เด็กไทยใครว่าโง่

วันที่ 21 สค. พ.ศ.2558

 

เด็กไทยใครว่าโง่


            วันนี้ได้รับอาราธนาให้พูดถึงเรื่อง เด็กไทยใครว่าโง่ จริงๆแล้วคนไทยไม่โง่เลย อาตมภาพคิดว่า ประเด็นสำคัญอยู่ที่ความวิริยะ อุตสาหะในการฝึกฝนอบรมตนเอง ถ้าใครมีความพากเพียรพยายามเพียงพอ รู้จักสร้างโอกาสให้กับตัวเอง รู้จักใช้โอกาสที่มาถึงให้เกิดประโยชน์เต็มที่ เขาจะพัฒนาตัวเองได้อย่างมาก แล้วชีวิตจะประสบความสำเร็จ
            อาตมภาพรู้จักนักศึกษาไทยคนหนึ่งในประเทศญี่ปุ่น ตอนอยู่ประเทศไทยเขาเรียนจบทางด้านสาธารณสุขมาจากวิทยาลัยพลศึกษาจากนั้นด้วยความที่เป็นคนรักในการฝึกตัวเอง เขาขวนขวายฝึกภาษาอังกฤษ และหาทางสอบชิงทุนรัฐบาลญี่ปุ่น ซึ่งข้อสอบเป็นภาษาอังกฤษถามความรู้ทั่วไป เมื่อใช้ภาษาอังกฤษได้ดีจึงสอบได้ทุนไปเรียนที่ประเทศญี่ปุ่น
            หลังจากที่เรียนภาษาที่ประเทศญี่ปุ่นไปได้ประมาณ 6 เดือนกระทรวงศึกษาญี่ปุ่นก็ส่งไปเรียนด้านพลศึกษาที่มหาวิทยาลัยจังหวัดนีงาตะ ซึ่งในความเป็นจริงนักศึกษาคนนี้ แม้จะจบการศึกษาจากวิทยาลัยพลศึกษา แต่เรียนมาด้านสาธารณสุขหากเป็นคนอื่นอาจจะอยู่ในภาวะจำยอมเพราะถูกเขาส่งไปแล้ว และในการรับทุนรัฐบาลญี่ปุ่นนั้น การจะเปลี่ยนมหาวิทยาลัยเป็นเรื่องใหญ่ ยากมาก และอาจจะทำให้ถูกตัดทุนได้


            แต่นักศึกษาคนนี้ไม่ยอมจำนนต่อภาวะที่ตนเองประสบอยู่ เขาอยู่ที่นั่นไปประมาณสัก 2-3 เดือน ก็รู้ว่านี่ไม่ใช่สิ่งที่ตนเองต้องการศึกษา จึงพยายามหาข้อมูลมหาวิทยาลัยที่มีการสอนสาขาสาธารณสุขที่ดีที่สุดหาศาสตราจารย์ที่เก่งที่สุด และดั้นด้นเดินทางจากจังหวัดนีงาตะเข้ากรุงโตเกียว ทั้งที่เพิ่งไปญี่ปุ่นได้ 8-9 เดือน ภาษาญี่ปุ่นก็เพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น เขาตรงดิ่งไปที่คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยโตเกียว มหาวิทยาลัยโตเกียว ก็คือมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งของประเทศญี่ปุ่น คณะแพทย์ก็เป็นคณะที่สอบเข้ายากที่สุด ซึ่งคณะแพทย์นั้นก็มีอยู่ 2 สาขา คือ 1) สาขาแพทยศาสตร์โดยตรง 2) สาขาสาธารณสุขเขาก็ไปพบศาสตราจารย์ เพื่อแนะนำตัวเองและต้องการศึกษาทางด้านสาธารณสุข ใคร่ขอความเมตตาท่านศาสตราจารย์ช่วยรับเป็นที่ปรึกษาให้ด้วย ทั้งหมดนี้เขากระทำด้วยความสุภาพอ่อนน้อม ถ่อมตน แม้ภาษายังไม่เก่งก็อาศัยการเตรียมตัวที่ดี ตระเตรียมเนื้อหาคำพูดที่จะใช้ไว้ล่วงหน้ามีการซักซ้อมอย่างดี ศาสตราจารย์ท่านนั้นเห็นถึงความตั้งใจจริงว่าเด็กคนนี้ดูกิริยามารยาทเรียบร้อย และทั้งที่เป็นผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่พบภาวะยากลำบากอย่างที่เล่ามา ยังไม่ยอมแพ้ พยายามขวนขวายหาช่องทางทุกอย่าง แสดงว่าเป็นคนฮึดสู้ใช้ได้ทีเดียว ถ้ารับไว้น่าจะเรียนไหว จึงเกิดเมตตารับเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาให้ นักศึกษาไทยคนนี้จึงสามารถย้ายมหาวิทยาลัยได้สำเร็จ จากมหาวิทยาลัยพละบ้านนอก เข้ามาเรียนมหาวิทยาลัยโตเกียว พอผ่านไปอีกปีก็สอบเข้าปริญญาโทได้ เรียนจบโทก็ต่อปริญญาเอกแล้วสู้จนกระทั่ง จบปริญญาเอก ทำงานมีรายได้คิดเป็นเงินไทยเดือนหนึ่งก็หลายแสนบาท


            จากเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ซึ่งหากไม่คิดจะหาโอกาสหาช่องทางให้ตัวเองแล้ว ก็คงเป็นเหมือนบัณฑิตจบใหม่ทั่วไปที่มีอยู่มากมาย แต่เมื่อฮึดสู้อย่างนี้ ก็สามารถจบปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งของประเทศญี่ปุ่น และถือเป็นอันดับหนึ่งของเอเชียได้ เพราะรู้จักสร้างโอกาสให้กับตัวเอง แล้วใช้โอกาสที่มาถึงให้เกิดประโยชน์อย่างเต็มที่ ทุกคนก็สามารถประสบความสำเร็จในชีวิตได้เช่นกัน ถ้ามีวิริยะอุตสาหะเพียงพอ เราจะพบว่า หนทางไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ อาจพบอุปสรรคที่ไม่คาดฝันตลอดเวลา แต่ขอให้ไม่ยอมแพ้ไม่ยอมจำนนให้ฮึดสู้เท่านั้น ก็จะประสบความสำเร็จได้

 

----------------------------------------------------------------------------------

หนังสือ " ทันโลกทันธรรม 1  "

พระมหาสมชาย ฐานวุฑฺโฒ

 

สิ่งดีๆมีไว้แบ่งปัน อะไรดีๆมีอีกเยอะ กด Like facebook กัลยาณมิตร