สืบสานวิชชาธรรมกาย

วันที่ 21 กย. พ.ศ.2558

 

สืบสานวิชชาธรรมกาย


คำบัญชาของหลวงปู่วัดปากน้ำ

            ประมาณปี พ.ศ. 2497 ห้าปีก่อนที่หลวงปู่วัดปากน้ำจะมรณภาพ คราวนั้นท่านเรียกประชุมลูกศิษย์ทั้งหมด ทั้งในวัดและนอกวัด เพื่อประกาศให้ทุกคนรับรู้ว่า อีก 5 ปี ท่านจะมรณภาพ ให้ทุกคนช่วยกันเผยแผ่วิชชาธรรมกายไปทั่วโลก เพราะสำคัญและมีประโยชน์มาก วิชชานี้ช่วยคนได้ทั้งโลกและสั่งไม่ให้คุณยายไปไหน ให้อยู่ที่วัดปากน้ำ รอผู้ที่จะมา สืบทอดวิชชาธรรมกายในวันข้างหน้าต่อไปห้าปีต่อมา หลวงปู่ท่านอาพาธหนัก บรรดาพระภิกษุต่างห้อมล้อมท่านเต็มไปหมด คุณยายไม่
สามารถขึ้นไปเยี่ยมท่านได้ ได้แต่สังเกตคอยฟังข่าวอยู่ห่างๆ เพราะวินัยความเป็นอยู่ที่หลวงปู่วัดปากน้ำเข้มงวดตลอดมานั้น ทำให้แม่ชีต้องสำรวมระวังตัวเองให้อยู่ห่างๆ พระภิกษุ จนกระทั่งถึงวาระสุดท้ายของชีวิต หลวงปู่ท่านก็มรณภาพลง เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2502 เวลาบ่าย 3 โมงเศษหลังจากที่หลวงปู่มรณภาพแล้ว เหล่าลูกศิษย์นักทำวิชชาทั้งหลายต่างแยกย้ายกันไปคนละทิศละทาง บางคนก็ไปอยู่ที่อื่น บางคนก็ยังปักหลัก สอนธรรมปฏิบัติอยู่ตามกุฏิ หรือตามบ้านของแต่ละคนใน
บริเวณวัดปากน้ำส่วนคุณยายท่านไม่ได้ย้ายไปไหน ท่านมีความกตัญูกตเวที อยู่คอยปรนนิบัติช่วยเหลือดูแลคุณยายทองสุกผู้เป็นครู สอนธรรมะให้ท่านเป็นคนแรกที่บ้าน 3 ชั้น ซึ่งอยู่ในบริเวณวัดปากน้ำความจริง คุณยายย้ายมาพักกับคุณยายทองสุกตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้ว ซึ่งใน สมัยนั้น ท่านอยู่ร่วมกันเหมือนพี่กับน้อง แต่บางครั้งก็เป็นครูบาอาจารย์ของกันและกัน ทั้งนี้เพราะคุณยายทองสุกท่านได้รับหน้าที่จากหลวงปู่วัดปากน้ำ ให้ไปเผยแผ่วิชชาธรรมกายทั่วประเทศ ซึ่งท่านก็ทำหน้าที่ฝ่ายเผยแผ่นี้ได้อย่างดียิ่ง เมื่อต้องออกจากโรงงานทำวิชชาไปหลายๆ วัน ท่านกลัวว่าธรรมะจะไม่ทันคนอื่นเมื่อกลับมาจึงต้องมาถามคุณยายว่าทำวิชชาไปถึงไหนแล้ว คุณยายก็จะแนะนำให้ คุณยายทองสุกจึงสามารถทำวิชชาและเผยแผ่ได้อย่างดีเยี่ยม ทำให้วิชชาธรรมกายเผยแผ่กว้างไกลไปทั่วประเทศในชนทุกระดับชั้น ท่านจึงมีลูกศิษย์มากมาย คราวใดที่ต้องเหน็ดเหนื่อยจากการทำงานแล้วกลับมาพักผ่อนที่บ้าน ท่านก็จะได้รับการอุปัฏฐากดูแลอย่างดียิ่งจากคุณยายในราวปี พ.ศ. 2503 คุณยายทองสุกล้มป่วยลงด้วยโรคมะเร็งที่มดลูก ในระหว่างนั้น หากอาการของโรคกำเริบขึ้น ท่านก็จะไปพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลศิริราช ครั้นพออาการดีขึ้น ก็กลับมาพักที่บ้านเข้าออกโรงพยาบาลอยู่อย่างนี้ จนกระทั่งอาการหนัก หมดทางรักษาแล้ว ท่านจึงได้นอนพักอยู่แต่ที่บ้านแม้ในยามป่วยหนักเช่นนี้ คราวใดที่คุณยายทองสุกบ่นรำพึงต่างๆ นานาตามประสาคนมีไข้สูงคุณยายก็จะฟังด้วยใจที่ สงบนิ่งอยู่ภายใน เมื่อท่านนำยาไปให้รับประทานตามเวลาที่หมอสั่ง อย่างเช่นก่อนอาหารหรือหลังอาหาร ก็ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถให้ได้ตามเวลานั้น หากต้องคอยดูทั้งเวลาและอารมณ์ควบคู่กันไปว่า คนไข้พร้อมที่จะรับยาหรือไม่ มีอาการอย่างไร ทั้งนี้เพราะคุณยายทองสุกได้รับความเจ็บปวดทรมานจากมะเร็งที่มดลูก จนไม่อยากรับประทานยาบางครั้งเวลาที่คุณยายรินยามาให้ตามหมอสั่ง คุณยายทองสุกก็จะพูดตามประสาคนป่วยหนักที่สิ้นหวังว่า "ไม่กินยาแล้ว" คุณยายฟังแล้วก็รู้ว่า คุณยายทองสุกไม่ยอมรับประทานยาแน่ จึงถอยหลังออกมา แต่ด้วยเหตุแห่งความรักครูบาอาจารย์ และใจที่ประกอบด้วยเมตตาธรรม ปรารถนาที่จะให้คุณยายทองสุกบรรเทาทุกขเวทนาลงไปบ้าง ท่านก็จะคอยดูอีกครั้งหนึ่งว่า อารมณ์ของคุณยายทองสุกดีขึ้นหรือยัง หรือว่าไข้ลดลงบ้างหรือไม่ แล้วจึงจะนำยาไปให้ดื่ม ปรนนิบัติอยู่เช่นนี้ตลอดทุกวันคืน แม้จะ
รู้ว่าโรคนี้ไม่มีวันหาย ท่านก็ไม่เคยสิ้นเรี่ยวแรงในการดูแลคุณยายทองสุกเลยแม้แต่น้อยมะเร็งมดลูกขั้นสุดท้ายนั้น มีอาการรุนแรงมาก นอกจากในสมัยก่อนจะไม่มียาดีที่สามารถรักษาให้หายได้แล้ว ยังส่งกลิ่นเหม็นรุนแรงเป็นที่น่ารังเกียจ จึงไม่ค่อยมีใครมาดูแลท่าน นอกจากคุณยายที่อยู่คอยปรนนิบัติอย่างใกล้ชิดคุณยายไม่เคยรู้สึกหรือแสดงท่าทีรังเกียจคุณยายทองสุกเลย กลับขยันหมั่นทำความสะอาดเช็ดถูตัว ซักเสื้อผ้าให้เสียจนสะอาดสะอ้าน นำน้ำอบไทยหรือน้ำอบปรุงเจ้าคุณมาพรมดับกลิ่นให้ เพื่อที่ว่าเวลาที่เหล่าศิษยานุศิษย์ของคุณยายทองสุกที่มีอยู่ทั่วประเทศมาเยี่ยม ซึ่งโดยปกติมักจะมาขอพึ่งบารมีกัน
