ความรู้เรื่องทรัพย์ที่เศรษฐีมองข้าม

วันที่ 24 สค. พ.ศ.2558

 

 

 

 

ความรู้เรื่องทรัพย์ที่เศรษฐีมองข้าม


มีความรู้ที่เกี่ยวกับทรัพย์อยู่หลายประเด็น ที่คนส่วนใหญ่มักมองข้าม
            ประเด็นแรกคือ เป้าหมายของการหาทรัพย์ บางคนพออยากรวยก็พุ่งเป้าไปว่า ทำอย่างไรก็ได้ขอให้รวยแล้วกัน ไม่ว่าจะด้วยวิธีการใดทุ่มเทไปเต็มที่ พอถึงคราวรวยเป็นเศรษฐีขึ้นมาจริงๆ ปรากฏว่าครอบครัวแตกแยก เพราะตนเองไม่มีเวลาให้ครอบครัว ไม่มีเวลาอบรมเลี้ยงดูลูก ภรรยาก็ไปทาง ลูกก็ไปอีกทาง โตขึ้นกลายเป็นคนติดยาเสพติดบ้าง เกเรไม่ยอมเรียนหนังสือบ้าง แล้วก็เสียผู้เสียคนกันไป


            ถ้าเป็นอย่างนี้ถามว่ารวยแล้วคุ้มไหม รวยแล้วมีความสุขจริงๆหรือเปล่า เราอยากได้ไหมความรวยอย่างนี้ มีทรัพย์แต่ผู้คนรอบข้างแย่หมด ก็คงไม่มีใครอยากจะเป็นอย่างนั้น หรือว่าวิธีหาทรัพย์จะถูกหรือผิดศีลธรรมอย่างไรไม่สนใจ ขอให้ได้ทรัพย์มาเถอะทำได้ทุกอย่าง ปรากฏว่าบาปกรรมก็ทำ มิจฉาอาชีวะก็ทำ พอละโลกนี้ไปแล้วเลยไปตกนรกเสียย่ำแย่ มีทรัพย์เป็นเศรษฐีอยู่บนโลกมนุษย์ไม่กี่ปี แต่ไปนรกมีความสุขสาหัสสากรรจ์เป็นล้านๆปี ก็คงไม่มีใครอยากจะเป็นเศรษฐีแบบนี้เหมือนกัน เพราะฉะนั้นเราต้องวางเป้าหมายของการหาทรัพย์ให้ชัดเจน ว่าเราหวังจะให้ทรัพย์นั้นมาตอบสนองเรา เพื่อให้เรามีความสุขในชีวิต ดังนั้นเป้าหมายไม่ใช่อยู่ที่เพียงตัวเงินเท่านั้น ไม่ได้จบแค่นั้น แต่ต้องมองต่อไปว่าทรัพย์นั้นจะต้องเป็นทางมาแห่งความสุข ทั้งภพนี้และภพหน้าด้วย พอมองเป้าหมายชัดอย่างนี้แล้วเราจะได้เลือกอาชีพได้ถูก ว่าต้องเป็นสัมมาอาชีวะ อะไรที่ผิดศีลผิดธรรมเราไม่ทำ และต้องสามารถแบ่งสรรปันส่วนเวลาได้ดี ทั้งเรื่องการงาน เรื่องครอบครัว เรื่องส่วนตัว การดูแลรักษาสุขภาพ การประพฤติปฏิบัติธรรม จัดสรรเวลาให้พอเหมาะพอสม อย่างนี้ถึงจะใช้ได้ ถ้าจะเปรียบก็เหมือนกับการตัดถนนบางคนพอคิดจะตัดถนนก็ลุยไปข้างหน้าอย่างเดียว สุดท้ายไปเจอเหวลึกไปต่อไม่ได้ สรุปคือ ที่ทำมาทั้งหมดก็เหนื่อยฟรี เพราะฉะนั้น ก่อนจะเริ่มลงมือตัดถนน ต้องกำหนดทิศให้ชัดเจนเสียก่อนว่าเราจะ ต้องตัดถนนไปทางไหน เพื่อจะไปถึงเป้าหมายปลายทางที่ต้องการ เมื่อทิศทางชัดเจนเราจึงลงมือทุ่มเทตัดถนนไป สุดท้ายก็จะไปถึงเป้าหมาย 


