อุปปีฬกกรรม

วันที่ 26 สค. พ.ศ.2558

 

อุปปีฬกกรรม

ความหมายของอุปปีฬกกรรม

            อุปปีฬกกรรม หมายถึง กรรมที่ทำหน้าที่บีบคั้น เบียดเบียนสุขและทุกข์ของกรรมอื่นที่มีสภาพตรงกันข้ามกับตน

 

ลักษณะของอุปปีฬกกรรม

            จากความหมายข้างต้นจะเห็นว่า อุปปีฬกกรรมจะคอยตัดรอนผลของกรรมอื่น แล้วให้ผลด้วยตนเอง โดยจะบีบคั้นเบียดเบียนชนกกรรมและอุปัตถัมภกกรรม เช่น ถ้าหากว่าชนกกรรมแต่งสัตว์ให้เกิดมาดี อุปัตถัมภกกรรมก็สนับสนุนให้สัตว์นั้นดียิ่งขึ้น เจริญยิ่งขึ้น แต่อุปปีฬกกรรมนี้จะทำหน้าที่บีบคั้นเบียดเบียนสัตว์นั้นให้ลำบากให้ตกต่ำ แต่หากว่าชนกกรรมแต่งสัตว์ให้เกิดมาไม่ดีและอุปัตถัมภกกรรมก็เข้าสนับสนุนซ้ำเติมให้สัตว์นั้นตกต่ำ และลำบากยิ่งขึ้น ในขณะที่อุปปีฬกกรรมจะทำหน้าที่เป็นปฏิปักษ์กับชนกกรรมและอุปัตถัมภกกรรม คือจะเข้าไปสนับสนุนช่วยเหลือสัตว์นั้นให้มีความสุขความเจริญ

อุปปีฬกกรรมมีอยู่ 2 ฝ่ายเช่นกัน ถ้าเป็นอุปปีฬกกรรมฝ่ายอกุศลกรรม ก็ย่อมทำหน้าที่ เบียดเบียนทำร้ายความสุขความเจริญแก่เจ้าของกรรม แล้วบันดาลให้เขาได้รับความทุกข์ความเสื่อมอันเป็นผลของตนต่อไป ดังเช่นกรณีศึกษาในเรื่องต่อไปนี้

 

กรณีศึกษาจากพระไตรปิฎกฝ่ายอกุศลกรรม

ไปอบายเพราะไม่มีโยนิโสมนสิการ5)

            ในอดีตกาล ชายคนหนึ่งมีบ้านอยู่ใกล้กับพระวิหาร ใกล้ค่ำวันหนึ่งชายผู้นี้อาบน้ำอยู่ที่ท่าน้ำหน้าบ้านของตนขณะที่กำลังอาบน้ำอยู่นั้น มีสามเณรรูปหนึ่งพายเรือผ่านมา เขาเกิดความคะนองคิดจะแกล้งสามเณรเล่น จึงเอามือวักน้ำสาดไปที่เรือ สามเณรเห็นเข้าจึงหลบกายเพื่อจะไม่ให้เปียกน้ำ ทำให้เรือเสียหลัก ล่มลง สามเณรกลัวตายจึงรีบว่ายน้ำเพื่อจะขึ้นฝั่ง ระหว่างว่ายไปก็ตะโกนด่าชายผู้นั้นด้วยคำหยาบชายผู้นั้นโกรธจึงเข้าไปตบที่หูสามเณร 2-3 ที แล้วช่วยพาสามเณรขึ้นสู่ฝั่ง ก่อนที่จะกลับบ้านด้วยอารมณ์ขุ่นมัว

            ต่อมาชายผู้นั้นเสียชีวิตลง เมื่อละโลกแล้วเขาได้ท่องเที่ยวเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏสงสารอยู่นาน จนกระทั่งมาถึงสมัยพุทธกาล เขามาเกิดเป็นมนุษย์ในตระกูลของเจ้าลิจฉวี มีนามว่า สุนักขัตตลิจฉวี เมื่อเจริญวัยขึ้น ได้มีโอกาสฟังธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง จึงเกิดความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาขอบวชเป็นพระภิกษุจากพระพุทธองค์ เมื่อบวชแล้วได้ทูลขอกรรมฐานในส่วนที่เป็นสมถภาวนา โดยตั้งใจว่าจักบำเพ็ญให้บรรลุฌานก่อน จากนั้นจึงค่อยบำเพ็ญกรรมฐานในส่วนวิปัสสนาภาวนา เพื่อขจัดอาสวกิเลสสำเร็จเป็นพระอริยบุคคลในภายหลัง เมื่อพระพุทธองค์ได้ตรัสบอกสมถภาวนากรรมฐานแล้ว ท่านก็ลงมือปฏิบัติ ในไม่ช้าก็ได้สำเร็จฌาน บรรลุทิพพจักขุอภิญญาภายในไม่กี่วัน

