ชีวิตในวัดปากน้ำ

วันที่ 21 กย. พ.ศ.2558

 

ชีวิตในวัดปากน้ำ


            เมื่อคุณยายปฏิบัติธรรมจนเข้าถึงธรรมกาย และไปช่วยพ่อให้พ้นจากนรกได้สำเร็จแล้ว ความรู้สึกแช่มชื่นเบิกบานก็ท่วมท้นอยู่เต็มหัวใจ ไม่มีความปรารถนาอะไรอีกทั้งสิ้น ท่านกล่าวว่า "การเข้าถึงธรรมกายนั้นเป็นสุขอย่างยิ่งสุขที่ไม่อาจหาสิ่งใดมาทดแทนได้ในโลก เป็นความสุขที่ไม่มีประมาณเป็นสุขล้วนๆเป็นความรู้สึกที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเลยในชีวิต แม้ใครจะเอาทองคำกองท่วมหัวมาแลกก็ไม่ยอม"ด้วยเหตุนั้นคุณยายจึงคิดว่า จะต้องทำงานให้มากยิ่งขึ้น เพื่อให้เจ้าของบ้านเห็นใจ จะได้ขอโอกาสไปปฏิบัติธรรมที่วัดปากน้ำสัก 1 เดือน วันหนึ่งโอกาสเหมาะ หลังจากคุณยายได้นัดแนะกับคุณยายทองสุกไว้แล้ว ท่านเข้าไปขออนุญาตเจ้าของบ้านไปปฏิบัติธรรมที่วัดปากน้ำ เจ้าของบ้านก็เต็มใจอนุญาต แต่ได้กำชับว่าเมื่อครบหนึ่งเดือนแล้วให้กลับมา คุณยายฟังแล้วท่านก็นิ่ง ไม่ได้ตอบว่ากระไรเจ้าของบ้านจึงเข้าใจเอาเองว่า เมื่อครบกำหนดแล้วคุณยายจะกลับมาคืนนั้นคุณยายนอนหลับและฝันไปว่า ตัวท่านเองยืนอยู่บนฝังแม่น้ำใหญ่ มีเรือลำหนึ่งพาท่านข้ามแม่น้ำไปยังอีกฝังหนึ่ง ซึ่งมีต้นโพธิ์ใหญ่มาก มีใบดก ร่มครึ้ม ทั้งใหญ่ทั้ง สวยงาม ให้ร่มเงาร่มรื่นหลังจากขึ้นฝั่งได้ท่านก็เข้าไปนั่งใต้ต้นโพธิ์ ด้วยความรู้สึกเป็นสุขอย่างยิ่ง แล้วก็รู้สึกตัวตื่นขึ้นคุณยายทองสุกพาคุณยายไปวัดปากน้ำเป็นครั้งแรก ในเวลาบ่ายของวันพฤหัสบดี ราวปี พ.ศ. 2481ขณะนั้นหลวงปู่วัดปากน้ำกำลังลง สอนธรรมปฏิบัติอยู่บนศาลาซึ่งอยู่ใกล้กับโรงครัวของวัด เมื่อคุณยายทองสุกแนะนำคุณยายกับหลวงปู่วัดปากน้ำ หลวงปู่ท่านก็เงยหน้าขึ้นมามองคุณยาย ท่านนิ่งอยู่ครู่หนึ่งก็ทักขึ้นมาด้วยถ้อยคำซึ่งยากต่อการเข้าใจสำหรับคุณยายในขณะนั้นว่า "มึงมันมาช้าไป" แล้วท่านก็ส่งคุณยายเข้าโรงงานทำวิชชาในวันนั้นเลยโดยปกติการที่จะเข้าโรงงานทำวิชชาใน สมัยนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายนัก จะต้องผ่านด่าน คือการทด สอบจากผู้ที่เข้าถึงธรรมกายรุ่นพี่ ซึ่งจะตั้งคำถามที่คนธรรมดาตอบไม่ได้ มีแต่ผู้ที่เข้าถึงธรรมกายเท่านั้นจึงจะตอบได้ ถ้าสามารถตอบคำถามได้ จึงจะเข้าโรงงานทำวิชชาได้ แต่สำหรับคุณยายแล้ว ท่านไม่ได้ผ่านขั้นตอนนี้เลย หลวงปู่วัดปากน้ำท่านสั่งให้เข้าไปทำวิชชาได้ทันทีนอกจากการเข้าโรงงานทำวิชชาจะยากแล้ว การมีชีวิตอยู่ในสิ่งแวดล้อมใหม่เช่นนี้ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายไม่เพียงแต่จะต้องปรับตัวให้เข้ากับ สถานที่ใหม่ ยังจะต้องปรับให้เข้ากับบุคคลรอบข้างอีกด้วยเมื่อเข้าไปอยู่ในวัดปากน้ำนั้น เนื่องจากคุณยายเป็นคนใหม่ ไม่รู้จักใครสิ่งของเครื่องใช้ที่ได้รับจึงล้วนแต่เป็นของเก่าๆ ที่เขาเก็บทิ้งไว้โดยไม่มีใครดูแล ไม่ว่าจะเป็นเตียง ตั่ง มุ้ง หรือสิ่งของต่างๆ มุ้งที่ได้รับก็เป็นมุ้งที่ขาดและเก่า เก็บไว้นานๆ โดยไม่ได้ดูแล มีกลิ่นเหม็น ท่านก็เอามาซักจนสะอาด แล้วปะเย็บอย่างดีเตียงที่ได้รับก็เป็นเตียงขาหัก อยู่ใน ภาพที่พัง มีกลิ่นเหม็น และมีตัวเรือด ทั้ง สกปรกและอับชื้นคุณยายท่านได้เตียงอย่างนั้น ก็ไม่รู้สึกเสียใจ เพราะคิดว่าจะอาศัยเตียงนี้นอนพักผ่อน เมื่อ สดชื่นแล้วจะได้