ถึงในมุ้งตลอดทั้งวันทั้งคืน จะได้ไม่มีกลิ่นเหม็นอันอาจเป็นเหตุให้ศิษย์เหล่านั้นรังเกียจวันหนึ่งในระหว่างนั้น เมื่อคุณยายทองสุกไปเข้าห้องน้ำและกลับออกมา ท่านพูดกับคุณยายด้วยน้ำเสียงปกติเหมือนไม่ได้เป็นอะไรมาก "อีก้างเอ๊ย ไส้กูทะลุแล้วว่ะ" พูดจบท่านก็ยิ้มแล้วกล่าวอีกว่า"เวลาตายนี่จะมีมึงอยู่กับกูเท่านั้นแหละ" คุณยายฟังถ้อยคำเหล่านั้นด้วยใจ สงบนิ่ง อันเป็น ภาวะปกติของผู้มีใจหยุดอย่างสมบูรณ์แล้วในวันสุดท้ายของชีวิต ท่านอยู่ด้วยกันลำพังเพียงสองคน ถึงแม้ว่าในขณะนั้นโรคร้ายกำลังรุมเร้าอย่างแสนสาหัสคุณยายทองสุกท่านนอนหนุนตักคุณยาย และลืมตาขึ้นมาพูดกับคุณยายเป็นครั้งสุดท้ายว่า
"กูไปแล้วนะ เห็นพระเต็มไปหมดเลย" คุณยายก็รับฟังด้วยอาการสงบนิ่งเป็นปกติเหมือนอย่างเคย พูดกลับไปด้วยถ้อยคำอันทรงคุณค่ายิ่งระหว่างผู้รู้ต่อผู้รู้ว่า "พี่ พุ่งเข้าไปในนิพพานเลยนะ" พอสิ้นสุดถ้อยคำนั้นคุณยายทองสุกก็ละจากโลกนี้ไปด้วยอาการสงบเนื่องจากคุณยายทองสุกเป็นที่รักเคารพบูชาของคุณยายประดุจผู้บังเกิดเกล้าในทางธรรมโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เป็นครูบาอาจารย์คนแรกที่สอนให้ท่านรู้จักวิชชาธรรมกาย จนสามารถเข้าถึงธรรมได้และได้มีโอกาสศึกษาวิชชาธรรมกาย คุณยายจึงทดแทนพระคุณอันสูงส่งนี้ด้วยการจัดงานศพให้อย่างสมเกียรติคุณยายบอกบุญบรรดาลูกศิษย์เก่าๆ แก่ๆ ของคุณยายทองสุก ซึ่งในเวลานั้นมีพระมหาประยูรที่คุณยายทองสุกเคยเป็นเจ้าภาพบวชให้มาช่วยงาน พร้อมกับลูกศิษย์คนอื่นๆ อีกหลายคนส่วนคุณยายเองเป็นแม่งาน ให้เขาไปเช่าเครื่องตั้งศพของพระนางเรือล่มมาใช้ และตกแต่งหน้าศพอย่างงดงามยิ่ง
ด้วยดอกไม้สดจำนวนมาก ตั้งศพสวดพระอภิธรรมที่บริเวณด้านหน้าวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ แล้วนำไปเผาที่วัดอัปสรสวรรค์ (วัดหมู) หลังจากนั้นจึงนำเศษเถ้าไปลอยอังคาร ตามประเพณีที่ทำ สืบต่อกันมาหลังจากงานเสร็จสิ้นแล้ว ในระหว่างนั้นคุณยายมีโอกาสหวนระลึกถึงคำสั่งของหลวงปู่วัดปากน้ำที่ให้เผยแผ่วิชชาธรรมกายไปทั่วโลก ท่านก็ทำตามมโนปณิธานนั้น ทำหน้าที่สอนสมาธิ เผยแผ่วิชชาธรรมกาย และรอคอยผู้ที่จะมาทำหน้าที่ สืบทอดตามที่หลวงปู่วัดปากน้ำท่านสั่งไว้


พบผู้สืบทอด
            ความหวังของคุณยายดูเหมือนจะเป็นจริงขึ้นมา เมื่อท่านได้พบกับเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่สนใจมาขอเรียนธรรมปฏิบัติกับท่าน และมีผลการปฏิบัติธรรมดีเยี่ยมในเวลาอันรวดเร็ว เป็นผลให้ท่านมั่นใจว่าเด็กหนุ่มคนนี้คือผู้ที่จะมา สืบทอดงานของหลวงปู่วัดปากน้ำให้สำเร็จลุล่วงได้เด็กหนุ่มคนนั้น ปัจจุบันคือหลวงพ่อธัมมชโย (ซึ่งต่อไปนี้จะเรียกว่า "หลวงพ่อ")
สมัยที่ยังเป็นนักเรียนโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย หลวงพ่อธัมมชโยเป็นเด็กหนุ่มที่แปลกไปจากเด็กหนุ่มทั่วไป คือ มักจะมีคำถามให้กับตัวเองเสมอว่า "เราเกิดมาทำไม และอะไรคือเป้าหมายชีวิต"อันที่จริง หลวงพ่อท่านมีคำถามนี้อยู่ในใจมาตั้งแต่อายุ 13 ปีแล้ว และแสวงหาคำตอบเรื่อยมาทั้งศึกษาจากผู้รู้ทั้งหลายและอ่านหนังสือมากมายทุกประเภท กล่าวได้ว่าห้องสมุดนั้นอยู่ใต้เตียงนอนของท่าน เพราะมีหนังสืออยู่เต็มไปหมด แม้ในเวลาต่อมา ท่านก็ไม่ละความพยายามในการค้นหาคำตอบ
ยังคงหาทางไปปฏิบัติธรรมตามวัดวาอารามที่มีผู้แนะนำว่าดีเพิ่มขึ้นอีก แต่ก็ไม่ได้รับคำตอบที่ถูกใจต่อมา เมื่อได้อ่านพบหนังสือชื่อ "วิปัสนาบันเทิงสาร" ลงเรื่องราวเกี่ยวกับคุณยายและคุณยายทองสุก พร้อมทั้งมีภาพประกอบเป็นภาพคุณยาย คุณยายทองสุก แล้วก็ครูญาณี ในหนังสือเล่มนั้นพูดถึงเรื่องการปัดลูกระเบิดของคุณยาย อันเป็นเรื่องที่จุดประกายขึ้นในใจของหลวงพ่ออย่างยิ่งท่านจึงเกิดความหวังว่า ถ้าคุณยายปัดลูกระเบิดได้ ก็ต้องตอบคำถามของท่านได้นับแต่วันนั้นมา หลวงพ่อมีความกระตือรือร้น ปรารถนาที่จะพบคุณยายมาก แม้ว่าที่พักของท่านจะอยู่ข้างวัดใหม่ศรีสุพรรณ ซึ่งอยู่ใกล้กับตลาดพลู แต่ท่านก็ยังไม่มีโอกาสไปวัดปากน้ำอยู่นั่นเองสามปีต่อมา เมื่อหลวงพ่อท่านอายุได้ 18 ปีเต็ม ย่างเข้า 19 ปี ในระหว่างที่มีเวลาว่างหลังจากการสอบเข้ามหาวิทยาลัย ประกอบกับความรู้สึกอันแน่วแน่ที่จะไปตามหาคุณยายให้พบ เป็นเหตุผลักดันให้ท่านหาหนทางไปวัดปากน้ำจนได้ ท่านไปโดยที่ไม่รู้จักใคร ขณะที่เดินลัดเลาะผ่านอาคารหลังหนึ่งท่านแลเห็นคุณยายกำลังนั่งอยู่ตรงหน้าที่ตั้งศพของคุณยายทองสุกคุณยายนั่งหันหลังมาทางหลวงพ่อเวลานั้นหลวงพ่อไม่รู้ว่าคุณยายเป็นใคร ทั้งยังจำไม่ได้ว่าเป็นคนๆ เดียวกับในหนังสือที่เคยอ่านหรือไม่เมื่อไม่พบผู้ที่ต้องการมาหา จึงกลับไปด้วยความผิดหวังจากวันนั้น หลวงพ่อก็ไม่ได้ไปที่วัดปากน้ำอีก ท่านกลับไปเรียนหนังสือที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ด้วยความตั้งใจอย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตาม คำถาม 2 ข้อที่ว่า "เราเกิดมาทำไม และอะไรคือเป้าหมายชีวิต"ก็ไม่เคยลบเลือนไปจากจิตใต้สำนึกของท่านเลย มีแต่ทวีความสนใจใคร่รู้คำตอบมากยิ่งขึ้นไปอีกดังนั้น ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2506 ซึ่งเป็นช่วงเวลาปิดภาคการศึกษา ท่านจึงไปตามหาคุณยายที่วัดปากน้ำอีกครั้งหนึ่ง พอไปถึงคราวนี้ก็เที่ยวถามใครต่อใครว่า "รู้จักคุณแม่อาจารย์ลูกจันทร์ไหม"
