สัมมาทิฏฐิ (เห็นชอบตรงตามความเป็นจริง)

วันที่ 03 กย. พ.ศ.2558

 

สัมมาทิฏฐิ (เห็นชอบตรงตามความเป็นจริง)

สัมมาทิฏฐิ คือ การมีความเห็นตรงตามความเป็นจริง มีความเห็นที่ไม่ผิดจากนี้ว่า

“    ทานที่ให้แล้วมีผล การเซ่นสรวงมีผล การบูชามีผล ผลวิบากของกรรมดีและกรรมชั่วมีจริง โลกนี้มีจริง โลกหน้ามีจริง มารดาบิดามีบุญคุณต่อบุตรธิดาจริง สัตว์โอปปาติกะมีจริง สมณพราหมณ์ผู้ประพฤติดีปฏิบัติชอบ รู้แจ้งประจักษ์ทั้งโลกนี้และโลกหน้าแล้ว สั่งสอนให้ผู้อื่นรู้ตามมีจริง”19)

 

กรณีศึกษาในเรื่องของกรรมสัมมาทิฏฐิ

กรณีศึกษาที่ 1 (วันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2547) หญิงคนหนึ่งมีสุขภาพไม่แข็งแรง ต้องเหนื่อยกับการเลี้ยงลูกเพียงลำพังมาตลอดชีวิต ต้องตรากตรำทำงานหนัก และต้องคอยเก็บเงินไว้เพื่อการใช้จ่ายในอนาคต แต่ก็ทำบุญทุกบุญไม่เคยขาดและไม่เคยเสียดายหรือนึกกังวลในทุกครั้งที่ทำบุญ ภายหลังหมอตรวจพบว่า ป่วยเป็นโรคเบาหวาน เส้นเลือดหัวใจตีบ เส้นเลือดในสมองข้างขวาตีบ ซึ่งทรมานและเจ็บปวดมาก แต่ใจของเธอก็อยู่ในบุญ ได้ทำบุญอย่างตลอดต่อเนื่องจนเสียชีวิต

สาเหตุที่หญิงผู้นี้มีชีวิตลำบาก สุขภาพไม่แข็งแรงและเป็นหลายๆ โรค เพราะกรรมในอดีตชาติใช้แรงงานทาสอย่างหนักโดยไม่ได้ดูแล แต่ด้วยกรรมในปัจจุบันชาติที่ได้ทำบุญอย่างต่อเนื่อง ทำให้เธอรอดตายมาได้หลายครั้ง ส่วนที่มีคนมาช่วยเหลือเกื้อกูลเธอด้วยน้ำใจไมตรีอันดี เพราะกรรมในอดีตชาติได้เลี้ยงดูและเอาใจใส่ดูแลพ่อแม่ในยามเจ็บป่วย ประกอบกับบุญที่ลูกๆ ของเธอได้ทำให้อย่างเต็มกำลัง

 

กรณีศึกษาที่ 2 (วันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2545) ชายคนหนึ่งมีชีวิตลำบากตั้งแต่วัยเด็ก แต่ว่ามีสติปัญญามากและมีความเฉลียวฉลาด เมื่อเติบโตขึ้นจึงได้ทำธุรกิจและประสบความสำเร็จในธุรกิจ มีบริษัทในเครือหลาย 10 บริษัท และได้รับการยกย่องชื่นชมอย่างมาก

สาเหตุที่ชายผู้นี้ลำบากในวัยเด็ก เพราะกรรมในอดีตชาติเคยเกิดในตระกูลสูง มีฐานะดี ทำให้มีทิฏฐิมาก เมื่อเพื่อนที่มีฐานะต่ำกว่ามาชวนทำบุญ จึงปฏิเสธและห้ามไม่ให้เพื่อนมาสอนเรื่องของการทำบุญ ส่วนสาเหตุที่ชายผู้นี้รวย ประสบความสำเร็จในธุรกิจ มีความเฉลียวฉลาด มีปฏิภาณไหวพริบและได้รับการยกย่องในภายหลัง เพราะกรรมในอดีตชาตินั้น ได้ตามเพื่อนมาทำบุญในภายหลัง แล้วก็ปลื้มปีติใจมาก ประกอบกับปัจจุบันนี้ได้ช่วยสาธารณประโยชน์มากมาย เช่น สร้างโรงเรียน โรงพยาบาล เป็นต้น

 

กรณีศึกษาที่ 3 (วันที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2547) ชายคนหนึ่งเป็นเจ้าของกิจการร้านอาหารเป็นเวลา 20 ปี ซึ่งได้ขายเหล้าและบุหรี่ด้วย ต่อมาหยุดกิจการร้านอาหารและได้ทำธุรกิจแอมเวย์โดยใช้เวลาสั้นๆ ก็ประสบความสำเร็จระดับหนึ่ง และได้หยุดทำธุรกิจนี้เป็นเวลา 11 ปีมาแล้ว แต่ตลอดเวลาที่ผ่านมาก็ยังได้รับเงินอยู่ทุกๆ เดือน