 

            เมื่อได้สำเร็จทิพพจักขุอภิญญา มีตาทิพย์สามารถมองเห็นภพภูมิต่างๆ แล้ว เกิดความดีใจ นึกเคารพเลื่อมใสในพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นอันมาก คิดจะปฏิบัติตามศาสนธรรมให้ถึงที่สุดจนกระทั่งบรรลุโลกุตรภูมิ แต่ท่านมีความปรารถนาที่จะบรรลุอภิญญาอันดับถัดไปคือทิพพโสตอภิญญาเสียก่อน จึงเข้าเฝ้าพระพุทธองค์ เพื่อทูลขอกรรมฐานในการที่จะใช้ทำภาวนาให้ได้ทิพพโสตอภิญญา ซึ่งพระพุทธองค์ก็ทรงประทานให้ แต่ไม่ทรงประทานอุบายวิธี เหตุที่พระองค์ไม่ประทานอุบายวิธีเพราะทรงทราบว่า พระภิกษุสุนักขัตตะจักถูกอุปปีฬกกรรมที่เคยตบหูสามเณรมาเบียดเบียนไม่ให้บรรลุทิพพโสตอภิญญา ด้วยเหตุนี้พระองค์จึงประทานเพียงบริกรรมภาวนา ไม่ประทานอุบายวิธี

            พระสุนักขัตตะเมื่อได้บริกรรมภาวนาแล้วก็ตั้งใจลงมือปฏิบัติเพื่อให้เกิดทิพพโสตอภิญญา แต่แม้จะลงมือปฏิบัติด้วยความอุตสาหะเพียงไร ก็ไม่อาจบรรลุทิพพโสตอภิญญาได้ ทั้งนี้เพราะกรรมที่เคยตบหูสามเณรในอดีตชาติตามมาเป็นอุปปีฬกกรรมขวางกั้นมิให้บรรลุ ท่านปฏิบัติด้วยความเพียรอยู่นานถึง 3 ปี ก็ไม่อาจบรรลุทิพพโสตอภิญญาได้ ต่อมาอุปปีฬกกรรมฝ่ายอกุศลทำให้ท่านเกิดความคิดวิปริตว่า เหตุที่ท่านไม่บรรลุทิพพโสตอภิญญาทั้งๆ ที่ตั้งใจลงมือปฏิบัติเป็นเวลานานถึง 3 ปี ผิดกับการบรรลุทิพพจักขุอภิญญาที่บำเพ็ญภาวนาเพียง 2-3 วันก็บรรลุ คงเป็นเพราะพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีความรู้เพียงทิพพจักขุ-อภิญญาเท่านั้น ไม่มีความรู้ถึงขั้นทิพพโสตอภิญญา เพราะครั้งที่ทรงบอกบริกรรมภาวนาเพื่อบำเพ็ญให้บรรลุทิพพจักขุอภิญญานั้นทรงบอกให้สำเร็จด้วยเวลาอันรวดเร็ว แต่เมื่อมาบำเพ็ญทิพพโสตอภิญญา แม้พระองค์จะทรงทราบว่าตนติดขัดไม่อาจบรรลุได้เป็นเวลานาน ก็ทรงนิ่งเฉย ไม่ทรงบอกอุบายใดๆ

 