เอากำลังนั้นมาประพฤติปฏิบัติธรรมต่อไปเมื่อได้เตียงมา ก็จัดการซ่อมแซมเตียงนั้นให้นอนได้ แม้ว่าท่านจะไม่มีความรู้ในเรื่องนี้เลย แต่ท่านก็ต้องจัดการซ่อมแซมทุกสิ่งทุกอย่างด้วยตนเอง จากนั้นก็ปัดกวาดเช็ดถูให้ดูใหม่เอี่ยม ถึงกระนั้นตัวเรือดที่ซ่อนเร้นหลบอยู่ตามซอก ก็ยังหลงเหลืออยู่บ้าง ตกกลางคืน ขณะที่ท่านกำลังหลับ ตัวเรือดก็ออกมากัดท่านจึงนอนหลับๆ ตื่นๆ อย่างนั้นทั้งคืน ท่านหากระโถนเล็กๆ มาใบหนึ่ง ลักษณะเหมือนถ้วยแก้วขนาดเท่ามือกำรอบ มาไว้ที่หัวนอน เอาผ้าขาวรองก้นกระโถนแล้วเอากระดาษขาวปิดไว้ เมื่อตัวเรือดมาดูดเลือด ท่านก็จับตัวเรือดใส่ไว้ในกระโถนนั้น แล้วเอากระดาษปิดไว้ พอถึงตอนเช้าก็เอาไปปล่อยท่านเก็บจนกระทั่งตัวเรือดหมดสิ้นไป เตียงนอนของท่านจึงสะอาดมากด้วยเหตุนี้ สมาชิกที่อยู่วัดมาก่อนจึงชอบมาดูเตียงของท่านที่แม้จะไม่ สวยงาม แต่ความสะอาดกลับเป็นที่ชุมนุมของ สมาชิกที่อยู่ด้วยกัน ที่ชอบมาจับมาลูบคลำเตียงของท่านสำหรับเรื่องอาหาร คนเก่าๆ ที่อยู่มาก่อน ก็ไม่ยอมให้คุณยายไปร่วมวงด้วย เพราะท่านมีรูปร่างผอม ผมยาว ตาลึก เนื้อตัวสะพรั่งไปด้วยเส้นเอ็น ใครเห็นก็ต้องคิดว่าท่านเป็นโรค กลัวจะติดเชื้อโรคจากท่าน ดังนั้นเวลาเขาเอาอาหารให้ เขาก็ตักใส่จานสังกะสีแล้วเสือกไส ให้เหมือนไม่เต็มใจคุณยายต้องพบกับ ภาพเช่นนี้ทุกวันคนเราหากถูกใครแสดงความรังเกียจเช่นนี้ทุกวัน คงยากที่จะทนอยู่ต่อไปได้ แต่วิสัยของคนมีบุญนั้น สอนตัวเองได้ คุณยายคิดว่าท่านมาอยู่ที่นี่เพื่อปฏิบัติธรรม อาหารมื้อนี้หรือทุกมื้อเป็นของหลวงปู่วัดปากน้ำ ที่ได้มาจากบุญของผู้ที่มีศรัทธา เพราะหลวงปู่วัดปากน้ำเป็นเนื้อนาบุญ คนอยากได้บุญก็มาทำบุญกับท่าน ท่านก็เผื่อแผ่มาถึงคุณยาย และลูกศิษย์ทุกๆ คนคุณยายท่านเป็นคนใจใสบริสุทธิ์ มองโลกในแง่ดี ท่านคิดว่าเป็นธรรมดาอยู่เองที่คนจัดอาหารจะต้องเหนื่อยมากเป็นพิเศษ เพราะต้องอยู่หน้าเตาไฟ ต้องตื่นแต่ดึกแต่ดื่นไปหาซื้ออาหารมานอกจากการปรุงอาหารอยู่หน้าเตาไฟจะร้อนแล้ว ยังต้องเหน็ดเหนื่อยจัดแจกอาหารอีก ดังนั้นไม่ว่าเขาจะให้อาหารด้วยกิริยาอาการอย่างไรก็ตาม หน้าที่ของท่านคือรับประทานอาหารของหลวงปู่วัดปากน้ำเพื่อให้มีแรงปฏิบัติธรรม และเพื่อศึกษาวิชชาธรรมกายเท่านั้นส่วนการที่ใครมองว่าคุณยายเป็นโรคนั้น ท่านก็คิดว่าดีเหมือนกัน เพราะจะได้ปลีกตัวมาอยู่ตามลำพัง รับประทานอาหารคนเดียวจะอิ่มเวลาไหนก็ได้ ไม่ต้องเกรงใจใคร ขณะที่รับประทานก็มีเวลา
สำหรับตรึกธรรมะไปด้วย เสร็จแล้วก็ไปล้างจาน ล้างจานไปด้วยขณะเดียวกันก็ล้างใจไปด้วยสะอาดทั้งจานสะอาดทั้งใจ
คุณยายท่านมีความแน่วแน่เด็ดเดี่ยวในการศึกษาวิชชาธรรมกายเพียงอย่างเดียว ไม่เคยรู้สึกหวั่นไหวต่อเรื่องไร้สาระ ให้เป็นอุปสรรคต่อการแสวงหาธรรมะของท่านเลย


ก้าวไปสู่การทำวิชชา
            คุณยายเป็นคนใหม่ที่ก้าวเข้ามาสู่การทำวิชชา แต่ท่านไม่ประมาท ตรึกธรรมะตลอดทุกอิริยาบถไม่คิดถึงเรื่องใดทั้งสิ้น ฝึกหยุดในหยุด นิ่งในนิ่ง เข้าไปเรื่อยๆ ทั้งวันทั้งคืน ด้วยความวิริยะอุตสาหะ เพื่อจะได้รู้เห็นวิชชาเหมือนผู้ที่มาก่อน หลวงปู่วัดปากน้ำท่านจะได้ใช้งานได้อย่างทันใจ เมื่อฝึกมากขึ้นความละเอียดก็เพิ่มขึ้นไปตามลำดับจนละเอียดกว่าเดิมที่เคยเป็นมาก่อน และ สว่างยิ่งกว่าดวงอาทิตย์ยามเที่ยงวันมาร้อยเรียงกันเต็มท้องฟ้าต่อมาหลวงปู่วัดปากน้ำท่านมักจะถามคำถาม ซึ่งคุณยายไม่เคยคิดมาก่อน วันแรกที่ท่านเจอข้อสอบของหลวงปู่วัดปากน้ำ คำถามแรกก็คือ"ลูกจันทร์ เมื่อกี้หลวงพ่อเดินผ่านโบสถ์มา เห็นนกมันไปเกาะบนหลังคา มันเหลียวมาดูข้างหลัง แล้วมันก็หันไปดูข้างหน้า มันทำอย่างนั้นทำไม"เมื่อฟังคำถามแล้ว คุณยายท่านก็หยุดนิ่งอย่างเบา สบาย หยุดในหยุด ดิ่งเข้ากลางไป พอหยุดถูกส่วนก็เห็นเป็นเรื่องเป็นราว ทั้งรู้ทั้งเห็น แล้วตอบว่า"นกมันก็หันไปดูทางที่มันมา จะได้จำทางได้ แล้วมันก็มองไปข้างหน้า ดูที่หมายที่มันจะไปหากินเจ้าค่ะ"
หลวงปู่วัดปากน้ำท่านก็ว่า "เออ มันต้องอย่างนี้ซิ"หลวงปู่วัดปากน้ำท่านจะค่อยๆ ถามจากง่ายไปหายาก พอวันรุ่งขึ้นท่านก็ถามอีก "ลูกจันทร์หลวงพ่อออกมาจากหอฉัน เห็นคนพิการ ขามันเป๋ เอ็งลองไปดูซิว่ากายละเอียดของมันเป๋ด้วยหรือเปล่า"คุณยายท่านก็หาคำตอบมาจนได้เวลาหลวงปู่ท่านถาม ถ้าใครตอบถูก ท่านก็จะบอกว่า "เออ มันต้องอย่างนี้ซิ" ถ้าไม่ถูก