แต่ปรากฏว่าไม่มีใครที่รู้จักแม้แต่คนเดียว มีแต่บอกว่า "ไม่มีคุณแม่อาจารย์ มีแต่ครูจันทร์" ท่านฟังแล้วก็คิดว่าเป็นคนละคนกัน
ในขณะนั้นมีหลวงตารูปหนึ่งแนะนำให้ท่านไปเรียนธรรมะกับพระอาจารย์วีระ คณุตตโม (ปัจจุบันดำรง มณศักดิ์ที่ พระภาวนาโกศลเถร) ซึ่งนำวิธีปฏิบัติธรรมของหลวงปู่วัดปากน้ำมาสอน พระอาจารย์วีระเมตตาให้ท่านนั่งอยู่ตรงลำโพง ซึ่งถ่ายทอดเสียงจากโรงงานทำวิชชาออกมา เมื่อฟังครั้งแรก ท่านก็ไม่เข้าใจ เพราะเป็นเรื่องลึกซึ้ง เช่น เรื่องแก้ไขทุกข์ของมนุษย์ แก้ไขข้าวยากหมากแพง ทำให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล แก้ไขโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ และเรื่องพญามาร วนเวียนอยู่อย่างนั้นเป็นชั่วโมง แม้จะฟังไม่เข้าใจ แต่ก็รู้สึกว่าในใจนั้นชุ่มเย็น วันต่อมาท่านจึงมานั่งฟังอีก และมาทุกวันเป็นเวลาติดต่อกันถึง 2สัปดาห์
อย่างไรก็ตาม หลวงพ่อท่านก็ยังไม่เลิกล้มความตั้งใจที่จะไปพบคุณยายให้ได้ วันหนึ่งท่านจึงตัดสินใจหันไปถามเด็กหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกันที่นั่งปฏิบัติธรรมอยู่ข้างๆ ว่า "รู้จักคุณแม่อาจารย์ลูกจันทร์ไหม" เด็กหนุ่มคนนั้นตอบว่า "ไม่มี มีแต่ครูจันทร์" เหมือนอย่างที่ท่านเคยได้คำตอบมาแล้วแต่ครั้งนี้ท่านตัดสินใจไปพบ "ครูจันทร์" ด้วยใจที่เปียมไปด้วยความหวังว่าอาจจะเป็นคนเดียวกันคราวนี้หลวงพ่อได้พบกับคุณยายที่หน้าหอไว้ สรีระของหลวงปู่วัดปากน้ำ ขณะนั้นคุณยายกำลังเดินไปธุระ แม้ว่าลักษณะรูปร่างของท่านจะผอมมาก ดูแล้วเหมือนคนธรรมดาทั่วไป ไม่มีอะไรพิเศษแต่แววตาที่สุกใสนั้นเปียมล้นด้วยความเมตตา เด็ดเดี่ยวและสูงส่งด้วยภูมิธรรม ซึ่งมากพอที่จะเป็นแรงบันดาลใจให้หลวงพ่อคิดอย่างเชื่อมั่นว่า นี่คือครูบาอาจารย์ของท่าน เป็นผู้เดียวที่จะสามารถตอบคำถามของท่านได้ โดยที่ท่านไม่ต้องไปแสวงหาต่อหลวงพ่อตั้งใจจะถามคำถาม 2 ข้อที่ค้างคาอยู่ในใจให้กระจ่าง แต่เมื่อมาพบคุณยายเข้าจริงๆกลับถามเรื่องการปัดลูกระเบิดก่อน ซึ่งในขณะนั้นคุณยายกำลังจะรีบไปธุระ จึงเดินไปพร้อมกับรับไหว้ไปด้วยและได้แต่พูดว่า "เดี๋ยวไปธุระก่อน แล้ววันหลังพบกัน วันนี้จะไปงานศพ" เพียงได้ยินเท่านี้ ก็ยังความปีติเบิกบานให้กับหลวงพ่อสุดที่จะหาใดเปรียบ และปรารถนาให้ถึงวันพรุ่งนี้โดยเร็ว ดังนั้นในเช้าวันถัดมาท่านจึงรีบไปหาคุณยายทันทีที่พักของคุณยายเป็นบ้านหลังไม่ใหญ่ (บ้านของคุณยายทองสุกเดิม) มี 3 ชั้น ซึ่งเมื่อมองดูจากภายนอกแล้ว จะเห็นเสมือนว่าเป็นบ้านไม้ชั้นเดียว มีใต้ถุนเตี้ยๆ ขนาดคนนั่งได้แต่ยืนไม่ได้ ปูด้วยแผ่นไม้กระดานเรียงอย่างมีระเบียบ ไว้สำหรับให้คนมานั่งปฏิบัติธรรม เรียกชั้นนี้ว่าชั้นที่ 1 เมื่อเดินขึ้นบันไดมาจากชั้นล่างจะเห็นว่าพื้นชั้นบนของบ้านถูกยกเป็น 2 ระดับ ระดับที่ต่ำกว่าเรียกว่าชั้นที่ 2 ซึ่งอยู่ติดกับบันไดพื้นของชั้นนี้ คือเพดานของชั้นที่ 1
ชั้นที่ 2 เป็นส่วนที่กว้างที่สุดในบ้าน มีโต๊ะหมู่บูชา ตู้เก็บของ และโต๊ะบูชารูปคุณยายทองสุกวางเรียงต่อกันอยู่ทางด้านหนึ่งของห้องส่วนอีกด้านหนึ่งเป็นที่ซึ่งคุณยายท่านอาศัยนอน นั่งสมาธิสอนธรรมะ บูชาข้าวพระ และช่วยเหลือคนที่มาหา ที่ข้างๆ ตัวท่านมีตู้สำหรับเก็บยาซึ่งวางเรียงกันอย่างเป็นระเบียบ นอกจากนี้ตรงบริเวณใกล้กับกึ่งกลางห้องยังมีเสาต้นเล็กๆ ที่มีความยาวไม่ถึงฝ้าเพดานอยู่ต้นหนึ่ง เรียกว่าเสาหัวด้วน เป็นเสาที่หลวงพ่อชอบไปนั่งพิงในเวลาปฏิบัติธรรมกับคุณยายส่วนชั้นที่ 3สูงกว่าชั้นที่ 2 ราวหนึ่งเมตรเศษ พื้นของชั้นที่ 3 คือเพดานของห้องครัว แม้ว่าห้องครัวจะอยู่ชั้นที่ 1 แต่ก็อยู่ตรงกับชั้นที่ 3 มีความสูงตั้งแต่พื้นชั้นที่ 1 จรดพื้นของชั้นที่สาม ดังนั้นห้องครัวจึงไม่เตี้ยแม้จะอยู่ชั้นที่ 1 ก็ตาม เมื่อหลวงพ่อท่านไปกราบคุณยายครั้งแรกที่บ้านนี้ คุณยายก็ทักด้วยประโยคที่หลวงพ่อไม่อาจเข้าใจได้ในเวลานั้นว่า "คุณน่ะ หลวงพ่อวัดปากน้ำให้ยายไปตามมาเกิดในสมัยสงครามโลก"สิ่งที่คุณยายพูดนี้น่าอัศจรรย์ยิ่ง เพราะว่าหลวงพ่อท่านเกิดตอนสงครามโลกจริงๆเมื่อไปปฏิบัติธรรมครั้งแรก คุณยายให้หลวงพ่อนั่งหลับตาและบอกแต่เพียงว่า"นั่งไปเยอะๆนั่งไปเรื่อยๆ" ตลอดระยะเวลานั้น หลวงพ่อท่านวางตนอยู่ในโอวาทของคุณยาย และทำตามทุกสิ่งทุกอย่างโดยไม่คลางแคลง สงสัยสิ่งใดตั้งแต่แรกเริ่ม อีกทั้งไม่ต้องการเหตุผลและไม่ต้องการอะไรทั้งหมดโดยปกติแล้วคุณยายจะไม่ค่อยรับใครเป็นลูกศิษย์ คงมีแต่ศิษย์ที่ตกค้างและเข้าวัดมาก่อนหน้านี้ซึ่งเป็นศิษย์ของคุณยายทองสุกผู้เป็น สหธรรมิกกับท่าน ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่า คุณยายยอมรับหลวงพ่อ