            ประเด็นที่สอง คือ ความรวยหรือความจนนั้น มีสองแบบ ขอกล่าวถึงความจนก่อน เพื่อจะทำให้เห็นภาพของความรวยชัดขึ้น ท่านบอกว่าคนจนในโลก มีอยู่สองประเภทใหญ่ คือหนึ่ง จนเพราะไม่มีคือทรัพย์สินเงินทองมันมีน้อยไม่พอใช้สอย คนจนประเภทนี้เขาเรียกว่าคนยากจน แต่ประเภทที่สองเป็นชนิดที่เรียกว่า จนเพราะไม่พอมีรถหนึ่งคันก็อยากจะได้สองคัน มีสองคันก็อยากจะได้สี่คัน พอมีสี่คันก็อยากจะได้แปดคัน แล้วอยากจะได้ที่ยี่ห้อดีๆ สวยๆ อยากจะมีบ้านหลายๆหลัง เงินในธนาคารมีเยอะแล้วก็อยากจะให้เยอะขึ้นไปอีก คนจนประเภทนี้เขาเรียกว่าคนอยากจน มีเงินหมื่นล้านก็ยังมองว่ามีคนรวยแสนล้านรวยกว่าเขาอีก รู้สึกตัวเองยังจนอยู่เมื่อเทียบกับเขา พอรวยแสนล้านขึ้นมาก็อยากจะรวยล้านๆ 


            มีผู้กล่าวว่าทรัพยากรที่มีอยู่ในโลกนี้ ถ้านำมาจัดสรรปันส่วนอย่างดี ก็มีเพียงพอที่จะหล่อเลี้ยงคนทั้งโลกถึงหกพันกว่าล้านคนให้บริโภคใช้สอยอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข แต่ในทางกลับกันแม้เราจะเอาทรัพย์สินเงินทองทั้งโลก ให้กับคนเพียงคนเดียวเพื่อตอบสนองความอยากของเขา เราจะพบว่าไม่พอ สมบัติทั้งหลายยกให้หมด แล้วยังไม่พอ อาจจะอยากได้ดวงจันทร์แถมอีกสักดวงหนึ่ง หรือถ้าจะได้ทั้งสุริยจักรวาลก็น่าจะดีเหมือนกันหรืออาจอยากครองทั้งเอกภพเลยก็เป็นได้ 


            ดังที่เคยมีตัวอย่างจริงเกิดขึ้นมาแล้ว ในอดีตมีพระเจ้าจักรพรรดิพระองค์หนึ่งทรงพระนามว่า พระเจ้ามันธาตุราช มีบุญเดิมสั่งสมไว้มาก รัตน 7 บังเกิดขึ้นได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิครองสมบัติทั้ง 4 ทวีป อยู่มาวันหนึ่ง เกิดนึกอยากไปเที่ยวชมสวรรค์ชั้น 1 คือ จาตุมหาราชิกา ก็ขึ้นจักรแก้วพาไปเลยด้วยอำนาจบุญที่สั่งสมไว้อย่างดีแล้ว พอไปถึง ท้าวจตุโลกบาลทั้ง 4 ซึ่งเป็นราชาของสวรรค์ชั้นที่ 1 ไดเมารับเสด็จและยกสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกาให้ปกครอง พระเจ้ามันธาตุราชผู้เป็นมนุษย์จึงได้ปกครองเทวดา ณ สวรรค์ชั้นที่ 1 นั้นอย่างยาวนาน


           ต่อมาพระองค์นึกอยากจะไปเที่ยวชมสวรรค์ชั้นที่ 2 คือดาวดึงส์ จักรแก้วก็พาไปเลย ด้วยอำนาจบุญของพระเจ้ามันธาตุราช พระอินทร์ผู้เป็นเจ้าสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ยอมแบ่งสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ให้ปกครองครึ่งหนึ่ง พระเจ้ามันธาตุราชอยู่ครองสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ยาวนานจนพระอินทร์องค์เดิมหมดอายุขัยจุติ แล้วมีพระอินทร์องค์ใหม่อุบัติขึ้นมาต่อถึง 36 องค์ เพราะในยุคนั้นมนุษย์มีอายุยืนกว่าเทวดา อยู่มาวันหนึ่งพระเจ้ามันธาตุราชเกิดความโลภขึ้นมาว่า เอ ทำไมเราจะต้องครองสวรรค์ชั้นดาวดึงส์แค่ครึ่งเดียว หากได้ครอบครองทั้งหมดย่อมจะดีกว่า  อยากจะได้หมดเลย จึงวางแผนจะยึดอำนาจจากพระอินทร์ แต่พออกุศลเข้าครอบงำใจ ทำให้ใจหมองบุญไม่หล่อเลี้ยง กายจึงหนักตกจากสวรรค์ลงมา มาได้คิดก็ตอนใกล้ตาย จะเห็นได้ว่าสมบัติทั้งโลกยกให้คนเดียวยังไม่พอเลย แถมสวรรค์ให้อีกก็ยังไม่พอ ถ้ายังมีความอยากเท่าไรๆก็ไม่พอ