            จากแค่เป็นเพียงความสงสัยที่คิดในใจ ครั้นยังพยายามสู้บำเพ็ญภาวนาอยู่นั้นก็ไม่สามารถที่จะบรรลุทิพพโสตอภิญญาได้ จึงเกิดความเบื่อหน่าย เลยด่วนสรุปว่าพระพุทธองค์มีความรู้เพียงทิพพจักขุอภิญญาเท่านั้น อภิญญาอื่นๆ ตลอดจนโลกุตรธรรมและมรรคผลนิพพานที่พระองค์ทรงเทศนาสั่งสอน คนทั้งหลายนั้นเป็นโมฆะ พระองค์หาทรงมีความรู้นั้นไม่ แม้พระสงฆ์สาวกทั้งหลายที่เข้าใจกันว่าสำเร็จโลกุตรธรรมเป็นพระอรหันต์นั้นก็ไม่เป็นความจริงทั้งสิ้น อย่างมากก็เพียงบรรลุทิพพจักขุอภิญญาเท่านั้น

เมื่อท่านมีความเห็นเป็นเช่นนั้น จึงสรุปเอาว่าพระพุทธศาสนาที่ตนเคารพบูชาอยู่นั้นมีความดีสูงสุดเพียงทิพพจักขุอภิญญา จะอยู่ในพระศาสนาไปก็ไม่มีประโยชน์ สู้ไปแสวงหาคุณวิเศษในศาสนาอื่นดีกว่า คิดดังนั้นแล้ว ก็บอกคืนสิกขา กล่าวคำอำลาพระรัตนตรัยว่า

“    ขอลาพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ขอพระสงฆ์รู้ไว้ว่า ท่านมิได้ปฏิบัติในพระพุทธศาสนาสืบไป จะขอเป็นคฤหัสถ์ไปปฏิบัติธรรมภายนอกพระพุทธศาสนา”

เมื่อลาสิกขาแล้ว ก็ได้เที่ยวเสาะแสวงหาศาสดาอื่น ในที่สุดได้ไปสู่สำนักของนิครนถนาฏบุตรซึ่งเป็นเดียรถีย์ภายนอกพระพุทธศาสนา ทำให้เกิดมิจฉาทิฏฐิในใจ เมื่อเสียชีวิตด้วยความเป็นมิจฉาทิฏฐิ จึงเป็นผลทำให้ต้องไปเกิดในนรก

 

กรณีศึกษาจากพระไตรปิฎกฝ่ายกุศลกรรม

ปรโลกของเพชฌฆาตผู้มีศรัทธา6)

            ในสมัยพุทธกาล มีชายคนหนึ่งเป็นผู้มีบุคลิกลักษณะหน้าตาดุร้ายน่ากลัว นัยน์ตาเหลือกเหลือง ผมพะรุงพะรัง หนวดเคราสีแดงยาวย้อยรุงรัง เป็นที่น่าเกรงขามต่อผู้พบเห็น เนื่องจากเขาเป็นคนไม่มีอาชีพหรือทำการงานสิ่งใด วันหนึ่งเขาจึงเดินทางเข้าไปในป่าเพื่อจะสมัครเป็นโจร เมื่อไปถึงที่อยู่ของพวกโจร และได้พบกับหัวหน้าโจร หัวหน้าโจรถามถึงเหตุที่เขามา เมื่อทราบความประสงค์ของเขา หัวหน้าโจรก็พิจารณา และด้วยเหตุว่าหัวหน้าโจรเป็นผู้ชำนาญในการดูลักษณะของคน เมื่อพิจารณาดูชายผู้มาสมัครเป็นโจรก็รู้ถึงนิสัยใจคอว่า เขาเป็นคนโหดเหี้ยม จิตใจอำมหิต สามารถที่จะตัดนมแม่และดื่มกินเลือดในลำคอของผู้เป็นพ่อตนเองได้

            เมื่อพิจารณาดูลักษณะแล้ว หัวหน้าโจรจึงปฏิเสธที่จะรับเขาไว้เพราะเห็นภัยที่จะเกิดขึ้นในอนาคต หากรับเขาเข้าเป็นโจรในหมู่ แม้ว่าจะถูกปฏิเสธเขาก็ไม่ละความพยายาม ได้ปรนนิบัติสมุนโจรให้พอใจแล้วอ้อนวอนให้สมุนโจรไปขอหัวหน้าโจรให้รับตนเข้าหมู่ แม้ว่าจะไม่เต็มใจแต่เมื่อถูกวิงวอนมากเข้าหัวหน้าโจรจึงต้องจำใจรับเขาไว้อย่างเสียไม่ได้

 