ธัมมชโยเป็นศิษย์คนแรกของท่าน และในเวลาต่อมา เมื่อหลวงพ่อเรียกท่านว่า "ยาย" ก็ดูเหมือนว่าคุณยายจะพึงพอใจกับคำนี้เช่นกันหลวงพ่อไปนั่งสมาธิกับคุณยายทุกวัน หากเวลาใดที่คุณยายมีแขก บางครั้งหลวงพ่อก็จะหลบแขกไปเดินนับพระพุทธรูปอยู่ที่วิหารคดว่ามีกี่องค์ รูปร่างอย่างไร หรือใครถวาย เป็นการรอเวลาให้แขกกลับ หมดจากเรื่องนับพระก็ไปนับช่องเก็บอัฐิตามผนังกำแพง ดูแผ่นจารึกชาตะมรณะของผู้คน มีทั้งผู้หลักผู้ใหญ่ไปจนกระทั่งผู้น้อย ภาพเหล่านี้ทำให้หลวงพ่อคิดว่า ทุกคนไม่ว่ายากดีมีจน ต้องตายเสมอเหมือนกันหมด เมื่อดูจนทั่วแล้ว ก็ย่องไปหาคุณยายว่าแขกไปหมดแล้วหรือยัง ถ้าไม่มีแขกแล้วหลวงพ่อก็จะขึ้นไปนั่งสมาธิต่ออีก


อานุภาพของคุณยาย
            การศึกษาวิชชาธรรมกายของหลวงพ่อธัมมชโยในระยะแรกนั้น คุณยายจะคอยให้กำลังใจอยู่เสมอโดยบอกสูตรแห่งความสำเร็จให้ปฏิบัติตาม คือ ให้มีความเพียรและทำให้ถูกวิธีเพียร ก็คือ เพียรนั่งสมาธิทุกวันไปเรื่อยๆ แม้จะหลับบ้างตื่นบ้าง ก็ให้นั่งอย่างสม่ำเสมอทำให้ถูกวิธี ก็คือ หมั่นสังเกตว่าทำได้ถูกวิธีอย่างที่คุณยายแนะนำแล้วหรือยัง นี่คือสูตรสำเร็จแห่งความสมหวังในการเข้าถึงธรรมกายในวันหนึ่งๆ คุณยายท่านเผยแผ่วิชชาธรรมกายด้วยการสอนธรรมปฏิบัติให้แก่บรรดาลูกศิษย์
ที่สนใจ และช่วยปลดทุกข์ให้กับผู้คนที่มาขอพึ่งบารมี หรือไม่ก็มาขอความช่วยเหลือให้แก้ไขความเดือดร้อนต่างๆ ด้วย ซึ่งไม่พ้นไปจากเรื่องเกิด แก่ เจ็บ ตาย ที่มนุษย์ทุกคนในโลกประสบกันอยู่ ท่านใช้วิชชาธรรมกายช่วยเหลือทุกคน โดยไม่เลือกที่รักผลักที่ชัง ด้วยใจที่เปียมไปด้วยเมตตาธรรมของท่าน แม้ว่าบางคนจะมาเพื่อลองภูมิ หรือพูดในสิ่งที่ไม่สมควร คุณยายก็ยังคงมีเมตตาช่วยเหลือ ไม่เคยโกรธเคืองการไปนรกไปสวรรค์ของคุณยายนั้น ดูง่ายดายราวกับท่านเดินจากบ้านของท่านไปหน้าวัดไปหอหลวงปู่วัดปากน้ำ หรือไปหอฉัน เพราะเวลาใครถาม ท่านไม่ได้ทำอะไรนอกจากนั่งหลับตา ทำใจหยุดใจนิ่งให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับพระธรรมกาย จนญาณทัสนะครอบคลุมภพทั้ง 3 เหมือนนำมะขามป้อมใส่ไว้ในฝ่ามือ แล้วลืมตาดู อุปมาเหมือนการที่ต้องรู้ว่า ในบ้านของเรามีสิ่งของอะไรอยู่ตรงไหนบ้างต้องให้เห็นให้หมด แล้วเอามาตอบให้ชัดเจน เช่น ถ้าไปตกนรก ท่านก็จะบอกตรงๆ ไม่อ้ำอึ้งและไม่อ้อมค้อมว่า ญาติของคุณชื่อนี้ ตอนเป็นมนุษย์ได้ทำกรรมอย่างนั้น ตอนนี้ตายไปตกนรกขุมนั้น มีทุกข์อย่างนี้ ยายไปถึงแล้วเขาสั่งความมาอย่างนี้ เอาบุญไปให้เขา เวลานี้เขาพ้นทุกข์แล้ว ไปอยู่อย่างนี้ เป็นอย่างนี้คุณต้องทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้เขา และต้องนั่งปฏิบัติธรรมทุกวัน เวลานี้ยายสอนเขาให้นั่งสมาธิแล้วและบอกเขาว่า ถ้าลืมภาวนาจะหล่นกลับไปสู่ที่เดิมส่วนญาติของผู้ตายซึ่งบางครั้งไม่รู้เรื่องอกุศลกรรมที่ผู้ตายเคยทำไว้ และเห็นแต่เพียงว่าช่วงปลายชีวิตของผู้ตายนั้นทำแต่สิ่งที่ดี มักเกิดความสงสัยว่า ทำไมจึงไปเกิดเป็นสัตว์นรกได้ เมื่อกลับไปที่บ้านและ สืบเรื่องราวต่างๆ ปรากฏว่าเป็นจริงอย่างที่คุณยายพูดทุกประการบางคนมาบอกคุณยายว่าจะไปผ่าตัด ท่านก็นั่งนิ่งๆ เงียบไป 5 นาที แล้วก็บอกว่า "คุณจะไปผ่าทำไม ผ่าแล้วก็ไม่มีอะไร คุณไม่ได้เป็นอะไร" เขาก็แย้งว่าได้นัดกับหมอที่จะผ่าตัดแล้ว ท่านจึงบอกว่า"ก็ตามใจคุณ ถ้าจะผ่าตัดก็ภาวนาสัมมา อะระหัง ไว้นะ" หลังจากผ่าตัดเสร็จแล้ว เขามารายงานให้คุณยายทราบว่า หมอบอกว่าไม่ได้เป็นอะไร คุณยายท่านก็ว่า "ก็ดีเหมือนกัน จะได้รู้ว่าผ่าแล้วมันเป็นยังไง"มีบางเรื่องที่ดูเหมือนเหลือเชื่อแต่เป็นความจริง บางคนเพิ่งมาใหม่ๆ เมื่อคุณยายทักครั้งแรกเขามักจะตกใจและเข้าใจว่าคงมีใครแอบมาบอกท่านว่าเขาเป็นอย่างนั้น เช่น ครั้งหนึ่งสามีภรรยาคู่หนึ่งมากราบคุณยาย พอกราบเสร็จ คุณยายก็บอกว่า "คุณ เลิกเล่นม้าเสียเถอะ"สามีตกใจคิดว่าภรรยาแอบมาบอกส่วนภรรยาก็บอกว่า "ฉันก็มาพร้อมกับคุณนี่แหละ" คุณยายจะพูดในสิ่งที่ท่านเห็นด้วยญาณทัสนะด้วยน้ำเสียงปกติ เหมือนไม่จริงจัง แต่สิ่งที่ท่านพูดนั้นเป็นจริงทุกประการนอกจากนี้ ยังมีสามีภรรยาอีกคู่หนึ่ง ภรรยาเป็นอาจารย์อยู่ที่โรงเรียนวัดบวรนิเวศวิหารมีศรัทธามาเป็นลูกศิษย์ของคุณยายส่วนสามีเป็นคนดื้อสุดโต่ง ไม่เชื่อเรื่องนรกสวรรค์ แต่ก็เผื่อเหนียวไว้อยากได้บุญจึงสวดมนต์วันละหนึ่งหรือสองชั่วโมง เผื่อว่านรกมีจริงจะได้รอดพ้นบ้างวันหนึ่ง ฝ่ายสามีมาถามคุณยายว่า "คุณครู ผมมีเรื่องแปลกอยู่เรื่องหนึ่ง