            ถ้ามีคนยากจนคนหนึ่ง เกิดไปได้ลาภลอยมีคนยกทรัพย์สินให้สักล้านบาท เขาคงจะดีใจมากสุขใจปลื้มใจกันใหญ่ แต่ในทางกลับกันถ้ามีมหาเศรษฐีโลกรวยเป็นแสนล้าน เกิดวันใดธุรกิจผิดพลาดทรัพย์สินร่อยหรอลงเหลือเงินอยู่แค่ล้านบาท มหาเศรษฐีนั้นคงจะกลุ้มใจแทบคิดอยากฆ่าตัวตายเลยทีเดียว ทำไมมีเงินล้านเท่ากันแต่คนสองคนคิดไม่เหมือนกัน คนหนึ่งดีใจแทบแย่มีความสุขใจชื่นใจ อีกคนกลุ้มแทบจะฆ่าตัวตาย มันอยู่ที่ว่ามีความรู้สึกยินดีพอใจในสิ่งที่ตัวเองมีอยู่หรือไม่ ถ้าหากไม่รู้จักพอใจในสิ่งที่ตัวเองมีอยู่ ก็จะกลุ้มทั้งชาติ มีทรัพย์เท่าไรก็ไม่พอ ยิ่งรวยก็ยิ่งกลุ้ม ยิ่งรวยก็ยิ่งอยาก ดังนั้นเราต้องแยกแยะตรงนี้ให้ดี ทรัพย์สินเงินทองจะต้องมาตอบสนอง เพื่อให้เรามีความสุขในภพนี้ และใช้เป็นอุปกรณ์แสวงบุญเป็นเสบียงติดตัวไปในภพเบื้องหน้า จนกระทั่งถึงเป้าหมายอย่างยิ่งคือ พระนิพพานในที่สุด อย่างนี้ถึงจะใช้ได้ มีคนกล่าวว่าเงินเป็นบ่าวที่ดีแต่เป็นนายที่เลว คือใครปล่อยให้ตัวเองเป็นทาสของเงิน เมื่อนั้นจะมีความทุกข์มาก ถ้าให้เงินมาเป็นเจ้าเข้าครอบงำหัวใจ เราก็จะแย่ แต่เมื่อใดเราเป็นนายของเงิน คือมีทรัพย์แล้วใช้ทรัพย์ให้เป็นประโยชน์ในภพนี้ เป็นประโยชน์ในภพหน้า และเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง เราก็จะมีความสุขในชีวิต เราต้องใช้สอยเงินได้ถูกต้องตามบทบาทหน้าที่ของมัน อย่าให้เงินเป็นนายเรา แต่เราต้องเป็นนายเงิน หาทรัพย์ได้ต้องใช้ทรัพย์เป็น รู้ค่าของทรัพย์ แล้วก็ใช้ได้อย่าถูกต้องและเหมาะสม 


           เราคงเคยได้ยินเรื่อง มีเศรษฐีบางคนรวยมาก แต่เวลาไปซื้อมะม่วงก็จะซื้อมะม่วงที่มันเริ่มเน่าแล้ว ราคาจะได้ถูกๆ เสร็จแล้วก็มาตัดส่วนเน่าออก รับประทานส่วนที่เหลือ มันจะช้ำๆ เละๆบ้าง ก็ฝืนกินได้ จะซื้อมะม่วงดีๆมารับประทานก็กลัวว่าเงินทองจะร่อยหรอไป ทั้งที่จริงแล้วทรัพย์ที่เขามีนั้นต่อให้นำไปซื้อของดีๆ ทานตลอดชาติก็ไม่ได้พร่องไปสักเท่าไร แต่เขาก็พอใจจะบริโภคของเสียๆ เพราะความตระหนี่ บางคนมีเสื้อผ้าดีๆมากมายเต็มตู้แต่กลับไม่ใช้เพราะกลัวมันจะเก่า ใส่แต่เสื้อผ้าเก่าๆปุๆปะๆ อย่างนี้ก็เกินไป ปล่อยให้ทรัพย์สินมาเป็นนายเราเสียแล้วเสียท่าเลย ดังนั้นพวกเราชาวพุทธทุกคนจะต้องไม่เป็นคนที่จนเพราะไม่พอเราต้องรู้จักพอหากใครยังมีทรัพย์น้อยก็ขวนขวายหาทรัพย์ แต่เมื่อได้ทรัพย์มาแล้วก็สามารถบริโภคใช้สอยได้อย่างถูกต้องเหมาะสม ยังความสุขให้เกิดขึ้นทั้งในภพนี้ ภพหน้า และตลอดไป

 

----------------------------------------------------------------------------------

หนังสือ " ทันโลกทันธรรม 1  "

พระมหาสมชาย ฐานวุฑฺโฒ