             วันหนึ่งเจ้าหน้าที่บ้านเมืองออกปราบปรามโจรและจับโจรกลุ่มนี้ได้ทั้งหมด โทษของโจรรุนแรงถึงขั้นประหารชีวิตแต่เนื่องจากโจรมีเป็นจำนวนมาก เจ้าหน้าที่บ้านเมืองจึงลำบากใจที่จะลงมือฆ่าโจร จึงเสนอแก่หัวหน้าโจรว่า ถ้าเขารับหน้าที่ฆ่าโจรผู้เป็นบริวารตายทุกคนเขาก็จะพ้นโทษไม่ต้องถูกประหาร หัวหน้าโจรปฏิเสธ เจ้าหน้าที่บ้านเมืองจึงเสนอเงื่อนไขเดียวกันนี้แก่โจรคนอื่นๆ โจรผู้เป็นสมุนทั้งหลายปฏิเสธที่จะฆ่าพวกเดียวกัน เว้นไว้แต่โจรน้องใหม่ผู้มีใจคอโหดเหี้ยมเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ที่รับอาสาประหารโจรทุกคนจนหมดสิ้น

            เมื่อประหารโจรทั้งหลายหมดสิ้นแล้ว โจรน้องใหม่ผู้ประหารเพื่อนโจรได้รับการปล่อยตัวให้เป็นอิสระตามสัญญา ต่อมาเมื่อมีการจับโจรและจะต้องมีการประหารคราวละมากๆ เจ้าหน้าที่ลำบากใจที่จะลงมือเอง จึงไปตามตัวเขามาทำหน้าที่เป็นเพชฌฆาต

 

            อดีตโจรผู้มีหนวดเคราสีแดงรับหน้าที่เพชฌฆาตฆ่าโจรและผู้ต้องโทษประหาร โดยมีค่าจ้างเป็นผลตอบแทน ทำหน้าที่ประหารโจรประจำเมืองเป็นเวลายาวนานถึง 55 ปี ต่อมาเขาแก่ชราลง เรี่ยวแรงที่จะยกดาบประหารโจรให้คอขาดไม่สามารถทำได้ในครั้งเดียว ต้องฟันซ้ำถึง 2-3 ครั้ง ทำให้โจรต้องโทษประหารทั้งหลายได้รับความทรมานมากกว่าจะตาย รวมทั้งก่อให้เกิดความสังเวชแก่หมู่ชนผู้มาดูการประหาร เจ้าหน้าที่บ้านเมืองจึงกราบทูลพระราชาขอให้ปลดเขาออกจากหน้าที่ และตั้งบุรุษอื่นที่แข็งแรงทำหน้าที่เพชฌฆาตแทน

            เช้าวันที่เขาถูกปลดออกจากตำแหน่ง เขาได้รับบำเหน็จรางวัลเป็นจำนวนมาก จึงคิดที่จะนุ่งผ้าใหม่ ทัดทรงดอกไม้หอม และบริโภคข้าวปายาสรสประณีต ซึ่งเขาไม่เคยบริโภคเลย เมื่อคิดดังนั้น เขาจึงเข้าไปสู่ตลาดเลือกซื้อสิ่งของที่ต้องการ และได้มอบเงินส่วนหนึ่งให้ภรรยาพร้อมทั้งสั่งว่าให้จัดเตรียมอาหารที่ดีที่สุดไว้ให้แก่เขา จากนั้นเขาจึงไปสู่ท่าน้ำ อาบน้ำขัดสีกายโกนหนวดเครา นุ่งผ้าใหม่ชโลมกายด้วยเครื่อง-หอมและทัดทรงดอกไม้ที่มีกลิ่นหอม จากนั้นจึงเดินขึ้นบ้าน นั่งบนที่นั่งรอบริโภคอาหาร ภรรยาของเขาเมื่อปรุงอาหารอันประณีตรสเลิศเสร็จแล้วจึงนำมาวางตรงหน้าและเชื้อเชิญให้เขาบริโภค

 