อยากเล่าให้คุณครูฟังแล้วช่วยตอบผมหน่อยว่าเรื่องนั้นมันเป็นยังไง" จากนั้นก็เริ่มเล่าว่า ครั้งหนึ่งขณะที่เขานอนอยู่ที่นอกชานที่บ้านต่างจังหวัด ตอนนั้นเป็นเวลากลางคืน แต่ว่าแสงเดือนแสงดาวที่สาดมา ทำให้สามารถเห็นทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นที่ชานบ้านได้อย่างชัดเจน ในขณะนั้น เขามองเห็นควันแทรกร่องกระดานนอกชานขึ้นมาแล้วยืดขึ้นเป็นรูปร่างของคน มองเห็นได้ด้วยตาเนื้อสูงขนาดต้นตาล ยกเท้าก้าวข้ามหลังคาบ้านไปเมื่อเห็นแล้วก็ไม่ทราบว่าสิ่งนั้นคืออะไร แม้ว่าจะไปเที่ยวถามมาหลายวัด ก็ได้รับคำตอบที่ไม่ชัดเจนมักมีคำว่า "มั้ง" ตามมา หรือบางท่านก็บอกว่า "คุณตาฝาด" เขานำเรื่องนี้มาเล่าให้คุณยายฟัง คุณยายก็หลับตาทำสมาธิฟังเฉยๆ จากนั้นเขาก็ถามว่า "ครูว่าสิ่งที่ผมเห็น มันคืออะไร" พอสิ้นคำถาม คุณยายก็ตอบว่า "สิ่งที่คุณเห็นคือเปรต แล้วเปรตนั้นก็เป็นญาติของคุณนั่นแหละ" เขาก็เถียงว่า "ญาติผมไม่มีวันไปเกิดเป็นเปรต" คุณยายท่านก็ไม่ว่าอะไรเขาถามต่อว่า "ทำไมถึงไปเป็นเปรต""ญาติคุณเป็นอดีตมัคนายก โกงของวัด ตายแล้วก็เลยไปเป็นเปรต" เขาก็แย้งว่า "ไม่มีหรอก ญาติผมที่เป็นมัคนายก ถ้าครูว่าเป็นมัคนายก ญาติของผมชื่ออะไร" คุณยายฟังแล้วก็ไม่แสดงอากัปกิริยาใดๆยังคงนิ่งเป็นปกติ ตอบเขาไปว่า "ชื่อรัศมี" เขาก็แย้งอีกว่า "ยิ่งชื่อนี้ยิ่งห่างไกลเลย ไม่เคยมีญาติชื่อนี้ชื่ออะไรก็ไม่รู้ ชื่อรัศมี ถ้าเป็นญาติผม มันน่าจะมีชื่อที่เข้าท่ากว่านี้" จากนั้นก็ยกมือไหว้คุณยายครั้งหนึ่ง
แล้วลงจากบ้านไปหลายเดือนต่อมา เขาก็กลับมาบอกคุณยายว่า "เออ จริงด้วย ญาติผมคนหนึ่งชื่อรัศมี เขาเป็นมัคนายก ตายไปแล้ว ไป สืบประวัติดู เขาก็โกงของวัดจริงๆ แต่ผมก็ไม่เชื่อว่าเปรตมีในโลก" นี่คือความดื้อของเขาที่ไม่ยอมจำนนต่อญาณทัสนะอันแม่นยำของคุณยายซึ่งได้ผ่านการฝึกฝนมาอย่างดีจากหลวงปู่วัดปากน้ำในสมัยก่อน หลวงปู่วัดปากน้ำท่านจะฝึกให้ไปดูนรก ดูสวรรค์เป็นปกติ ซึ่งผู้ศึกษาจะต้องหมั่นฝึกฝนด้วยความเอาใจใส่ เพื่อให้ญาณทัสนะแม่นยำ จึงจะหาคำตอบมาตอบหลวงปู่ท่านได้อย่างถูกต้องซึ่งถ้าหากไม่ขยัน และไม่จดจ่อ จะทำให้ตอบคำถามผิด เวลาใครตอบผิดอย่างนี้หลวงปู่ท่านจะดุว่า "ไอ้ขี้ไต้"หมดทุกคนคำว่า "ขี้ไต้" ก็คือเชื้อเพลิงชนิดหนึ่ง เวลาจะจุดให้ติดไฟต้องเขี่ยขี้ คือ เศษขี้เถ้าและถ่าน ซึ่ง
หมดน้ำมันยางแล้วออกเสียก่อน เมื่อเขี่ยขี้ไต้ถึงบริเวณที่มีน้ำมันยางชุ่มอยู่แล้วจึงจุด พอมันจะดับก็ต้องเขี่ยขี้ออกอีก มันจึงจะติดขึ้นมาใหม่ นี่คือธรรมชาติของขี้ไต้ ผู้ที่เรียนวิชชาหากเป็นประเภทขี้ไต้เมื่อไม่ถูกครูบาอาจารย์กระตุ้น ก็จะนั่งปล่อยใจให้ล่องลอยคิดไปในเรื่องราวต่างๆ นึกองค์พระได้บ้างไม่ได้บ้าง หรือไม่ก็ไปเดินเล่น เข้าห้องน้ำ ดูนก ดูไม้ ดูดาวดูเดือน พอเรียกทีก็มานั่งที แต่สำหรับคุณยายแล้วท่านไม่เคยโดนหลวงปู่วัดปากน้ำดุด้วยคำนี้เลย จนกระทั่งหลวงปู่ท่านมรณภาพไป คุณยายเป็นประดุจม้าอาชาไนย เวลาเห็นนายสารถีเฆี่ยนตีม้าตัวอื่นเพราะทำไม่ถูกต้อง ม้าอาชาไนยก็จะสอนตัวเองได้
และไม่ยอมทำผิดทำนองเดียวกันนั้นให้ถูกเฆี่ยนตีด้วย ดังนั้นคุณยายท่านจึงศึกษาค้นคว้า ขวนขวายนั่งสมาธิด้วยวิริยะอุตสาหะ จนเป็นบุคคลตัวอย่างที่สำคัญยิ่งในโรงงานทำวิชชาโดยปกติแล้วคุณยายเป็นคนแข็งแรงและกระฉับกระเฉงสดชื่น ผ่องใสอยู่เสมอ แต่ภายหลังจากที่คุณยายทองสุกละโลกไปแล้วสุขภาพของท่านก็ทรุดโทรมลงจนล้มป่วยอย่างหนัก ลูกศิษย์คนหนึ่งที่คอยเป็นห่วงเป็นใยก็จะพาคุณยายไปหาหมอรักษาตัวอยู่เป็นประจำ และมีลูกศิษย์อีกคนหนึ่งอยากได้บุญในการอุปัฏฐากคุณยายบ้าง จึงรับท่านไปพักที่บ้านของเขาแถวสุขุมวิทไม่ว่าคุณยายจะไปอยู่ ณ แห่งหนตำบลใด หลวงพ่อธัมมชโยก็ตามไปเยี่ยมคุณยายถึงที่นั่นหลวงพ่อต้องเดินไปเป็นระยะทางที่ยาวไกลหลายกิโลเมตร เนื่องจากบ้านที่คุณยายไปพักนั้น ไม่สามารถนำรถยนต์เข้าไปถึงได้ กว่าจะถึงบ้านก็นับว่าลำบากพอสมควร แต่ท่านคิดว่าแม้จะลำบากมากมายกว่านี้ร้อยเท่าพันทวี ท่านก็ไม่ท้อถอย เพราะในส่วนลึกของใจแล้ว มุ่งมั่นที่จะไปต่อวิชชากับคุณยายเพียงอย่างเดียวใจของท่านผูกพันอยู่กับคุณยายและวิชชาธรรมกายเท่านั้นกว่าจะเดินไปถึง เนื้อตัวของหลวงพ่อก็โชกชุ่มไปด้วยเหงื่อ เมื่อเข้าไปในบ้านเห็นคุณยายนอนคลุมโปงอยู่บนเตียง หลวงพ่อก็เดินตรงเข้าไปหา และถามเรื่องวิชชา "ยาย อย่างนี้แล้วทำยังไงต่อ" เมื่อคุณยายได้ยินคำถาม ท่านจึงเปิดหน้าออกมาต่อวิชชาให้ โดยมิได้คำนึงถึงอาการป่วยไข้ที่กำลังรุมเร้า หากแต่ทุ่มเทชีวิตจิตใจถ่ายทอดความรู้ให้ลูกศิษย์ ครูผู้สอนนอนเอาผ้าคลุมโปง ปิดหน้าบ้าง เปิดหน้าบ้างลูกศิษย์ก็นั่งสมาธิอยู่หน้าเตียงด้วยเหงื่อโทรมกาย