่วย ส่วนพี่ชายที่พักอยู่ในห้องเดียวกันยังถูกรุมอยู่ด้านบน จนสักพักพี่ชายเดินโซซัดโซเซลงมาจากตึก นักเลงคนนั้นกับพวกรวมกัน 3 คน รุมทำร้ายเขาจนหนำใจแล้วก่อนกลับยังขับรถเฉี่ยวพี่ชายอีก


            เพื่อนของอาตมภาพรีบบอกให้ทางบ้านที่จังหวัดเพชรบุรีรู้ข่าว พอพ่อแม่รู้ว่าลูกชายทั้งสองคนถูกรุมทำร้ายก็โกรธมากจึงเข้าแจ้งความกับตำรวจ จากนั้นก็เอามือปืนมาดูหน้าดูตาฝ่ายตรงข้าม คิดไว้ว่าจะสั่งยิงให้หายแค้น พอขึ้นโรงพักฝ่ายภรรยาของนักเลงคนนั้นที่กำลังตั้งท้องเห็นมือปืนหน้าเหี้ยมเกรียมก็กลัว เข้าไปกราบขอร้องพ่อแม่เพื่อนของอาตมภาพ สุดท้ายพ่อแม่เขาคงคิดได้ว่าลูกยังเรียนหนังสือทั้งคู่จะหมดอนาคต จึงไม่ใช้ปืนแต่ดำเนินคดีไปตามกฏหมาย
             สุดท้ายหนุ่มนักเลงคนนั้นถูกลงโทษจำคุก เสียประวัติเพราะจะมีประวัติอาชญากรติดตัวว่าเคยติดคุกติดตาราง เพียงเพราะอารมณ์ชั่ววูบไม่ทันได้คิดหน้าคิดหลังก็เสื่อมเสียไปตลอดทั้งชาติพาพวกไปรุมต่อยเขาทั้งที่อาศัยอยู่ใกล้กันแค่นั้น แล้วตัวเองก็มีภรรยาที่กำลังตั้งท้องอยู่ ไปทำร้ายเขาแล้วจะหนีไปไหนพ้น เพียงเพราะโกรธที่เขามองหน้าตัวเองเท่านี้ ไม่ทันได้คิดว่าจะเกิดผลเสียตามมาภายหลัง ลุยก่อนเลยแล้วก็มานึกเสียใจภายหลัง เกิดเป็นปัญหาทำให้ชีวิตภายภาคหน้าลำบาก


โทษใดเสมอด้วยความโกรธไม่มี
                มีอีกหนึ่งตัวอย่างที่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา ชายคนหนึ่งขับรถอยู่บนท้องถนน ปรากฏว่ารถเกิดเสียกลางทางจึงรู้สึกโกรธ พอหงุดหงิดขึ้นมาก็คว้าปืนอาก้าออกมาจากรถแล้วกราดยิงรถตัวเองจนกระสุนหมดแม็กกาซีน พอรู้สึกสะใจก็คลายโกรธลงมาหน่อย จึงค่อยโทรตามอู่มาลากรถของตัวเองไปซ่อม เพราะความโกรธรถโดนกระสุนเจาะเข้าไป 30 นัด เสียทั้งเงินเสียทั้งเวลา ตัวเองเดือดร้อนได้เพียงความสะใจ


            พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า “ โทษใดเสมอด้วยความโกรธไม่มี ” จริงๆ เชื้อโกรธนั้นมีกันทุกคนเพราะมนุษย์ยังไม่หมดกิเลส จะตัดความโกรธได้ต้องบรรลุขั้นพระอนาคามีขึ้นไป เอาเป็นว่าเราต้องฝึกให้ความโกรธอยู่ในเกณฑ์ที่ควบคุมได้อย่าให้ล่วงเลยไปก่อความเสียหายแก่ตัวเราและผู้อื่น
            มีคราวหนึ่งพระอินทร์กราบทูลถามพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า “ พระพุทธเจ้าข้า บุคคลฆ่าอะไรเสียได้จะนอนเป็นสุข ฆ่าอะไรเสียได้จะไม่เศร้าโศก พระมหาสมณะโคดมทรงสรรเสริญการฆ่าอะไร ” พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตอบว่า “ บุคคลฆ่าความโกรธเสียได้จะนอนเป็นสุข ” ถ้ากำลังโกรธอยู่ก็หลับไม่ลง มันหงุดหงิดพลุ่งพล่านไปหมด เมื่อชำระความโกรธออกจากใจได้เราก็หลับสบาย นอนหลับอย่างมีความสุข บุคคลฆ่าความโกรธได้ย่อมไม่เศร้าโศก อาการเผือดใจแห้งใจก็จะหายไป
พระอริยเจ้าทั้งหลายทรงสรรเสริญการฆ่าความโกรธ ซึ่งมียอดหวานแต่มีรากเป็นพิษ และออกผลมาเป็นความทุกข์ในที่สุด คือตอนกำลังโกรธถ้าได้ทำอะไรให้ตัวเองรู้สึกสะใจ เช่น คิดว่า “ แหม...บังอาจนอกใจเรา ” จึงคว้าค้อนปอนด์ทุบรถ 18 คันรวดแบบนี้มันรู้สึกสะใจ หรืโกรธรถตัวเองจึงคว้าปืนอาก้าขึ้นมายิงกราดรถ 30 นัด มันรู้สึกสะใจดี อย่างนี้เรียกว่า “ มียอดหวานแต่มีรากเป็นพิษ และออกผลเป็นความทุกข์ ” ทำให้เรามีปัญหามากมายตามมา เพราะฉะนั้นเราต้องแก้ความโกรธด้วยการ “ ตัดไฟต้นลม ” มีหลักการง่ายๆ คือคนที่กำลังโกรธนั้นมีสาเหตุมาจากความผิดหวัง รู้สึกว่าไม่ได้ดั่งใจ พอผิดหวังก็เกิดอาการโกรธแล้วก็ลุยเลย ยกตัวอย่าง คนที่อยากจะเข้าห้องแต่เข้าไม่ได้เพราะมีกำแพงกั้นอยู่ พอโกรธก็คว้าค้อนปอนด์ทุบกำแพงเสียเลย


            พอเกิดปัญหาขึ้นให้เราตรวจสอบตัวเองก่อนว่า จริงๆแล้วเราต้องการอะไร แล้วตรวจสอบอีกฝ่ายว่าเขาต้องการอะไร ทำไมเขาถึงทำอย่างนั้น เรียกว่า “ รู้เขา รู้เรา ” พอเราเข้าใจตัวเองและเข้าใจอีกฝ่ายแล้วเราก็จะพบทางออกว่า ควรทำอย่างๆรให้เขาปรับให้ตรงกับที่เราต้องการได้ เรียกง่ายๆ ว่า จะทำอย่างไรถึงจะปรับความต้องการของทั้งสองฝ่ายให้มาพบกันครึ่งทางได้ เมื่อเราเข้าห้องที่มีกำแพงกั้นไม่ได้ แทนที่จะคว้าค้อนปอนด์ทุบกำแพงออก ก็ให้สำรวจว่าประตูอยู่ตรงไหน การ “ รู้เขารู้เรา ” คือกุญแจไขประตูหัวใจ พอพบประตูเราก็เข้าห้องได้อย่างสบายๆ เข้าไปนั่งอยู่กลางใจเขาโดยไม่ต้องเอาค้อนปอนด์ทุบผนังห้องให้เสียหายเลย ดังนั้น เราต้องเข้าใจความต้องการของตัวเองอย่างชัดเจนก่อนว่า จริงๆ แล้วเราอยากได้อะไร และที่เราขัดใจจนโกรธนั้นมันคืออะไรกันแน่ พอตรึกตรองให้ดีความโกรธมันจะลดหายไปในที่สุด อย่าลืมความจริงข้อที่ว่า พวกเราทุกคนต่างก็เวียนว่ายตายเกิดมานับภพนับชาติไม่ถ้วน ต่อให้ในชาตินี้เรากับเขาไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกันเลย หรือเป็นคู่แค้นกันอยู่ ภพใดภพหนึ่งในอดีตเขาอาจจะเคยเป็นพ่อเป็นแม่ หรือเป็นลูกของเรามาก่อนเคยเป็นบุคคลที่เรารักยิ่งมาก่อน แต่เราลืมไปแล้วเท่านั้นเอง พอคิดได้อย่างนี้แล้วความปราถนาดีก็จะเกิดขึ้น และความรู้สึกอยากทำลายเขาก็จะคลายลง ให้เราตั้งสติ รู้เขารู้เราให้ได้ สุดท้ายเราจะเปลี่ยนแปลงความโกรธเป็นความเข้าใจและสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างราบรื่นในที่สุด

--------------------------------------------------------------------

" หนังสือ เนรมิต จิตใจ "
ปลดล็อกความเครียด รู้ทันความเสื่อม สร้างสุข สลัดทุกข์หยุดโกรธ
โดยพระมหาสมชาย ฐานวุฑโฒ

 

สิ่งดีๆมีไว้แบ่งปัน อะไรดีๆมีอีกเยอะ กด Like facebook กัลยาณมิตร