สาเหตุที่ชายผู้นี้ต้องทำงานหนักมาโดยตลอดแต่ไม่มีเงินเหลือเลย เพราะกรรมในอดีตชาติทำทานมาไม่มาก และกรรมในอดีตชาติมีนิสัยยืมเงินคนอื่นแล้วไม่ยอมคืน ส่วนสาเหตุที่ยังมีรายได้ทุกเดือนโดยไม่ต้องทำงานจนตลอดชีวิต เพราะกรรมในอดีตชาติได้เลี้ยงดูพ่อแม่จนตลอดชีวิต

 

กรณีศึกษาที่ 4 (วันที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2547) หญิงคนหนึ่งต้องไปอยู่กับญาติตั้งแต่อายุได้ 2 ขวบ ต่อมามีสามีภรรยาคู่หนึ่งรับไปเลี้ยง ให้ความรัก ความอบอุ่นเสมือนลูกแท้ๆ เมื่อโตขึ้นก็ได้แต่งงานกับสามีทั้งที่ไม่ได้รักกัน แต่สามีก็ไม่เคยขัดขวางในเรื่องการทำบุญของเธอเลย

สาเหตุที่หญิงผู้นี้มีญาติและมีสามีภรรยาคู่หนึ่งมารับไปเลี้ยงเป็นลูก เพราะกรรมในอดีตชาติเคยเลี้ยงดูพ่อแม่และช่วยเหลือหมู่ญาติ ส่วนที่สามีไม่เคยขัดขวางเรื่องการทำบุญ เพราะกรรมในอดีตชาติสามีของหญิงผู้นี้ได้เกิดเป็นญาติที่เคยเกื้อกูลกันไว้

 

กรณีศึกษาที่ 5 (วันที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2548) หญิงคนหนึ่งเกิดในประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนาประเทศหนึ่งในโลก ชีวิตของเธอนั้นได้เป็นผู้นำมาตั้งแต่สมัยที่เรียนหนังสือ และเคยได้รับรางวัลนักเรียนดีเด่นอย่างมากมาย เมื่อจบการศึกษาระดับมัธยมแล้วเธอได้อาสาเข้าช่วยงานเป็นครูสอนในโรงเรียนพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ เพราะมีใจรักและชอบในการเป็นครูสอนพระพุทธศาสนา นอกจากนี้ที่บ้านของเธอยังได้จัดกิจกรรมปฏิบัติธรรมให้กับเด็ก

สาเหตุที่หญิงผู้นี้ชอบสอนธรรมะ เพราะกรรมในอดีตชาติเคยเกิดเป็นผู้ชายและได้บวชเป็นพระภิกษุสอนธรรมะและศีลธรรมให้แก่ประชาชน ส่วนที่มาเกิดในประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนา เพราะกรรมในอดีตหลายๆ ชาติได้ทำบุญในพระพุทธศาสนามาโดยตลอด

 

จากกรณีศึกษาที่นำเสนอในบทเรียนนี้ เป็นเพียงบางส่วนของกรณีศึกษาที่นำเสนอในโรงเรียน-อนุบาลฝันในฝันวิทยา ซึ่งกรณีศึกษานี้เป็นเพียงบางส่วนบางตอนของชีวิตที่เกิดขึ้นจริงของบุคคลบนโลกใบนี้ ที่มีความแตกต่างกันอย่างมาก โดยที่ตัวของบุคคลที่ประสบสุขหรือทุกข์เช่นนั้นก็ไม่ทราบว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร เพียงแต่คิดถึงแค่เหตุปัจจุบันเท่านั้นที่จะทำให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้ เช่น บางคนยากจน ลำบากมาก แต่เมื่อทำธุรกิจก็สามารถที่จะตั้งตัวได้จนมีฐานะร่ำรวย ก็คิดเพียงว่า “    คนจะรวยต้องขยันและฉลาด” ซึ่งเขาไม่รู้เลยว่าแท้จริงนั้นที่เขาต้องประสบเหตุการณ์ชีวิตในรูปแบบนั้นมีสาเหตุต้นตอมาจากอะไร แต่เมื่อได้เรียนรู้จากกรณีศึกษาแล้ว จะเห็นว่ากุศลกรรมและอกุศลกรรมที่แต่ละคนทำไว้นั้นแตกต่างกัน จึงได้ส่งผลที่ แตกต่างกันออกไปเช่นนั้น ด้วยเหตุนี้มนุษย์แต่ละคนที่เกิดมาจึงแตกต่างกันในทุกๆ ด้าน แสดงให้เห็นว่า “    กฎแห่งกรรมมีจริง ผลแห่งกรรมมีอยู่จริง การให้ผลของกรรมมีอยู่จริง” ทุกคนล้วนต้องได้รับผลแห่งการกระทำของตนเองทั้งสิ้น แม้แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือพระอรหันตสาวกทั้งหลายยังหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็ยังต้องอยู่ในกฎแห่งกรรมทั้งสิ้น