แต่ในใจนั้นท่วมท้นไปด้วยความสุขหลวงพ่อศึกษาวิชชาธรรมกายอยู่กับคุณยายด้วยความสนุกสนาน จนกระทั่งคุณยายหายป่วยกลับไปอยู่วัดปากน้ำแล้ว ท่านก็ตามไปนั่งสมาธิกับคุณยายทุกวัน มาถึงตอนนี้หลวงพ่อเชื่อคุณยายหมดทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าคุณยายสั่งอะไรก็จะทำตาม และมีความรู้สึกว่า วันนี้เรียนได้เท่านี้ พรุ่งนี้จะต้องเรียนให้มากขึ้น เพราะเรียนแล้วมีความสุข เป็นความสุขที่ไม่อาจแสวงหาสิ่งใดมาทดแทนได้เลยในโลกนี้หลวงพ่อท่านสัมผัสได้ถึงความเป็นผู้มีภูมิธรรมอันสูงส่งของคุณยาย ครูบาอาจารย์ผู้มีใจใสสะอาดบริสุทธิ์มาก เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา คุณยายท่านหยุดในหยุดเข้าไปสู่แหล่งแห่งความบริสุทธิ์มุ่งไปสู่ที่สุดแห่งธรรม จึงไม่ใส่ใจเรื่องอะไรทั้งหมด แม้อาการป่วยไข้ของตัวท่านเอง


เคารพคำยาย
            ตลอดระยะเวลาที่ศึกษาวิชชาธรรมกายกับคุณยายมา หลวงพ่อได้ซึมซับความรู้สึกที่ดีซึมซับอุดมการณ์และคุณธรรมอันสูงส่งของคุณยายไว้ในชีวิตจิตใจของท่าน และเมื่อได้ปฏิบัติธรรมละเอียดลึกซึ้งมากขึ้น ท่านก็สัมผัสได้ถึงความรู้สึกที่เป็นสุขภายใน ทำให้อารมณ์ดี โกรธใครไม่เป็น แม้จะทราบว่าใครอิจฉาท่านด้วยเรื่องอะไร ก็ไม่มีความรู้สึกขุ่นมัว ยังสามารถพูดคุยกับผู้นั้นได้อย่างเป็นปกติเสมือนคุยกับญาติมิตร ไม่มีความพยาบาทหรือน้อยใจ ไม่ขัดเคืองใจ หรือแม้กระทั่งความคิดที่ว่า"ไม่เป็นไร ลืมเสียเถิด" ก็ไม่มีอารมณ์ของท่านปราศจากความรู้สึกที่เป็นบาปอกุศล จึงมีความสงบสุขอยู่เต็มหัวใจทำให้ท่านมั่นใจว่า เมื่อความสุขเกิดขึ้นเต็มหัวใจของผู้ใดแล้ว ความทุกข์ย่อมไม่สามารถชำแรกแทรกเข้ามาได้เลย เพราะทั้งสองอย่างจะเข้ามาพร้อมกันไม่ได้ เช่นเดียวกับความ ว่างย่อมไม่เกิดพร้อมกับความมืดดังนั้นจึงต้องปฏิบัติธรรมสะสมความสุขไว้ให้เต็มหัวใจอยู่เสมอ เพราะถ้าพร่องเมื่อใดความทุกข์ก็จะแทรกเข้ามาได้ทันทีเมื่อปฏิบัติธรรมมากขึ้น หลวงพ่อก็มองเห็นคุณค่าของธรรมะมากขึ้น ธรรมะนั้นแตกต่างกับวิชาทางโลกซึ่งเรียนไปแล้วไม่สามารถช่วยมนุษย์ให้พ้นทุกข์ได้ แต่การเรียนธรรมะ ทำให้ได้คำตอบที่สงสัยมานาน ชัดแจ้งทั้งหมด ทำให้รู้ว่าเกิดมาทำไม เป้าหมายชีวิตคืออะไร ทั้งยังทำให้ไปนิพพานได้ ช่วยมนุษย์
ให้พ้นทุกข์ได้ ด้วยเหตุนี้ ท่านจึงอยากบวช แต่เมื่อไปขออนุญาตจากคุณยาย นอกจากคุณยายจะไม่อนุญาตแล้ว ยังกำชับให้หลวงพ่อเรียนจนจบปริญญาอีกด้วย ท่านให้เหตุผลว่า หลวงพ่อจะต้องเป็นทั้งบัณฑิตในทางโลกและเป็นนักปราชญ์ในทางธรรม เมื่อบวชแล้วจะได้เป็นประโยชน์ต่อพระศาสนาอย่างเต็มที่ไม่นานต่อมาคุณยายท่านสอนวิธีบูชาข้าวพระให้กับหลวงพ่อ ซึ่งหลวงพ่อก็พยายามฝึกด้วยการตื่นแต่เช้า เพื่อไปซื้ออาหารมาหัดบูชาข้าวพระอยู่เสมอ ท่านมีความสุขมากกับการที่คุณยายเมตตาถ่ายทอดวิชชาให้ทุกอย่างสำหรับการบูชาข้าวพระนั้น นับเป็นบุญใหญ่สุดที่จะประมาณได้ ที่คุณยายปฏิบัติร่วมกันกับคุณยายทองสุกมาโดยตลอด ตราบกระทั่งท่านละจากโลกนี้ไปแล้ว คุณยายก็ยังคงปฏิบัติ สืบเนื่องเรื่อยมามิได้ขาดเป็นเวลาหลายสิบปีด้วยความคล่องแคล่วและชำนาญการบูชาข้าวพระ คือ การนำเครื่องไทยธรรม อันมีดอกไม้ ธูปเทียน อาหารคาวหวาน ซึ่งเป็นของหยาบ นำมากลั่นให้ละเอียดด้วยวิชชาธรรมกาย จนกระทั่งเครื่องไทยธรรมเหล่านี้ละเอียด ใสบริสุทธิ์เท่ากับพระธรรมกาย จึงน้อมนำไปถวายเป็นพุทธบูชา แด่พระธรรมกายของพระพุทธเจ้าในอายตนนิพพาน แต่ธรรมกายของพระพุทธเจ้านั้น ท่านไม่ต้องฉันเหมือนมนุษย์ ท่านมีสุขอยู่ด้วยธรรมธาตุอันบริสุทธิ์ อิ่มอยู่เสมอ ที่เราเอาไปถวายนี้เป็นพุทธบูชา เพื่อต้องการบุญ บารมี รัศมี กำลัง ฤทธิ์อำนาจสิทธิ ที่เกิดจากการบูชาข้าวพระให้ถึงแก่เรา ด้วยเหตุนั้น ผู้บูชาข้าวพระจึงต้องเข้าถึงธรรมกายให้ได้ ต้องรู้จักหนทางสายกลาง ทำวิชชาธรรมกายเป็น จนกระทั่งเข้าสู่อายตนนิพพานได้ และเห็น
พระธรรมกายของพระพุทธเจ้าในอายตนนิพพานนับอสงไขยพระองค์ไม่ถ้วน รวมทั้งมีความเชี่ยวชาญจนสามารถน้อมเครื่องไทยธรรมเหล่านี้ไปถวายเป็นพุทธบูชาได้ ซึ่งในเวลานั้นจะเห็นตัวเอง เห็นเครื่องไทยธรรม เห็นพระธรรมกายของพระพุทธเจ้าอย่างชัดเจน และยิ่งไปกว่านั้น จะเห็นผลบุญ เห็นกระแสธารแห่งบุญที่บังเกิดขึ้นจากการนำเครื่องไทยธรรมไปถวายเป็นพุทธบูชานี้ด้วย การบูชาข้าวพระ จึงเป็นของที่ทำได้ยากยิ่งเมื่อหลวงพ่อธัมมชโยอายุได้ 20 ปี ซึ่งนับว่าน้อยที่สุดในบรรดาลูกศิษย์ของคุณยาย แต่มีผลการปฏิบัติธรรมดีเด่นที่สุด ก้าวหน้าเกินกว่ารุ่นพี่ที่เรียนมาก่อนหน้านี้ เพราะท่านมีความเพียร ขยันมาฝึกปฏิบัติทุกวันไม่เคยขาด คุณยายจึงมอบหมายให้ท่านเป็นผู้นำในการบูชาข้าวพระทุกวันอาทิตย์ต้นเดือน
