สมองกับใจ

วันที่ 21 สค. พ.ศ.2558

 

สมองกับใจ


            มีหลายท่านสงสัยว่าสมองกับใจคือสิ่งเดียวกันหรือไม่ อาตมภาพก็เคยได้รับคำถามนี้บ่อยๆ มีอยู่คราวหนึ่งมีนายแพทย์ชาวอินเดียได้มาหาที่วัด แล้วถามว่าสมองกับใจเป็นสิ่งเดียวกันไหม ได้ตอบเขาไปว่า ไม่ใช่ เป็นคนละอย่างกัน สมองเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย แต่ใจเป็นของละเอียดที่แยกต่างหากออกมา และคอยบังคับบัญชาการทำกิจต่างๆของกายอย่างที่มีการกล่าวไว้ว่า ใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว สองเป็นส่วนหนึ่งของกายก็เลยเป็นบ่าวไปด้วย โดยมีใจเป็นนายคอยกำกับการทำงานของสมองอยู่ สมองเป็นเพียงเครื่องมือของใจ


            นายแพทย์ชาวอินเดียท่านนั้นก็เป็นนักวิทยาศาสตร์ ไม่ยอมเชื่ออะไรง่ายๆ เขาจึงถามต่อว่า รู้ได้อย่างไรว่าสมองกับใจเป็นคนละส่วนกัน จึงต้องอธิบายให้เขาฟัง เนื่องจากเขาเป็นนักการแพทย์จึงอธิบายแบบแพทย์ โดยถามเขาว่า เวลาเรามองเห็นสิ่งต่างๆ จะเป็นดอกไม้หรือภาพวิวทิวทัศน์ เรามองเห็นเพราะอะไร เรื่องนี้เขาตอบได้สบายเลยเพราะเป็นนักการแพทย์ เขาบอกว่า เป็นเพราะมีแสงไปตกกระทบ สิ่งนั้นแล้ววิ่งมาเข้าตาเรา พอแสงเข้าตาเราก็จะผ่านเลนส์ตาแล้วไปตกที่เรติน่า คือจอรับภาพซึ่งอยู่ด้านหลังของกระบอกตา เสร็จแล้วแสงก็จะถูกเปลี่ยนเป็นสัญญาณประสาท วิ่งไปตามเส้นประสาทตา ไปที่สมองส่วนท้ายทอยซึ่งเป็นศูนย์กลางการเห็น ทางการแพทย์เรียกว่า visual area บางคนถูกตีท้ายทอยแล้วเห็นดาวขึ้นระยิบระยับ ก็เป็นเพราะถูกกระทบกระเทือนที่ศูนย์กลางการเห็นนี้เอง


            ถ้าตามการแพทย์แค่นี้ถือว่าวงจรการเห็นครบแล้ว แต่อาตมภาพบอกเขาไปว่า แท้จริงแล้วนั้นยังไม่ครบ สัญญาณการเห็นจะต้องวิ่งจากศูนย์กลางการเห็นที่สมองไปที่ใจก่อน วงจรการเห็นถึงจะครบถ้วน ถ้าไม่เชื่อให้ลองสังเกตดู บางครั้งเรายืนมองไปนอกหน้าต่างแต่ว่าใจเหม่อลอยไปคิดถึงเรื่องอื่น อาจจะฟังเพลงอยู่หรือคิดนั่นคิดนี่อยู่ก็ตามพอสักพักเราหันหน้ากลับมา ถ้ามีใครถามเราว่า เมื่อสักครู่มองออกไปทางหน้าต่างเราเห็นอะไร เราจะพบว่าเราไม่รู้เหมือนกันว่าเราเห็นอะไร ถามว่าขณะที่เรามองผ่านหน้าต่างอยู่นั้น มีแสงวิ่งไปกระทบวิวทิวทัศน์ข้างหน้าแล้วมาเข้าตาเราไหม คำตอบคือมี มันเป็นอัตโนมัติอยู่แล้ว เมื่อแสงเข้าตาเราก็จะวิ่งไปยังจอรับภาพแล้วถูกแปลงเป็นสัญญาณประสาท ไปตามเส้นประสาทตา แล้วส่วสัญญาณไปที่สมองส่วนท้ายทอย ที่ศูนย์กลางการเห็นเป็นอัตโนมัติ แล้วทำไมเราถึงไม่เห็น เพราะว่าขณะนั้นวงจรจากสมองไปที่ใจมันขาดไป เพราะใจเราไปเปิดรับสัญญาณจากช่องทางอื่น เช่นช่องทางหูบ้าง หรือว่าช่องทางการคิดบ้าง ไม่ได้รับช่องทางเกี่ยวกับการดู เมื่อวงจรตรงนี้ขาดเราก็เลยมองไม่เห็น 