 

ไม่ว่าบุคคลใดจะไม่เชื่อหรือจะเชื่อก็ตาม สิ่งเหล่านี้ก็มีอยู่ แม้ว่าบางคนจะมีความเห็นผิด ไปกระทำอกุศลกรรมเข้า ก็ต้องได้รับผลกรรมแสนสาหัสที่ตนเองกระทำไว้ทั้งสิ้น เมื่อละโลกแล้ว ก็ไปสู่ทุคติภูมิ หรือถ้ามีกุศลกรรมมาตัดรอนก่อนตาย อกุศลกรรมหรือความผิดที่บุคคลนั้นได้กระทำไว้ก็จะมาส่งผลให้ประสบทุกข์เมื่อกลับมาเกิดใหม่ในภพชาติต่อไปอย่างแน่นอน เพราะฉะนั้นก่อนจะทำอะไรลงไปหรือก่อนที่จะเชื่อใคร ให้ใช้สติปัญญาพิจารณาไตร่ตรองใคร่ครวญด้วยเหตุและผล และควรที่จะตั้งเป้าหมายชีวิตให้ถูกต้องเพื่อการดำเนินชีวิตจะได้ไม่ผิดพลาดกระทำอกุศลกรรมอีก

แต่โดยทั่วไปในปัจจุบัน ผู้คนส่วนใหญ่ในสังคมมีเป้าหมายชีวิตมุ่งอยู่ที่ระดับบนดิน คือ ความมั่นคง ความร่ำรวยในหน้าที่การงานตลอดจนการดำเนินชีวิต เพราะคิดว่า เงินคือพระเจ้าที่สามารถบันดาลทุกสิ่งทุกอย่างให้ได้ตามปรารถนา ยิ่งได้เห็นคนร่ำรวย ต่างใช้ชีวิตอย่างฟุ่มเฟือย หรูหรา สะดวกสบาย ได้รับการยกย่องเชิดชู ก็ยิ่งอยากเลียนแบบกันมากขึ้น

 

การตั้งเป้าหมายชีวิตเช่นนี้ เป็นการตั้งเป้าหมายชีวิตที่แคบ สั้น และเสี่ยงอันตราย เป็นความคิดที่อยู่บนพื้นฐานของความประมาท ไม่ได้เตรียมพร้อมสำหรับชีวิตหลังความตาย เพราะในเวลาใกล้ตายจะมีภาพเหตุการณ์แสดงสิ่งที่ตนเองได้ทำเอาไว้ตลอดชีวิต มาปรากฏขึ้นอย่างชัดเจนในมรณาสันนวิถีจิตที่ใกล้จะตาย ภาพเหตุการณ์เหล่านี้จะเป็นเครื่องบอกล่วงหน้าให้รู้ว่า จักได้ไปสู่สุคติหรือทุคติ ภาพเหตุการณ์นี้เรียกว่า คตินิมิตตารมณ์ อันบ่งบอกถึงคติที่จะไปหลังจากตายไป ดังเช่นที่พระนาคเสนตอบปัญหาของพระเจ้ามิลินท์ว่า

“    เปรียบบุญกุศลเหมือนเรือ บาปกรรมเหมือนศิลา คนที่กระทำบาปอยู่เสมอจนตลอดชีวิต ถ้าเวลาจะตายมิได้ปล่อยจิตใจให้ตามระทมถึงบาปที่ตัวทำมา แต่หลังจากนั้น สามารถประคองใจไว้ในแนวแห่งกุศลอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่นอาจทำใจให้แน่วอยู่เฉพาะแต่ในพระคุณของพระพุทธเจ้าเท่านั้น ถ้าตายลงในขณะแห่งจิตดวงนั้น ก็เป็นอันหวังได้ว่าไปสุคติ ประหนึ่งศิลาซึ่งมีเรือทานน้ำหนักไว้ มิให้จมลงฉะนั้น ส่วนผู้ที่กระทำบาปที่สุดแต่ครั้งเดียว ถ้าเวลาใกล้จะดับจิต เพียงแต่จิตหวนไปพัวพันถึงกิริยาอาการที่ตัวกระทำบาปที่สุดแต่ครั้งเดียว ถ้าเวลาใกล้จะดับจิต เพียงแต่จิตหวนไปพัวพันถึงกิริยาอาการที่ตัวกระทำบาปกรรมไว้เท่านั้น จิตดวงนั้นก็หนักพอที่จะถ่วงตัวให้ไปเกิดในนรก ซึ่งเหมือนศิลาที่เราโยนลงไปในน้ำ แม้จะก้อนเล็กก็คงจมเช่นเดียวกัน”20)