หรือแม้แต่ในพิธีต่างๆ อย่างเช่น พิธีทอดผ้าป่า หรือการถวายผ้าอาบน้ำฝน หลวงพ่อจะเป็นผู้นำในพิธีทั้งหมดส่วนคุณยายท่านทำหน้าที่เป็นผู้คุมบุญให้ ทำกันอย่างนี้ตลอดมา เวลานั้นนอกจากผู้ใหญ่จะให้ความเชื่อถือแล้วทุกคนต่างยินดีไม่มีใครคัดค้านเลยแม้แต่คนเดียวตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา หลวงพ่อมีความรู้สึกสดชื่น เบิกบาน มีความสุขทั้งวันทั้งคืน เพราะ
ใจของท่านมีเพียงคุณยายกับธรรมะ ท่านเคยกล่าวว่า คุณยายเป็นทั้งพ่อแม่ เป็นปู่ย่าตายาย ครูบาอาจารย์เป็นกัลยาณมิตร เป็นทุกสิ่งทุกอย่างของท่าน ไม่ว่าคุณยายจะให้โอวาทอย่างไร ท่านจะอยู่ในโอวาทอย่างไม่มีเงื่อนไข คำสั่ง อนนั้นเป็นเสมือนสิ่งแทนตัวคุณยายที่ไม่ว่าหลวงพ่อท่านจะไปไหนมาไหน ก็นึกถึงอยู่ตลอดเวลาหลวงพ่อท่านเคารพในคำสั่งของคุณยายผู้เป็นครูบาอาจารย์ที่ท่านเทิดทูนอย่างสูงสุด ดังนั้นไม่ว่าต่อหน้าหรือลับหลัง ท่านก็พร้อมที่จะปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ดังจะเห็นได้จากเหตุการณ์ ครั้งหนึ่งในวันขึ้นปีใหม่ ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จัดให้มีงานรื่นเริงสนุกสนานกัน หลวงพ่อไปขออนุญาตจากคุณยายไปร่วมงานนี้ คุณยายท่านไม่ห้ามเพียงแต่พูดว่า "คุณก็เที่ยวมาทุกปีแล้ว ปีนี้คุณก็เที่ยวได้ ยายไม่ว่า
แต่ให้ไปหลังเที่ยงคืน"วันนั้นหลังจากปฏิบัติธรรมและคุยธรรมะกับคุณยายจนถึง 2 ทุ่มแล้ว หลวงพ่อก็กลับ เมื่อมาถึง
หน้ามหาวิทยาลัย ท่านก็รับประทานอาหารแถวนั้นเสร็จเป็นเวลา 4 ทุ่ม ท่านต้องผ่านเข้าไปในบริเวณงานแต่ด้วยความที่อยู่ในโอวาทของคุณยายอย่างเคร่งครัด จึงเดินผ่านบริเวณที่มีการละเล่นโดยไม่ยอมดูอะไรทั้งสิ้นแม้จะรู้ว่าถ้ารอถึงหลังเที่ยงคืน งานรื่นเริงเขาก็จะเลิกแล้วก็ตาม หลวงพ่อจึงไปนั่งรอเวลาเที่ยงคืนอยู่ที่คอกวัวพลางดูนาฬิกาข้อมือเป็นระยะๆ ด้วยใจที่จดจ่อ พอถึงเที่ยงคืนท่านก็รีบออกจากคอกวัวไป แต่ท่านไม่ได้ดูอะไรเลย เพราะงานเลิกแล้วสิ่งนี้คือตัวอย่างการอยู่ในโอวาทของหลวงพ่อ ความสำเร็จ ความเจริญรุ่งเรืองของท่านและหมู่คณะทั้งหมดในปัจจุบันนี้ ได้มาเพราะอยู่ในโอวาทของครูบาอาจารย์ ท่านเคยกล่าวว่า การที่จะมาเรียนกับครูบาอาจารย์นั้น ไม่มีอะไรสำคัญเท่ากับการอยู่ในโอวาท เพราะเราได้ฝากชีวิตจิตใจและหนทางเดินไปสู่พระนิพพานไว้กับท่าน ในการปฏิบัติธรรมนั้น ถ้ามีข้อแย้งในใจแม้เพียงนิดเดียว จิตจะฟุ้งซ่าน รวมเข้าไป
สู่ภายในไม่ได้เลยด้วยความเคารพของท่าน คุณยายจึงรัก เมตตา เอ็นดู และถ่ายทอดความรู้ทั้งหมดให้กับหลวงพ่อโดยไม่ปิดบังอำพรางในการถ่ายทอดความรู้ นอกจากความเมตตาปรานีที่มีอยู่เดิมแล้ว คุณยายยังพิจารณาด้วยว่าจะถ่ายทอดให้ใครได้มากน้อยแค่ไหน ทั้งนี้เพราะวิชชาธรรมกายในระดับที่ละเอียดลึกซึ้งขึ้นไปนั้น ไม่ใช่จะสอนให้ใครก็ได้ เพราะไม่ใช่เรื่องที่จะเรียนกันได้ทุกคน ผู้รับต้องทำได้จริง จึงจะสอนต่อให้ได้ ดังนั้นเมื่อหลวงพ่อท่านเรียนด้วยความตั้งใจ และมีผลการปฏิบัติก้าวหน้ารองรับวิชชาได้อย่างรวดเร็วเป็นที่พอใจของคุณยาย ท่านจึงถ่ายทอดให้อย่างเต็มที


ตามหมู่คณะ
            นับแต่ปี พ.ศ. 2507 เป็นต้นมา คุณยายกับหลวงพ่อธัมมชโยได้นั่งสมาธิช่วยกันตามหมู่คณะที่จะมาร่วมสร้างบารมีกับท่าน ซึ่งไม่ว่าจะไปเกิดที่ใด ให้มาร่วมปฏิบัติธรรมสร้างบารมีด้วยกันให้มากที่สุดเพื่อให้งานเผยแผ่วิชชาธรรมกายไปทั่วโลกบรรลุผลสำเร็จ ครั้นถึงปี พ.ศ. 2509 หลวงพ่อจึงได้พาคุณเผด็จผ่อง สวัสดิ์ มากราบคุณยายคุณเผด็จ หรือหลวงพ่อทัตตชีโว ปัจจุบันดำรงสมณศักดิ์ที่พระภาวนาวิริยคุณ รองเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย หลวงพ่อธัมมชโยได้กล่าวถึงบุคลิกลักษณะของหลวงพ่อทัตตชีโวสมัยนั้นเอาไว้ว่า "ชอบใส่เสื้อลายสก๊อต กางเกงยีนส์ บุคลิกชาเย็น เสียงดังมีอำนาจชนิดที่วัววิ่งอยู่ได้ยินเสียงแล้วก็ต้องหยุดทันทีหุ่นสง่างามอย่างแซมซั่น หลวงพ่อตั้งฉายาให้ว่า ม้าศึกย่อมคึกคัก(เพราะไม่อ้วน)"หลวงพ่อทัตตชีโวเป็นนิสิตรุ่นพี่ของหลวงพ่อธัมมชโย ขณะนั้นเพิ่งกลับจากการไปศึกษาต่อที่ประเทศออสเตรเลีย ทั้งสองท่านได้พบกันครั้งแรกเมื่อวันลอยกระทงของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ตรงกับวันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2509 งานนี้ 4 ปี จึงจะจัดให้มีสักครั้งหนึ่ง เมื่อพบกันแล้วหลวงพ่อทัตตชีโวรู้สึกถูกชะตากับหลวงพ่อธัมมชโยเป็นอย่างมากหลวงพ่อทัตตชีโวเป็นรุ่นพี่ ท่านจึงเรียกหลวงพ่อธัมมชโยว่า "ไอ้น้อง" วันนั้นท่านชวน "ไอ้น้อง"ไปดื่มเหล้า แต่หลวงพ่อธัมมชโยปฏิเสธด้วยคำพูดสั้นๆ ว่า "ผมไม่ดื่มเหล้า ผมถือศีล"คำว่า "ถือศีล"ส่งผลกระทบต่อจิตใจของหลวงพ่อทัตตชีโวอย่างรุนแรง และเป็นสาเหตุแห่งการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงต่อวิถีชีวิตของท่านในเวลาต่อมาหลวงพ่อทัตตชีโวเคยศึกษาวิชาไสยศาสตร์มามาก เช่น วิชาหนังเหนียว รูดโซ่ ลุยไฟ เล่นแร่แปรธาตุ เป็นต้น ถึงกระนั้นก็ยังมีความสนใจเรื่องนรกสวรรค์ ท่านจึงอยากจะไปพบคุณยาย แต่หลวงพ่อ