            สิ่งนี้ทำให้เรารู้ว่า ใจกับสมองเป็นคนละส่วนกันสมองเป็นแค่ทางผ่านเป็นเครื่องมือของใจ ถ้าจะเปรียบแล้วสมองเหมือนคอมพิวเตอร์ แต่ใจเราคือ User หรือผู้ใช้คอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นคนละส่วนกันนะ เราอย่าไปหลงคิดว่า User หรือผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์นั้นเป็นสิ่งเดียวกันกับคอมพิวเตอร์ถึงแม้คอมพิวเตอร์จะสามารถคำนวณผลต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วเพียงไรก็ตามก็ต้องมี User คือตัวเราที่เป็นผู้คอยกำกับการทำงานของมัน คอยสั่งว่าจะให้คอมพิวเตอร์ทำงานอย่างไร เช่นเดียวกันใจของเราเป็นผู้สั่งสมองให้ทำงาน จะให้ทำงานอย่างไรขึ้นกับใจเป็นผู้สั่งสมองเป็นเพียงเครื่องมือของใจเท่านั้น ใจเป็นผู้ใช้สมองในการควบคุมการทำงานของร่างกายส่วนอื่นๆ สมองจะเก่งอย่างไรก็ยังคงเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย แต่ใจคือผู้ควบคุมบังคับสั่งการให้สมองทำหน้าที่กำกับการทำงานของร่างกายต่อไปอีกชั้นหนึ่งเมื่อยกตัวอย่างดังนี้นายแพทย์ชาวอินเดียท่านนั้นก็พอเข้าใจ
ความรู้เรื่องสมองกับใจนี้ สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้หลายอย่างทีเดียว ใครที่เรียนหนังสืออยู่แล้วอยากจะเรียนดี ทำการงานต่างๆให้มีประสิทธิภาพสูง จึงต้องฝึกใจให้ใส ไม่ใช่แค่ฝึกสมอง เพราะสมองของคนเรามันไม่ได้ต่างกันเท่าไร จะเอามาชั่งน้ำหนักดูว่าคนไหนศีรษะโตสมองใหญ่คงจะฉลาดมากกว่า ก็ไม่แน่เสมอไป บางคนบอกว่าต้องร่องสมองลึกๆ มีรอยหยักเยอะๆ จะได้ฉลาด ก็ไม่แน่อีกเช่นกัน สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงองค์ประกอบ มีผลบ้างเหมือนกันแต่ก็ยังเป็นส่วนประกอบย่อยองค์ประกอบหลักจริงๆก็คือใจของเรา


            ฉะนั้น แทนที่จะฝึกสมองเราควรฝึกใจมากกว่า ถามว่าฝึกอย่างไร ดีที่สุดก็คือตั้งใจหลับตานั่งสมาธิทำใจเราให้สงบ เพราะโดยธรรมชาติของใจแล้วเมื่อใจสงบใจจะผ่องใส เมื่อใจกระจ่างผ่องใสจะทำงานสั่งการสิ่งใดก็ชัดเจนสมองก็สามารถรับลูกได้อย่างดีประสิทธิภาพในการเรียนการทำงานของเราจะดีขึ้น เมื่อใจเป็นสมาธิจะอ่านสิ่งใดก็จำแม่น เข้าใจปรุโปร่ง จะทำการงานใดก็ทำได้ดี จะวินิจฉัยสิ่งใดตัดสินใจก็เด็ดขาดชัดเจนแม่นยำถูกต้องแก้ไขสถานการณ์ทุกอย่างได้ดีเยี่ยม ก็ด้วยใจที่นิ่งและเป็นสมาธิเหมือนน้ำ ที่กระเพื่อมอยู่มองไปแล้วมันจะพร่ามัว แต่เมื่อใดน้ำนิ่งสงบ ตะกอนก็จะนอนก้น แล้วน้ำก็เริ่มใสขึ้น ใสขึ้นจนใสแจ๋ว มองไปเห็นถึงก้นโอ่งก้นสระได้ชัดเจนเลย ใจเราก็เช่นกัน ถ้ายังกระเพื่อมสับสนอยู่ก็จะขุ่นมัวแต่ถ้าใจเราสงบเป็นสมาธิ ใจของเราก็จะผ่องใส พร้อมกันนั้นประสิทธิภาพของใจก็จะดีขึ้น นั่นหมายถึงประสิทธิภาพในกิจการงานทุกอย่างก็ดีขึ้นไปตามส่วน

 

----------------------------------------------------------------------------------

หนังสือ " ทันโลกทันธรรม 1  "

พระมหาสมชาย ฐานวุฑฺโฒ

 

สิ่งดีๆมีไว้แบ่งปัน อะไรดีๆมีอีกเยอะ กด Like facebook กัลยาณมิตร