ท่านจะนิ่งๆ เฉยๆ ถามอย่างนี้ไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเรื่องยากขึ้นๆ เช่น ถามถึงแขกพาหุรัด ถึงความเชื่อถืออะไรต่างๆ ซึ่งคุณยายไม่เคยรู้เรื่องมาก่อน แต่ด้วยญาณทัสนะที่แม่นยำ ทำให้ท่านตอบถูกทั้งหมดนอกจากนี้หลวงปู่วัดปากน้ำท่านจะคอยซักถามคุณยายเสมอว่า "เวลาออกไปที่หอฉันน่ะ เอ็งอยู่ตรงกลางหรือเปล่า" ทำให้คุณยายต้องเอาใจไว้ตรงกลางกายตลอด ไม่ให้คลาดเคลื่อนทั้งกลางวัน กลางคืน เมื่อเป็นอย่างนี้ ความรู้ก็ลึกซึ้งเข้าไปเรื่อยๆ จนในที่สุดท่านได้มานั่งบนเตียงขาดรู้
เตียงขาดรู้นี้ มีลักษณะคล้ายธรรมาสน์สำหรับพระนั่งเทศน์ ขนาดพอดีตัว มีไว้ให้เป็นเกียรติสำหรับผู้ที่ธรรมะดีเด่น เวลาคุณยายนั่งสมาธิในตอนกลางคืน จะต้องกางมุ้งครอบไว้อีกทีหนึ่ง เนื่องจากเตียงนี้มีขนาดเล็ก จึงเป็นเหตุให้คุณยายต้องนั่งตัวตรง นิ่งอยู่ตลอดเวลา เพราะถ้าเผลอทำตัวเอียงไปทางใดทางหนึ่งแม้เพียงนิดเดียว จะถูกยุงกัดทันที ท่านั่งสมาธิของท่านจึงมั่นคง สง่างามที่สุดส่วนคำว่า "ขาดรู้" คือ การทำใจให้หยุดนิ่งสนิทสมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ จนกระทั่งหลุดจากกายหยาบเข้าไปสู่กายธรรมที่ละเอียดขึ้นไปเรื่อยๆ ทิ้งการรับรู้ภายนอก เข้าไปรับรู้ภายใน เมื่อครบกำหนดเวลาแล้วจึงถอนการขาดรู้ ทำให้จิตบริสุทธิ์มาก มีพลังมาก ความรู้กว้างขวางมาก และมีญาณทัสนะแม่นยำมาก จนกระทั่งความรู้แตกฉาน ทำให้เข้าใจเรื่องราวของโลกและชีวิตเพิ่มมากขึ้นไปตามลำดับ คุณยายท่านเอาจริงเอาจังจนกระทั่งขยับจากผู้ที่ไม่รู้อะไร มาเป็นผู้รู้อยู่แถวหน้าได้รับความไว้วางใจจากหลวงปู่วัดปากน้ำ ให้เป็นหัวหน้าเวรขาดรู้ ซึ่งถือว่าเป็นตำแหน่งอันทรงเกียรติยิ่งสำหรับผู้ศึกษาวิชชาธรรมกายที่ฝึกฝนตนเองมาอย่างดีแล้วครั้นแล้ว วันเวลาที่ไม่พึงปรารถนาก็มาถึง หลังจากที่อยู่วัดปากน้ำครบ 1 เดือน ถึงกำหนดที่คุณยายจะต้องกลับไปหาคุณนายเลี้ยบ แต่เมื่อผ่านมาถึงเพียงนี้ท่านก็ตั้งใจว่าจะไม่กลับไปอีก เพราะ
ปรารถนาจะศึกษาธรรมะที่ละเอียดยิ่งขึ้น จึงได้ปรึกษากับคุณยายทองสุกว่า "พี่ พี่สุก ฉันไม่กลับแล้วนะ""กูก็ไม่กลับโว้ย อีก้าง เราบวชกันดีกว่า" คุณยายทองสุกชวนคุณยายบวชชี"แล้วเราจะบวชกันอย่างไรล่ะ" คุณยายถาม"เช่าผ้าเขาบวชกันดีกว่า" คุณยายทองสุกออกความเห็น เพราะใน สมัยนั้นการจะหาซื้อผ้าสักผืน เป็นเรื่องลำบาก จึงต้องใช้วิธีเช่าเขามา เมื่อตัดสินใจดังนั้นแล้วทั้ง สองจึงพากันโกนศีรษะบวชกันในคืนนั้น ซึ่งหลวงปู่วัดปากน้ำท่านก็ดีใจวันรุ่งขึ้น เมื่อคุณนายเลี้ยบจะมารับกลับ ก็เห็นแม่ชีทั้งสองนั่งอยู่ตรงหน้าหลวงปู่วัดปากน้ำ ซึ่งนอกจากผมยาวจะหายไปจากศีรษะหมดสิ้นแล้ว หน้าตาผิวพรรณยังนวลสดชื่นด้วยธรรมรังสีของพระธรรมกายอีกด้วยเวลานั้น คุณนายเลี้ยบยังไม่กล้าพูดสิ่งใด ทั้งนี้เพราะเกรงใจหลวงปู่วัดปากน้ำ จึงได้แต่มองหน้ากัน หลังจากที่หลวงปู่ท่านลุกออกไปแล้ว คุณนายเลี้ยบก็ถามคุณยายด้วยความไม่เข้าใจว่า"ไหนว่าจะกลับ ทำไมบวชล่ะ" คุณยายท่านไม่ตอบสิ่งใดเลย ได้แต่นั่งฟังด้วยอาการสงบนิ่งอันเป็นอัธยาศัยปกติของท่านความผูกพันที่คุณนายเลี้ยบมีต่อคุณยายนั้นมากมาย ดังจะเห็นได้จากเมื่อ 20 ปีต่อมา ขณะนั้นคุณนายเลี้ยบอายุ 85 ปี ท่านมาหาคุณยาย แล้วพูดด้วยถ้อยคำเดิมว่า "แม่จันทร์นะแม่จันทร์ บอกว่ามาแล้วจะกลับ แล้วก็ไม่กลับ" แม้ในวันที่ใกล้จะละโลก คุณนายเลี้ยบให้คนมาเชิญคุณยายไปที่บ้าน เพื่อที่จะทำบุญกับคุณยาย แต่พอเจอหน้ากันเท่านั้น คุณนายเลี้ยบก็ใช้คำเดิมอีก "แม่จันทร์นะแม่จันทร์ บอกว่ามาแล้วจะกลับ แล้วก็ไม่กลับ" แล้วก็มอบเงินเพื่อทำบุญกับคุณยายผู้มีธรรมะในตัวเองสำหรับคุณยายเอง ท่านไม่ได้คิดที่จะไปเป็นคนทำงานที่บ้านใครตลอดชาติ ที่ยอมตนในตอนแรกก็เพื่อจะศึกษาวิชชาธรรมกาย แม้ว่าจะลำบากเพียงใดก็อดทน ไม่ได้คิดจะมาแสวงหาอาชีพอย่างนี้ ท่านจึงไม่กลับไปที่บ้านคุณนายเลี้ยบอีก อยู่ศึกษาวิชชาธรรมกายกับหลวงปู่วัดปากน้ำนับแต่นั้นมา


