ทรงเปล่งพระวาจาปรารถนาพุทธภูมิ และได้รับพุทธพยากรณ์ (ตอน ๖)

วันที่ 14 มค. พ.ศ.2548

 

 

พญาไกรสรสีหราช

ในพุทธกาลนี้ พระโพธิสัตว์ของเราเกิดเป็นพญาไกรสรสีหราช เป็นเจ้าแห่งป่า วันหนึ่งขณะออกหาอาหารในป่าใหญ่แห่งหนึ่ง ได้เห็นพระปทุมุตตรสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงมีพระรัศมีเปล่งจากพระวรกายไปรอบพระองค์ทั่วทุกทิศ มีความเลื่อมใส เดินทำประทักษิณรอบพระพุทธองค์ และบรรลือสีหนาท ๓ ครั้ง แล้วยืนเฝ้าพระบรมศาสดาอยู่ใกล้ๆ ตลอด ๗ วันโดยไม่กินอาหารเลย ยอมสละชีวิต อยู่ได้เพราะเกิดปีติ มีพระพุทธคุณเป็นอารมณ์

เมื่อพระตถาคตเจ้าทรงออกจากนิโรธสมาบัติ ทอดพระเนตรเห็นความเลื่อมใสของพระโพธิสัตว์ที่มีต่อพระองค์และภิกษุทั้งหลาย ทรงพิจารณาด้วยอนาคตังสญาณแล้ว จึงตรัสพยากรณ์ว่า พญาไกรสรสีหราชนี้จะสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า โคตมะ พระโพธิสัตว์ฟังแล้วปีติยินดีเลื่อมใสในพระพุทธเจ้ามากยิ่งขึ้น ตั้งใจอธิษฐานปฏิบัติข้อวัตรในการสั่งสมพุทธบารมีให้บริบูรณ์

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ที่ ๙ ที่ทรงตรัสพุทธพยากรณ์

ทรงพระนามว่า พระนารทะสัมมาสัมพุทธเจ้า พระสรีระสูง ๘๘ ศอก อายุขัยของมนุษย์ในยุคนั้น ๙ หมื่นปี ทรงเป็นพระราชโอรสของพระเจ้าสุเทวะ และพระนางอโนมาอัครมเหสี แห่งธัญญวดีนคร ทรงครองฆราวาสวิสัยอยู่ ๙ พันปี ทรงเห็นนิมิต ๔ ประการแล้วทรงสลดพระทัย เมื่อพระนางวิชิตเสนาอัครชายาประสูติพระโอรสนันทุตตระ จึงเสด็จด้วยพระบาทออกมหาภิเนษกรมน์

ทรงใช้เวลาบำเพ็ญเพียร ๗ วัน ผู้ถวายข้าวมธุปายาสคือ พระนางวิชิตเสนา นิสีทนสันถัตกว้าง ๕๘ ศอก พนักงานเฝ้าสุทัสสนะราชอุทยานถวายหญ้าปูนั่ง ๘ กำ ประทับนั่งใต้ต้นมหาโสณะ ( ไม้อ้อยช้างใหญ่)

พระสาวกคือ พระภัททสาละ และ พระชิตมิตตะ พระพุทธอุปัฏฐากคือ พระวาเสฏฐะ ทรงแสดงธรรม ๓ ครั้ง

ครั้งแรกทรงแสดงพระธัมมจักกัปปวัตตนสูตร โปรดพระภิกษุที่บวชตามเสด็จ ๑ แสนรูปที่ธนัญชัยราชอุทยาน การแสดงธรรมครั้งที่ ๒ ทรงกระทำยมกปาฏิหาริย์ และทรงทรมานพญานครชื่อ มหาโทณะ ให้เลื่อมใสยอมรับพระองค์เป็นสรณะ มีสาวกสันนิบาตเกิดขึ้น ๓ ครั้ง สำหรับครั้งที่ ๒ ทรงแสดงพุทธประวัติของพระองค์ตั้งแต่ทรงตั้งปณิธาน เสด็จดับขันธปรินิพพานด้วยพระชนมายุ ๙ หมื่นพรรษา ที่กรุงสุทัสสนะ พระสถูปของพระองค์สูง ๔ โยชน์

ชฎิลโพธิสัตว์

ในพระพุทธกาลนี้ พระโพธิสัตว์ของเราเกิดเป็นชฎิล สร้างอาศรมอยู่ใกล้ป่าหิมพานต์ มีตบะสูง บรรลุอภิญญา ๕ สมาบัติ ๘ สามารถเหาะไปได้รวดเร็วในอากาศ วันหนึ่งพระบรมศาสดาพร้อมด้วยพระอรหันต์ ๘๐ โกฎิ และอุบาสกผู้เป็นพระอนาคามีอีกหนึ่งหมื่นคนไปโปรดพระโพธิสัตว์