 

ดังนั้น เมื่อเกิดมาเป็นมนุษย์ ซึ่งเป็นอัตภาพที่สามารถสร้างบุญกุศลได้อย่างเต็มที่21) จึงควรที่จะเร่งสร้างบุญสร้างบารมีก่อนที่จะตายจากโลกนี้ไป บุคคลใดก็ตามที่เคยทำอกุศลกรรมมาแล้วในอดีตก็ขอให้ลืมไปให้หมด เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่สามารถเรียกกลับคืนมาได้ ส่วนเรื่องอนาคตยังมาไม่ถึงก็อย่าไปวิตกกังวล พึงทุ่มชีวิตทำวันนี้ให้ดีที่สุดด้วยการละบาปอกุศลกรรม สร้างแต่กุศลกรรม และทำใจให้ผ่องใสอยู่เนืองนิตย์ อย่าได้ลังเลสงสัยอยู่ด้วยความประมาทก่อนที่จะตายจากโลกนี้ไป เพราะถ้าตายไปแล้วก็จะไม่มีโอกาสที่จะย้อนกลับมาสร้างกุศลกรรมได้อีก และเมื่อตายไปแล้วย่อมไม่มีใครสามารถที่จะมาช่วยเหลือเราได้เลย นอกจากกุศลกรรมและอกุศลกรรมที่ตนเองได้กระทำไว้เท่านั้นที่จะนำพาให้ไปสู่สุคติภูมิหรือทุคติภูมิ ดังที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า

“    ปาณิมฺหิ เจ วโณ นาสฺส หเรยฺย ปาณินา วิสํ นาพฺพณํ วิสมเนฺวติ นตฺถิ ปาปํ อกุพฺพโต

ถ้าแผลไม่พึงมีในฝ่ามือไซร้ บุคคลพึงนำยาพิษไปด้วย ฝ่ามือได้ เพราะยาพิษย่อมไม่ซึมเข้าไปสู่ฝ่ามือที่ไม่มีแผล ฉันใด บาปย่อมไม่มีแก่ผู้ไม่ทำอยู่ ฉันนั้น.”22)

พระพุทธพจน์บทนี้จึงเป็นเครื่องยืนยันว่า อกุศลกรรมและกุศลกรรมเป็นเรื่องส่วนตัวของบุคคลที่กระทำไว้เท่านั้น ไม่มีใครมารับแทนได้ ฉะนั้นเมื่อต้องการความสุขความสำเร็จและมีใจปรารถนาจักได้ไปสู่สุคติภูมิ ก็ควรที่จะปฏิบัติตามคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยการละอกุศลกรรมทุกชนิดแม้เพียงเล็กน้อยก็อย่าได้คิดทำ และทำแต่กุศลกรรมทุกชนิดแม้เพียงนิดก็ต้องทำไป รวมทั้งให้หมั่นทำสมาธิเจริญภาวนาเพื่อยังจิตของตนให้ผ่องใส ดำรงมั่นอยู่ในศีลธรรมอย่างไม่หวั่นไหวก่อนที่ความตายจะมาถึงตัว แล้วเมื่อถึงวันที่ต้องตาย ความปรารถนาที่จะไปสู่สุคติก็จะสมหวัง และกุศลกรรมที่ได้กระทำไว้ก็จะติดตัวไปให้พบเจอแต่ความสุขความสำเร็จตลอดกาลนาน

-------------------------------------------------------------------

19) จุนทสูตร, อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต, มก. เล่ม 38 หน้า 433.
20) ปุ้ย แสงฉาย, อัสสสตปัญหาที่ 2 มิลินทปัญหา, (กรุงเทพฯ : ลูก ส. ธรรมภักดี, 2528), หน้า 127.
21) รายละเอียดเรื่องมนุสสภูมิได้อธิบายไว้แล้วในเนื้อหาวิชาจักรวาลวิทยาและวิชาปรโลกวิทยา
22) เรื่องนายพรานกุกกุฏมิตร, อรรถกถาขุททกนิกาย คาถาธรรมบท, มก. เล่ม 42 หน้า 36.

GL 203 กฎแห่งกรรม
กลุ่มวิชาเป้าหมายชีวิต

 

 ยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคล Total Execution Time: 0.00080553293228149 Mins