คุณยายทำวิชชา
            สถานที่ศึกษาวิชชาธรรมกายชั้นสูงนั้นเรียกว่า "โรงงานทำวิชชา" เป็นกุฏิหลังใหญ่ มีเพิงออกไป2 ข้าง ตรงกลางกุฏิมีผนังกั้นแบ่งเป็น 2 ห้อง แยกพระกับแม่ชีไว้คนละส่วน เพื่อที่จะได้มองไม่เห็นซึ่งกันและกัน ดังนั้นพระกับแม่ชีจึงไม่รู้จักกันเลยส่วนหลวงปู่วัดปากน้ำท่านจะนั่งอยู่กับพระซึ่งในเวลานั้นมีประมาณ 30 รูปสำหรับแม่ชีและอุบาสิกาที่ถือศีล 8 แต่ยังไม่ได้บวชก็มีประมาณ 30 คนเช่นกัน ที่ผนังกั้นนี้ถูกเจาะเป็นช่องเล็กๆ ไว้สำหรับหลวงปู่วัดปากน้ำท่านสั่งงาน ซึ่งสามารถมองเห็นได้แต่หน้าท่านแต่ไม่เห็นตัวการทำวิชชา มัยนั้น ในยามปกติ จะทำกันผลัดละ 4 ชั่วโมง ต่อเนื่องกันไปไม่มีหยุดเลยส่วนในยามสงครามโลก จะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มละ 2 ผลัด ผลัดละ 6 ชั่วโมง กลางวัน 6 ชั่วโมงกลางคืน 6 ชั่วโมง ผลัดแรกหรือกะที่ 1 จะเริ่มเข้าที่นั่งสมาธิตั้งแต่ 6 โมงเย็นถึงเที่ยงคืนส่วนกะที่ 2เริ่มตั้งแต่เที่ยงคืนถึง 6 โมงเช้าส่วนในตอนกลางวัน กะที่ 1 จะอยู่ถึงครึ่งวันเช้า แล้วกะที่ 2 จะมาต่อถึง 6 โมงเย็น เป็นอย่างนี้ตลอดทั้งวันทั้งคืน 24 ชั่วโมงหลวงปู่วัดปากน้ำท่านคัดเลือกให้คุณยายเป็นหัวหน้าเวรดึก เพราะเห็นว่าคุณยายมีความตั้งใจจริงในการศึกษาวิชชาธรรมกาย มีญาณทัสนะแม่นยำ มีความรับผิดชอบสูง และอีกประการหนึ่งก็คือคุณยายเป็นคนแข็งแรงมีข้อน่าสังเกตบางประการที่ทำให้ท่านได้รับการคัดเลือกให้เป็นหัวหน้าสิ่งนั้นก็คือการเอาจริงและทำมากกว่าคนอื่น แม้ว่าคุณยายจะนั่งสมาธิเหมือนกับคนอื่น แต่เวลานั่งท่านไม่ขยับเลย นั่งแบบทิ้งชีวิต จนขาดการรับรู้ทางกายไปรับรู้เอาวิชชาข้างใน เมื่อครบ 6 ชั่วโมงจะออกเวร คนที่นั่งมาด้วยกันลุกออกไปแล้ว แต่คุณยายท่านยังไม่ลุก ท่านอยู่รอฟังว่าหลวงปู่วัดปากน้ำจะสั่งวิชชา ชุดที่เข้ามาผลัดว่าอย่างไร อย่างน้อยอีกครึ่งชั่วโมง บางครั้งก็ถึงชั่วโมง เมื่อรับรู้คำสั่งแล้ว คุณยายก็ทำควบคู่กับเขาไปด้วยหลังจากนั้นท่านจึงออกจากห้องไปเมื่อออกจากห้องไปแล้ว คุณยายก็ยังคงตรึกธรรมะไปเรื่อยๆ พร้อมกับการทำภารกิจส่วนตัวภายนอกเคลื่อนไหว แต่ภายในหยุดนิ่งตลอดเวลา พอถึงเวลาเข้าเวร คนอื่นจะเข้าเมื่อถึงเวลา แต่สำหรับคุณยายแล้ว อย่างน้อยต้องเข้าไปก่อนสัก 15 นาที เพื่อที่จะได้ฟังในตอนท้ายชั่วโมงของชุดนั้นว่าหลวงปู่วัดปากน้ำท่านอบรมอย่างไรบ้าง มีข้อผิดพลาดและข้อแก้ไขอย่างไร เมื่อรับรู้เรียบร้อยแล้วผู้ที่ทำวิชชาอยู่ในชุดเดียวกันจึงจะเข้ามา ด้วยเหตุนั้นความรู้ที่หลวงปู่วัดปากน้ำท่านมี คุณยายจึงไม่ปล่อยให้ตกหล่น เริ่มต้นอย่างไร ลงท้ายอย่างไรส่งต่อกันอย่างไร คุณยายรู้หมด และทำได้หมดแม้ว่าท่านจะไม่รู้หนังสือ อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ ในขณะที่คนอื่นๆ อ่านหนังสือออกกันทุกคน แต่ท่านได้นำคำตอบจากความรู้แจ้งเห็นแจ้งอย่างแท้จริงภายในของท่าน ซึ่งเกิดจากการทำความเพียรมาตอบหลวงปู่วัดปากน้ำ จนกระทั่งหลวงปู่ท่านพอใจแล้วคัดเลือกให้เป็นหัวหน้าเวร