ชฎิลพระโพธิสัตว์เห็นพระพุทธลักษณะสง่างามดังรูปปั้นทำด้วยทองคำประดับรัตนะนานาชนิด ยังมีพระรัศมีออกจากพระวรกายแผ่ไปหนึ่งโยชน์ โดยรอบทุกสารทิศตลอดเวลาทั้งกลางวันกลางคืน ก็ทราบทันทีว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เสด็จมาโปรดถึงที่พัก มีความยินดีปลาบปลื้มใจยิ่งนัก รีบจัดสร้างที่ประทับของพระตถาคตและที่อยู่ของพระสาวกผู้ติดตามมา กล่าวสรรเสริญพระพุทธคุณอยู่ตลอดคืน เมื่อได้ฟังพระธรรมเทศนาแล้วมีปิติล้นพ้น รุ่งเช้าจึงเหาะไปนำอาหารจากอุตตรกุรุทวีปมาถวายเป็นมหาทาน ทำดังนี้ตลอด ๗ วัน นำจันทน์แดงที่หาค่าไม่ได้มาจากป่าหิมพานต์มาถวายพระบรมศาสดา พระองค์ตรัสพยากรณ์ว่า ชฏิลจะได้เป็นพระโคตมะพุทธเจ้าในอนาคต ทำให้พระโพธิสัตว์ดีใจมาก บำเพ็ญบุญบารมีให้ยิ่งยวดขึ้นไป

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ที่ ๑๐ ที่ตรัสพุทธพยากรณ์

ทรงพระนามว่า พระปทุมุตตรสัมมาสัมพุทธเจ้า พระสรีระสูง ๕๘ ศอก อายุขัยของมนุษย์ในยุคนั้น ๑ แสนปี ทรงเป็นพระราชโอรสของพระเจ้าอานันทะ และพระนางสุชาดาอัครมเหสี แห่งนครหังสวดี ทรงครองฆราวาสวิสัยเสวยโลกียสุข ๑ หมื่นปี ทรงเห็นเทวทูตทั้ง ๔ แล้วสลดพระทัย เมื่อพระนางสุลทัตตาประสูติพระโอรสอุตตรกุมาร จึงเสด็จออกมหาภิเนษกรมน์ ด้วยปราสาทที่ประทับเลื่อนลอยไปในนภากาศ เหมือนพระโสภิตะสัมมาสัมพุทธเจ้า

ระยะเวลาทำความเพียร ๗ วัน ผู้ถวายข้าวมธุปายาส คือ ธิดาของเศรษฐีรุจานันทา แห่งอุชเชนีนิคม

นิสีทนสันถัตกว้าง ๓๘ ศอก โดยสุมิตตอาชีวกถวายหญ้า ๘ กำ ประทับนั่งใต้ต้นสลฬะ ( ต้นสน) พระอัครสาวกคือ พระเทวิละ และ พระสุชาตะ พระพุทธอุปัฏฐากคือ พระสุมนะ ทรงแสดงธรรม ๓ ครั้ง ครั้งแรกทรงแสดงพระธรรมเทศนา ณ ราชอุทยานกรุงมิถิลา

ครั้งที่ ๒ ทรงแสดงธรรมท่ามกลางสมาคมสรทดาบส ครั้งที่ ๓ ทรงแสดงเมื่อเสด็จไปโปรดพุทธบิดา พระเจ้าอานันทะ ณ กรุงหังสวดี โดยเสด็จจงกรมในอากาศ พร้อมตรัสเล่าเรื่องของพระองค์เอง มีสาวกสันนิบาต ๓ ครั้ง เสด็จดับขันธปรินิพพานเมื่อพระชนมายุ ๑ แสนพรรษา ณ พระวิหารนันทาราม พระสถูปอยู่ที่นั่งสูง ๑๒ โยชน์

ชฎิลผู้ครองรัฐ

ในพระพุทธกาลนี้ พระโพธิสัตว์ของเราเกิดเป็นผู้ครองรัฐใหญ่ชื่อ ชฎิล ได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าผู้มีพระรูปงามดุจรูปปั้นทองคำ มีพระรัศมีแผ่ออก ๑๒ โยชน์ โดยรอบ ฟังพระธรรมเทศนาได้ถวายมหาทานพร้อมผ้าจีวรแด่พระภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข พระบรมศาสดาตรัสพยากรณ์ว่า ชฎิลพระโพธิสัตว์จะได้เป็นพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า โคตมะ ในอนาคตนับจากนี้อีกแสนกัป พระโพธิสัตว์ฟังแล้วปีติยินดียิ่ง บำเพ็ญบารมีจนสิ้นอายุขัย