             ในเช้าวันนั้นเอง พระสารีบุตรออกจากนิโรธสมาบัติ พิจารณาว่าวันนี้จะไปโปรดผู้ใด พิจารณาเห็นอดีตโจรเคราแดงผู้เป็นเพชฌฆาตปรากฏในข่ายญาณ และเห็นว่าเมื่อไปโปรดเขาในวันนี้เขาจะได้สมบัติใหญ่ อันใครๆ ในโลกไม่อาจมอบให้แก่เขาได้ เมื่อพิจารณาเห็นดังนั้น ท่านจึงครองจีวรถือบาตรไปแสดงตนรออยู่ที่ประตูบ้านของนายเคราแดงด้วยฤทธิ์ นายเคราแดงซึ่งกำลังจะลงมือบริโภคอาหารแลเห็นพระสารีบุตรมายืนอยู่ตรงหน้าจึงเกิดความเลื่อมใส ดีใจว่า ที่ผ่านมาตนเองฆ่าคนตายเป็นจำนวนมากไม่เคยได้ประกอบการกุศลเลยแม้แต่ครั้งเดียว บัดนี้เป็นโอกาสดี เพราะอาหารอย่างดีเลิศก็มีอยู่ พระสารีบุตรผู้เป็นเถระผู้ใหญ่ก็มาโปรดถึงประตูบ้าน นับเป็นความโชคดียิ่ง ควรที่ตนจะถวายอาหารบิณฑบาตดีกว่าที่จะบริโภคด้วยตนเอง

            คิดดังนั้น เขาจึงลุกขึ้น เข้าไปหมอบนมัสการกล่าวอาราธนาพระสารีบุตรเข้าไปนั่งในบ้าน นำอาหารที่ตนตั้งใจจะบริโภค ใส่ลงในบาตร นำไปถวายเพื่อให้พระสารีบุตรฉัน แล้วตัวเขาได้ยืนพัดอยู่ใกล้ๆ ด้วยความเลื่อมใส

 

            เมื่อพระสารีบุตรฉันภัตตาหารเสร็จแล้ว และจะกล่าวอนุโมทนา แต่เขาไม่สามารถส่งจิตไปตามกระแสพระธรรมเทศนาได้ พระสารีบุตรจึงถามถึงเหตุที่เขาไม่ตั้งใจสดับธรรมกถา เขาตอบว่า เขาได้ทำบาปฆ่าคนมามากมาย เมื่อระลึกถึงกรรมที่ทำจึงไม่สามารถตั้งจิตให้เป็นสมาธิฟังพระธรรมเทศนาได้ เมื่อทราบเหตุดังนั้นพระสารีบุตรจึงคิดอุบายถามเขาว่า การที่เขาฆ่าคนมากมายนั้น เขาเต็มใจฆ่าหรือ คนอื่นใช้ให้ฆ่า เมื่อเขาตอบว่าฆ่าตามหน้าที่ไม่ได้สมัครใจทำ พระสารีบุตรจึงถามอีกว่าแล้วการฆ่าคนของเขา จะเป็นอกุศลกรรมหรือไม่ เขาก็คิดเอาเองว่าไม่บาปจึงนิมนต์ให้พระสารีบุตรแสดงธรรม ซึ่งเขาเองก็ตั้งใจฟังธรรมนั้น เมื่อจบเทศนาเขาได้บรรลุเป็นพระโสดาบัน เพราะอุปปีฬกกรรมฝ่ายกุศลอุดหนุน

           เมื่อพระสารีบุตรทราบว่าเขาได้บรรลุเป็นพระโสดาบันแล้วจึงกล่าวลาเขาเพื่อกลับวิหาร เขาตามส่งพระเถระถึงครึ่งทางแล้วกลับ ระหว่างเดินทางกลับ นางยักขิณีซึ่งมีเวรผูกกันในอดีตชาติได้เข้าสิงแม่โคบ้าวิ่งเข้าขวิดเขาล้มลงและเหยียบขยี้ร่างเขาจนถึงแก่ความตาย เมื่อตายแล้ว เขาได้ไปบังเกิดเป็นเทพบุตร ณ สวรรค์ชั้นดุสิต

 

-------------------------------------------------------------------

5) มหาลิสูตร, อรรถกถาทีฆนิกาย สีลขันธวรรค, มก. เล่ม 12 หน้า 106.
6) เรื่องบุรุษผู้ฆ่าโจรมีเคราแดง, อรรถกถาขุททกนิกาย คาถาธรรมบท, มก. เล่ม 41 หน้า 418.

GL 203 กฎแห่งกรรม
กลุ่มวิชาเป้าหมายชีวิต