เมื่อคุณยายทำวิชชาได้ประมาณ 2 ปี สงครามโลกครั้งที่ 2 ก็เกิดขึ้น ในยามนั้น คุณยายท่านเป็นหัวหน้าเวรกะ 2 หลวงปู่วัดปากน้ำท่านใช้ให้บรรดาลูกศิษย์ของท่านที่ทำวิชชาได้คล่องช่วยประเทศชาติและช่วยมวลมนุษยชาติทั้งหลาย โดยไม่จำกัดว่าจะเป็นฝ่ายใด ให้เลิกรบราฆ่าฟันกันและให้ประเทศไทยปลอดจากภัยพิบัติที่เกิดขึ้นจาก งคราม ท่านได้สั่งให้บรรดาศิษย์ที่บรรลุวิชชาธรรมกายช่วยกันแก้ไข ถานการณ์ด้วยการใช้อานุภาพของพระธรรมกาย ดลบันดาลให้ข้าศึกมองเห็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญ เป็นป่าบ้าง เป็นทะเลบ้าง ใช้วิธีการพรางป่าให้เป็นเมือง พรางเมืองให้เป็นป่าเพื่อไม่ให้ข้าศึก สนใจ จะได้ทิ้งระเบิดลงไม่ถูกเป้าหมาย ทำให้รอดพ้นจากภยันตรายมาได้ในช่วง งครามโลกครั้งที่ 2 มีระเบิดลงในกรุงเทพฯ มาก เพราะญี่ปุ่นยกกองทัพขึ้นบกจะเอาเมืองไทยเป็นฐานทัพเพื่อที่จะมุ่งแผ่ขยายอำนาจเข้าไปในพม่าและอินเดียต่อไป หลวงปู่วัดปากน้ำท่านถึงกับลั่นวาจาว่า จะยอมตายอยู่ที่วัดปากน้ำ ไม่ยอมหนีไปไหน จะใช้วิชชาธรรมกายที่เข้าถึงช่วยประเทศชาติให้รอดพ้นจากภัยอันใหญ่หลวงครั้งนี้ให้ได้ คุณยายเองก็เช่นกัน ท่านไม่ไปไหนเลยอยู่เวรทำหน้าที่อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง ชาวบ้านแถวนั้นทราบกิตติศัพท์ของหลวงปู่วัดปากน้ำจึงมาขอพึ่งอาศัยบารมีหลบลูกระเบิดอยู่ที่วัดกับท่าน

 

            ดังนั้น ในระหว่างที่ สงครามโลกกำลังดำเนินอยู่ หลวงปู่วัดปากน้ำจะคอยตรวจสอบเวลาที่เครื่องบินมาทิ้งระเบิด ท่านจะถามพวกทำวิชชาว่า เครื่องบินจะมาทิ้งระเบิดเวลาไหน ถ้าคุณยายตอบทุกคนจะเตรียมปิดไฟกันแล้ว เพราะทุกคนรู้ว่าญาณทัสนะของคุณยายแม่นยำมาก หลังจากนั้นหลวงปู่วัดปากน้ำจะควบคุมการปัดระเบิดเองทั้งหมดเมื่อได้รับคำสั่ง คุณยายหยุดในหยุดเรื่อยไป ไม่ว่าลูกระเบิดจะลงมามากเพียงใด ท่านก็ประกอบวิชชาธรรมกายแก้ไขสิ่งที่เขาทำมาเข้าไปเรื่อยๆ และทำได้สำเร็จด้วยอานุภาพของวิชชาธรรมกายการอยู่เวรทำภาวนาตั้งแต่กลางคืนจนถึงเช้าเป็นแรมปีเช่นนี้ หากจิตใจและร่างกายไม่แข็งแรงไม่แกร่งเป็นเหล็กเป็นเพชรจริงๆ แล้วจะอยู่ได้ยาก เพราะเป็นช่วงระยะเวลายาวนาน แต่สำหรับคุณยายแล้ว
สงครามไม่มีความหมายสำหรับท่านเลย ท่านบอกว่าศึกษาค้นคว้าวิชชากันไปเรื่อยๆ ถามกันตอบกันสนุกสนานมีความสุขมาก ท่านมุ่งศึกษาไปสู่วิชชาที่ละเอียดลึกซึ้งขึ้นไปเรื่อยๆ ถึงแม้ว่าในช่วงเวลานั้นความเป็นอยู่จะลำบากมาก เสื้อผ้าที่สวมใส่นั้นเก่าและผุจนขาด ไม่มีเปลี่ยน อาหารที่เคยมีอย่างพอเพียงก็ขาดแคลน และที่ร้ายยิ่งไปกว่านั้นคือ เกิดน้ำท่วมใหญ่ทั้งประเทศซ้ำเติมขึ้นมาอีก แต่คุณยายท่านก็ทำความเพียรเรื่อยไป และสามารถผ่านเหตุการณ์เลวร้ายนั้นมาได้อย่างดีแม้ว่าคุณยายจะเป็นคนผอม แต่ท่านแข็งแรง ยามใดที่ท่านทำวิชชา ใจของท่านจะหลุดจากกายหยาบไปเลย แล้วเข้าไปเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับกายธรรม กับผู้รู้แจ้งภายใน เป็นประดุจภาชนะรองรับผู้บริสุทธิ์ทั้งหลายในอายตนนิพพาน ที่ถ่ายทอดอานุภาพทั้งหมดลงมาที่กายของท่านอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย ทำให้ท่านเป็นผู้มีฤทธิ์ มีเดช มีอานุภาพมากหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติลงแล้ว คุณยายก็ยังคงทำวิชชาต่อไปเรื่อยๆ ท่านศึกษาค้นคว้าเข้าไปจนรู้เรื่องราวของโลกและจักรวาล เรื่องของธาตุธรรมทั้งที่เป็นกุศล อกุศล และอัพยากฤตว่ามีการรบรากันมาตั้งแต่ต้นอย่างไร และมีความเกี่ยวพันมาถึงตัวเราอย่างไร ความรู้ภายในที่เกิดจากใจบริสุทธิ์หยุดนิ่งนั้น เป็นสิ่งที่หาใครเสมอเหมือนได้ยากยิ่ง ท่านจึงรู้ทุกสิ่งทุกอย่างด้วยอานุภาพของวิชชาธรรมกาย
คุณยายมีความสุขอย่างยิ่งกับการทำวิชชาอยู่กับหลวงปู่วัดปากน้ำ เพราะวิชชาธรรมกายเป็นความรู้ที่คู่กับความสุข ท่านไม่นึกถึงเรื่องอื่นใด นอกจากนึกว่าทำอย่างไรจึงจะไปถึงที่สุดแห่งธรรมและด้วยความมุ่งมั่นนี้ ภายหลังต่อมาเมื่อท่านยังแข็งแรงอยู่ ยามอารมณ์ บายๆ ท่านมักจะพูดกับลูกศิษย์ใกล้ชิดว่า "ยายยังไม่ไปนิพพาน ยายจะไปปราบไอ้ดำ (มาร) ให้ถึงที่สุด" ท่านพูดอย่างนี้เสมอ แล้วก็มุ่งศึกษาวิชชาธรรมกายเรื่อยมาการศึกษาวิชชาธรรมกาย คือ การศึกษาด้วยการทำใจหยุด ทำใจนิ่ง หลวงปู่วัดปากน้ำท่านอธิบายว่า ต้นเหตุแห่งความทุกข์ทรมานของ รรพสัตว์และ รรพสิ่งทั้งหลายนั้นคือ "พญามาร" ซึ่งแปลว่า "ผู้ขวาง" คือ ขวางการทำความดีของทุกคน ไม่ให้ทำได้อย่างสะดวกสบายในพระไตรปิฎกมีกล่าวถึงพญามารไว้หลายตอน แม้ในศาสนาอื่นก็มีกล่าวถึงพญามาร แต่บางครั้งก็เรียกกันว่าซาตาน ถ้าจะอธิบายให้เข้าใจง่ายก็คือ มีการต่อสู้กันอยู่ระหว่าง 2สิ่ง คือ ธรรมกับอธรรม บุญกับบาป ความดีกับความชั่ว ความ ว่างกับความมืด ความรู้กับความไม่รู้ ความบริสุทธิ์กับสิ่ง
ที่เป็นมลทิน ต่อสู้กันอยู่ตลอดเวลา โดยมี อากา โลก ขันธโลก และสัตวโลก เป็น มรภูมิสัตว์โลก ได้แก่ เห็น จำ คิด รู้ หรือจิตใจของ รรพสัตว์ทั้งหลาย ขันธโลก ได้แก่ ขันธ์ต่างๆของมนุษย์และสัตว์ทั้งปวง รวมทั้งเทวดาทั้งหลาย อากาสโลก ได้แก่สิ่งแวดล้อม ตั้งแต่อากาศภายในเชื่อมโยงกับบรรยากาศข้างนอกเรื่อยออกไปจนครอบคลุมสรรพสิ่งทั้งหลายหลวงปู่วัดปากน้ำท่านอธิบายเพิ่มเติมว่า ถ้าไม่ได้ไปดับต้นเหตุของผู้ที่ผลิตความทุกข์ทรมานขึ้นมา ทุกข์ทั้งหลายไม่มีวันหมดไปจากสัตวโลกโดยเด็ดขาด ความเบียดเบียนจะไม่มีวันหมดสิ้นไปการรบกันในเมืองมนุษย์นั้นเป็นการรบที่ไม่ถูกต้อง เป็นการรบกันเอง ยังไม่ถูกตัวจริง ถ้าถูกตัวจริงต้องรบกับต้นเหตุของกิเล ซึ่งก็คือพญามาร พญามารจะบังคับให้มนุษย์คิดไม่ดี พูดไม่ดี และทำไม่ดี
แล้วก็ต้องเวียนว่ายตายเกิด รับผลของบาปกรรมอยู่ร่ำไป บังคับขันธ์ห้าของมนุษย์ให้มีโรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียน ตรึงเอาไปติดในสิ่งไม่ดีบ้าง และบังคับอากาสโลก เช่น ฝนไม่ให้ตกต้องตามฤดูกาล บังคับเศรษฐกิจให้ตกต่ำ ให้เกิดข้าวยากหมากแพง แห้งแล้ง ให้เกิดรบราฆ่าฟันกัน เบียดเบียนซึ่งกันและกัน เมื่อปราบมารหมดสิ้นไปเมื่อใด ความโลภ ความโกรธ ความหลงที่บังคับสรรพสัตว์และสรรพสิ่งทั้งปวงก็จะหมดสิ้นไป เหลือแต่ความดีงามที่บังเกิดขึ้นแต่ถ้าไปยังไม่ถึงที่สุดแล้ว ก็ยังต้องเป็นบ่าวเป็นทาสของพญามารอยู่ร่ำไป เพราะฉะนั้นต้องไปถึงที่สุดแห่งธรรมจึงจะชนะได้ ตลอดชีวิตของท่านจึงทำความเพียรอย่างนี้ทั้งวันทั้งคืนไม่ถอนถอย


หนึ่งไม่มีสอง
            ไม่ว่าในยามปกติหรือในยาม งครามโลก คุณยายนั้นเป็นหนึ่งในนักรบกองทัพธรรม ที่ทำวิชชาต่อสู้กับพญามารด้วยจิตตานุภาพ ด้วยการหยุดนิ่ง ด้วยธรรมาวุธภายใน อาศัยบุญฤทธิ์อันเกิดจากอานุภาพของวิชชาธรรมกาย ต่อสู้กันตลอดเวลา 24 ชั่วโมงใน มรภูมิรบ จนกระทั่งหลวงปู่วัดปากน้ำท่านเห็นแล้วว่า คุณยายนั้นมีฤทธิ์ มีอานุภาพ มีความเพียร มีกำลังใจที่เข้มแข็ง แม้จะทำความเพียรจนกระทั่งผ่ายผอม ตัวสะพรั่งไปด้วยเส้นเอ็น แต่ทั้งดวงตาและดวงใจของท่านเด็ดเดี่ยว ไม่หวั่นไหวต่อสิ่งใดในยามสงครามโลก ไม่ว่าลูกระเบิดจะลงมามากมายเพียงใด คุณยายก็ไม่เคยมีอาการสะดุ้งกลัวต่อมรณภัย หรือความอัตคัดขาดแคลนต่างๆ ที่เกิดขึ้น ไม่เคยแม้แต่จะปริปากพูดบ่น ท่านมีใจที่หยุด นิ่ง เฉยเป็นปกติ มุ่งไปถึงที่สุดแห่งธรรมเพียงอย่างเดียว ไม่ว่าหลวงปู่วัดปากน้ำสั่งอะไรก็ตาม คุณยายย่อมทุ่มเทความสามารถทำได้ตามนั้นทุกสิ่งทุกอย่าง เพราะท่านเป็นคนรักษาหน้าที่ยิ่งชีวิต และอยู่ในโอวาทของหลวงปู่วัดปากน้ำเสมอ เมื่อหลวงปู่ท่านเห็นดังนั้น จึงได้รำพึงขึ้นมาในท่ามกลางนักรบกองทัพธรรมที่ร่วมทำวิชชาปราบมารด้วยกันนั้นว่า "ลูกจันทร์นี่ หนึ่งไม่มี อง" เหตุการณ์คราวนี้นับเป็นมหาปีติยิ่งในสมรภูมิคำว่า "หนึ่งไม่มีสอง" นี้ หลวงปู่วัดปากน้ำท่านพูดครั้งเดียวในชีวิตของท่านเท่านั้น และไม่พูดกับใครอีกเลย นั่นหมายถึงว่า เป็นถ้อยคำอมตะที่สำคัญยิ่ง มอบให้แก่ผู้มีความดีสมบูรณ์พร้อมทั้งหมดอย่างคุณยายเมื่อได้รับคำชมนั้น คุณยายมิได้ลิงโลดใจหรือหยิ่งผยองพองตัวเลย ยังคงรักษาภาวะปกติและทำความเพียรของท่านเรื่อยไป หยุดในหยุด อยู่กับธรรมะตลอดทั้งวันทั้งคืนนอกจากธรรมะภายในที่เป็นหนึ่งไม่มีสองแล้ว ท่านยังมีอุปนิสัยมักน้อยสันโดษ เป็นคนชอบให้ไม่ชอบสะสม ดังเช่นวันหนึ่ง มีคนเอาพัดขนนกยูงมาถวายหลวงปู่วัดปากน้ำ แต่เขาถวายเพียงด้ามเดียวเท่านั้นในขณะที่ในโรงงานทำวิชชามีคนตั้งมากมาย หลวงปู่จึงให้จับฉลาก และท่านก็นึกว่าใครที่มีธรรมะดีที่สุดขอให้จับฉลากได้พัดนี้ จากนั้นท่านวางใจเป็นกลางๆ ให้พวกอุบาสิกาเขียนฉลากแล้วก็จับฉลากกันไปคุณยายก็นั่งเข้ากลางของกลางไปเรื่อยๆคุณยายจับฉลากเป็นคนสุดท้าย แต่น่าอัศจรรย์ยิ่งที่ฉลากใบเดียวใบนี้หลีกมือคนอื่นมาถึงมือของคุณยายได้ ท่านจับได้มาแล้วก็อ่านไม่ออก ต้องให้คนอื่นช่วยอ่าน พออ่านแล้วก็เในยาม งครามโลก ไม่ว่าลูกระเบิดจะลงมามากมายเพียงใด คุณยายก็ไม่เคยมีอาการสะดุ้งกลัว
ต่อมรณภัย หรือความอัตคัดขาดแคลนต่างๆ ที่เกิดขึ้น ไม่เคยแม้แต่จะปริปากพูดบ่น ท่านมีใจที่หยุด นิ่ง เฉยเป็นปกติ มุ่งไปถึงที่สุดแห่งธรรมเพียงอย่างเดียว ไม่ว่าหลวงปู่วัดปากน้ำสั่งอะไรก็ตาม คุณยายย่อมทุ่มเทความสามารถทำได้ตามนั้นทุกสิ่งทุกอย่าง เพราะท่านเป็นคนรักษาหน้าที่ยิ่งชีวิต และอยู่ในโอวาทของหลวงปู่วัดปากน้ำเสมอ เมื่อหลวงปู่ท่านเห็นดังนั้น จึงได้รำพึงขึ้นมาในท่ามกลางนักรบกองทัพธรรมที่ร่วมทำวิชชาปราบมารด้วยกันนั้นว่า "ลูกจันทร์นี่ หนึ่งไม่มี อง" เหตุการณ์คราวนี้นับเป็นมหาปีติยิ่งใน มรภูมิคำว่า "หนึ่งไม่มีสอง" นี้ หลวงปู่วัดปากน้ำท่านพูดครั้งเดียวในชีวิตของท่านเท่านั้น และไม่พูด
กับใครอีกเลย นั่นหมายถึงว่า เป็นถ้อยคำอมตะที่สำคัญยิ่ง มอบให้แก่ผู้มีความดี มบูรณ์พร้อมทั้งหมดอย่างคุณยายเมื่อได้รับคำชมนั้น คุณยายมิได้ลิงโลดใจหรือหยิ่งผยองพองตัวเลย ยังคงรักษาภาวะปกติและทำความเพียรของท่านเรื่อยไปหยุดในหยุด อยู่กับธรรมะตลอดทั้งวันทั้งคืนนอกจากธรรมะภายในที่เป็นหนึ่งไม่มี องแล้ว ท่านยังมีอุปนิสัยมักน้อยสันโดษ เป็นคนชอบให้
ไม่ชอบสะสม ดังเช่นวันหนึ่ง

 

            มีคนเอาพัดขนนกยูงมาถวายหลวงปู่วัดปากน้ำ แต่เขาถวายเพียงด้ามเดียวเท่านั้นในขณะที่ในโรงงานทำวิชชามีคนตั้งมากมาย หลวงปู่จึงให้จับฉลาก และท่านก็นึกว่าใครที่มีธรรมะดีที่สุดขอให้จับฉลากได้พัดนี้ จากนั้นท่านวางใจเป็นกลางๆ ให้พวกอุบาสิกาเขียนฉลากแล้วก็จับฉลากกันไปคุณยายก็นั่งเข้ากลางของกลางไปเรื่อยๆคุณยายจับฉลากเป็นคนสุดท้าย แต่น่าอัศจรรย์ยิ่งที่ฉลากใบเดียวใบนี้หลีกมือคนอื่นมาถึงมือของคุณยายได้ ท่านจับได้มาแล้วก็อ่านไม่ออก ต้องให้คนอื่นช่วยอ่าน พออ่านแล้วก็เในยาม งครามโลก ไม่ว่าลูกระเบิดจะลงมามากมายเพียงใด คุณยายก็ไม่เคยมีอาการสะดุ้งกลัวต่อมรณภัย หรือความอัตคัดขาดแคลนต่างๆ ที่เกิดขึ้น ไม่เคยแม้แต่จะปริปากพูดบ่น ท่านมีใจที่หยุด นิ่ง เฉยเป็นปกติ มุ่งไปถึงที่สุดแห่งธรรมเพียงอย่างเดียว ไม่ว่าหลวงปู่วัดปากน้ำสั่งอะไรก็ตาม คุณยายย่อมทุ่มเทความสามารถทำได้ตามนั้นทุกสิ่งทุกอย่าง เพราะท่านเป็นคนรักษาหน้าที่ยิ่งชีวิต และอยู่ในโอวาทของหลวงปู่วัดปากน้ำเสมอ เมื่อหลวงปู่ท่านเห็นดังนั้น จึงได้รำพึงขึ้นมาในท่ามกลางนักรบกองทัพธรรมที่ร่วมทำวิชชาปราบมารด้วยกันนั้นว่า "ลูกจันทร์นี่ หนึ่งไม่มีสอง" เหตุการณ์คราวนี้นับเป็นมหาปีติยิ่งในสมรภูมิคำว่า "หนึ่งไม่มีสอง" นี้ หลวงปู่วัดปากน้ำท่านพูดครั้งเดียวในชีวิตของท่านเท่านั้น และไม่พูดกับใครอีกเลย นั่นหมายถึงว่า เป็นถ้อยคำอมตะที่สำคัญยิ่ง มอบให้แก่ผู้มีความดี มบูรณ์พร้อมทั้งหมดอย่างคุณยายเมื่อได้รับคำชมนั้น คุณยายมิได้ลิงโลดใจหรือหยิ่งผยองพองตัวเลย ยังคงรักษาภาวะปกติและทำความเพียรของท่านเรื่อยไป หยุดในหยุด อยู่กับธรรมะตลอดทั้งวันทั้งคืนนอกจากธรรมะภายในที่เป็นหนึ่งไม่มีสองแล้ว ท่านยังมีอุปนิสัยมักน้อยสันโดษ เป็นคนชอบให้ไม่ชอบสะสม ดังเช่นวันหนึ่ง มีคนเอาพัดขนนกยูงมาถวายหลวงปู่วัดปากน้ำ แต่เขาถวายเพียงด้ามเดียวเท่านั้นในขณะที่ในโรงงานทำวิชชามีคนตั้งมากมาย หลวงปู่จึงให้จับฉลาก และท่านก็นึกว่าใครที่มีธรรมะดีที่สุดขอให้จับฉลากได้พัดนี้ จากนั้นท่านวางใจเป็นกลางๆ ให้พวกอุบาสิกาเขียนฉลากแล้วก็จับฉลากกันไปคุณยายก็นั่งเข้ากลางของกลางไปเรื่อยๆคุณยายจับฉลากเป็นคนสุดท้าย แต่น่าอัศจรรย์ยิ่งที่ฉลากใบเดียวใบนี้หลีกมือคนอื่นมาถึงมือของคุณยายได้ ท่านจับได้มาแล้วก็อ่านไม่ออก ต้องให้คนอื่นช่วยอ่าน พออ่านแล้วก็เในยาม งครามโลก ไม่ว่าลูกระเบิดจะลงมามากมายเพียงใด คุณยายก็ไม่เคยมีอาการสะดุ้งกลัวต่อมรณภัย หรือความอัตคัดขาดแคลนต่างๆ ที่เกิดขึ้น ไม่เคยแม้แต่จะปริปากพูดบ่น ท่านมีใจที่หยุด นิ่ง เฉยเป็นปกติ มุ่งไปถึงที่สุดแห่งธรรมเพียงอย่างเดียว ไม่ว่าหลวงปู่วัดปากน้ำสั่งอะไรก็ตาม คุณยายย่อมทุ่มเทความสามารถทำได้ตามนั้นทุกสิ่งทุกอย่าง เพราะท่านเป็นคนรักษาหน้าที่ยิ่งชีวิต และอยู่ในโอวาทของหลวงปู่วัดปากน้ำเสมอ เมื่อหลวงปู่ท่านเห็นดังนั้น จึงได้รำพึงขึ้นมาในท่ามกลางนักรบกองทัพธรรมที่ร่วมทำวิชชาปราบมารด้วยกันนั้นว่า "ลูกจันทร์นี่ หนึ่งไม่มีสอง" เหตุการณ์คราวนี้นับเป็นมหาปีติยิ่งในสมรภูมิคำว่า "หนึ่งไม่มีสอง" นี้ หลวงปู่วัดปากน้ำท่านพูดครั้งเดียวในชีวิตของท่านเท่านั้น และไม่พูดกับใครอีกเลย นั่นหมายถึงว่า เป็นถ้อยคำอมตะที่สำคัญยิ่ง มอบให้แก่ผู้มีความดีสมบูรณ์พร้อมทั้งหมดอย่างคุณยายเมื่อได้รับคำชมนั้น คุณยายมิได้ลิงโลดใจหรือหยิ่งผยองพองตัวเลย ยังคงรักษาภาวะปกติและทำความเพียรของท่านเรื่อยไป หยุดในหยุด อยู่กับธรรมะตลอดทั้งวันทั้งคืน


           นอกจากธรรมะภายในที่เป็นหนึ่งไม่มี องแล้ว ท่านยังมีอุปนิสัยมักน้อยสันโดษ เป็นคนชอบให้ไม่ชอบสะสม ดังเช่นวันหนึ่ง มีคนเอาพัดขนนกยูงมาถวายหลวงปู่วัดปากน้ำ แต่เขาถวายเพียงด้ามเดียวเท่านั้นในขณะที่ในโรงงานทำวิชชามีคนตั้งมากมาย หลวงปู่จึงให้จับฉลาก และท่านก็นึกว่าใครที่มีธรรมะดีที่สุดขอให้จับฉลากได้พัดนี้ จากนั้นท่านวางใจเป็นกลางๆ ให้พวกอุบาสิกาเขียนฉลากแล้วก็จับฉลากกันไปคุณยายก็นั่งเข้ากลางของกลางไปเรื่อยๆคุณยายจับฉลากเป็นคนสุดท้าย แต่น่าอัศจรรย์ยิ่งที่ฉลากใบเดียวใบนี้หลีกมือคนอื่นมาถึงมือของคุณยายได้ ท่านจับได้มาแล้วก็อ่านไม่ออก ต้องให้คนอื่นช่วยอ่าน พออ่านแล้วก็เฮกันทั้งห้อง เขาบอกว่า"พี่จันทร์ นามสกุล ขนนกยูง ได้พัดขนนกยูง" แต่พัดด้ามนี้อยู่กับคุณยายได้เพียงวันเดียว เพราะคุณยายทองสุกท่านมาขอ "อีก้างเอ๊ย มึงเอามาให้กูเหอะ กูจะไปทำบุญ" คุณยายก็ว่า "เอาไปเลยพี่" ท่านพูดง่ายๆ
อย่างนี้ ถ้าใครขออะไรเป็นต้องให้ทุกทีคุณยายสนใจอยู่แต่เรื่องธรรมะภายใน เรื่องภายนอกท่านไม่สนใจเลย มีอยู่คราวหนึ่ง หลวงปู่วัดปากน้ำท่านลองใจ ในขณะที่ถามเรื่องวิชชากันไปเรื่อยๆ นั้น อยู่ๆ หลวงปู่ก็ถามคุณยายขึ้นมาว่า"ลูกจันทร์ ปลาสลิดมันอร่อยตรงไหนวะ" คุณยายนิ่งอึ้งไป ไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไร เพราะโดยปกติแล้วหลวงปู่วัดปากน้ำท่านจะถามเรื่องวิชชา ซึ่งคุณยายจะตอบได้หมด แต่พอถามเรื่องปลาสลิด ท่านนึกไม่ออกเพราะท่านรับประทานอาหารไปตามหน้าที่เพียงเพื่อหล่อเลี้ยงร่างกายให้คงอยู่ได้ จะได้มีเรี่ยวแรงทำวิชชาเท่านั้น ไม่ได้สังเกตว่ามันอร่อยหรือไม่ เพราะท่านมุ่งหยุดในหยุด เข้ากลางของกลาง มุ่งไปปราบมารเพียงอย่างเดียว ท่านบริสุทธิ์ใจ จริงใจต่อหน้าที่ ซึ่งเกื้อกูลให้ท่านทำวิชชาได้อย่างเชี่ยวชาญ

-------------------------------------------------------------------

GL 305 ปฏิปทามหาปูชนียาจารย์
กลุ่มวิชาเป้าหมายชีวิต