ธัมมชโยยังไม่ยอมพาไปทันที ท่านต้องแนะนำการปฏิบัติตัวให้หลวงพ่อทัตตชีโวอยู่เป็นเวลานานถึง 3 เดือนเพื่อให้วางตัวได้อย่างถูกต้องเวลาอยู่ต่อหน้าคุณยายสมัยนั้นหลวงพ่อธัมมชโยเรียกหลวงพ่อทัตตชีโวว่า "พี่เด็จ" ในการแนะนำท่านต้องคอยกำกับเรื่องกิริยาวาจา เช่น "พี่เด็จ คำพูดอย่างนี้คุณยายไม่ชอบ" "นั่งอย่างนี้คุณยายไม่ชอบ" หรือ "ลูกนัยน์ตาอย่างนี้ท่านไม่ชอบ" "บุคลิกชาเย็นชนิดที่ใครเรียกแล้วหันขวับมาทำตาเขียวพร้อมจะเอาเรื่องอย่างนี้ มีหวังโดนไล่ตั้งแต่วันแรก" หรือไม่ก็บอกว่าแบบไหนคุณยายชอบแม้หลวงพ่อคิดว่าได้แนะนำหลวงพ่อทัตตชีโวจนเป็นที่พอใจแล้ว แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดมาก่อนก็เกิดขึ้นจนได้ เพราะในวันแรกหลังจากที่กราบคุณยายแล้ว หลวงพ่อทัตตชีโวก็พูดขึ้นมาอย่างไม่มีปีไม่มีขลุ่ยว่า"ยาย ผมอยากจะลองเอาปรอทใส่มือยาย" หลวงพ่อธัมมชโยได้ยินดังนั้นก็สะกิดและแนะนำว่า"อย่างนี้ไม่ควร" ต้องอธิบายกันอยู่นาน ในที่สุดคุณยายจึงบอกให้ไปลองกับหลวงพ่อธัมมชโยก่อนไม่เพียงแต่ลืมสิ่งที่หลวงพ่อธัมมชโยแนะนำไว้ก่อนที่จะมาพบคุณยายเท่านั้น ท่านยังถามคุณยายต่อไปอีกอย่างไม่ลังเลแม้แต่น้อย "ยาย คุณไชยบูลย์เขาว่ายายพาไปดูนรกสวรรค์ได้จริงไหม"
คุณยายตอบอย่างมั่นใจว่า "จริง ยายเคยไปช่วยพ่อขึ้นจากนรกมาแล้ว" ถึงตอนนี้หลวงพ่อทัตตชีโวมีความมั่นใจมากยิ่งขึ้น เพราะได้พบคนจริงที่พยายามค้นหามาเป็นเวลานาน อย่างไรก็ตาม ท่านก็ยังไม่ยอมยุติคำถาม "แล้วอย่างผมจะไปดูได้ไหม" คราวนี้คุณยายตอบอย่างยืดยาวพร้อมทั้งให้กำลังใจว่า"คุณน่ะมีบุญมากอยู่แล้วถึงได้มาถึงที่นี่ อย่างนี้ฝึกไม่นานหรอก"เวลานั้น หัวใจของหลวงพ่อทัตตชีโวเปี่ยมไปด้วยความปีติ เพราะคำพูดของคุณยายบ่งบอกโดยปริยายว่า รับท่านเป็นศิษย์แล้ว วันนั้นทั้งวัน หลวงพ่อทัตตชีโวจึงนั่งสมาธิรวดเดียว 3 ชั่วโมงเป็นวันแรก เพื่อแสดงให้คุณยายเห็นว่าท่านก็เอาจริงเหมือนกัน อย่างไรก็ดี ในระหว่างเวลานี้ กิริยาวาจาตลอดจนบุคลิกภาพของท่านก็ยังเป็นที่ขวางหูขวางตาลูกศิษย์รุ่นพี่หลายคน จนบางคนถึงกับบอกคุณยายว่า"อีตาคนนี้ รุ่มๆ ร่ามๆสกปรก พูดก็เสียงดังเอะอะ ยายอย่าไปรับเป็นลูกศิษย์เลย ไล่ไปเถอะ"แต่คุณยายก็ยังคงรับหลวงพ่อทัตตชีโวไว้เป็นศิษย์คนหนึ่ง ซึ่งภายหลังต่อมา เมื่อรู้ความจริงเรื่องนี้ ท่านถึงกับรำพึงด้วยความซาบซึ้งในความเมตตาของคุณยายที่มีต่อท่านเสมอมาว่า "โถ...คุณยายคงต้องใช้ความอดทนกับเรามากเหลือเกิน"


กำเนิดบ้านธรรมประสิทธิ์
            ในช่วงเวลานั้นมีคนมานั่งสมาธิกับคุณยายมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งวันอาทิตย์ต้นเดือน มีคนมามากเป็นพิเศษ นั่งสมาธิกันเต็มบ้านของคุณยายจนไม่มีที่นั่ง ต้องไปนั่งกันแม้กระทั่งบนตุ่มน้ำ ซึ่งนับว่าลำบากมาก เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นพร้อมกับการที่วัดปากน้ำจะทำการก่อสร้างหอฉันตรงบริเวณที่เป็นบ้านพักของคุณยาย ซึ่งก็หมายความว่า บ้านของคุณยายจะต้องถูกรื้อถอนไปอย่างแน่นอนด้วยเหตุสองประการดังกล่าว บรรดาศิษยานุศิษย์จึงปรึกษาหารือกันว่า ถึงเวลาที่จะต้องสร้าง
บ้านหลังใหม่แล้ว หลวงพ่อธัมมชโยกับหลวงพ่อทัตตชีโวก็มาชวนคุณยายให้สร้างบ้านใหม่ โดยที่ท่านทั้งสองจะรับหน้าที่เป็นผู้นำในการจัดหาทุนทรัพย์เองในสมัยนั้น คุณยายท่านบอกอานิสงส์ของการสร้างสถานที่ปฏิบัติธรรมให้ศิษย์ทุกคนทราบว่า
ใครซื้อตะปูสักตัว ไม้สักแผ่น หรืออิฐสักก้อนมาสร้างสถานที่ปฏิบัติธรรม จะได้บุญอย่างมหาศาลเพราะเป็นสถานที่รองรับผู้บริสุทธิ์ ผลบุญนี้จะช่วยให้เรารู้ธรรมะต่อไปในอนาคตได้อย่างสะดวกสบายง่ายดาย และมีสมบัติติดไปในภพเบื้องหน้า หลวงพ่อธัมมชโยท่านอยากได้บุญ จึงยอมอดอาหารกลางวันเป็นแรมเดือน เพื่อเก็บเงินไว้สำหรับทำบุญ ครั้งนั้นบรรดาลูกศิษย์ของคุณยายรวบรวมเงินกันได้ถึง58,000 บาท ซึ่งนับว่ามากสำหรับสมัยนั้น และสิ่งนี้ได้ส่งผลเป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่งสำหรับ
หลวงพ่อธัมมชโยถึงแม้ว่าจะได้เงินมามากพอที่จะสร้างบ้านหลังใหม่แล้ว คุณยายก็ยังต้องเหน็ดเหนื่อยอย่างมากกับการย้ายบ้าน และดูแลการก่อสร้างบ้านหลังใหม่เป็นบ้านไม้ 2 ชั้น อยู่ภายในบริเวณวัดปากน้ำทางด้านเหนือ ดำเนินการก่อสร้าง
โดยได้รับความช่วยเหลือจากเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ซึ่งมอบหมายให้พระราชโมลี (ณรงค์ ฐิตาโณ)อดีตผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ และอดีตเจ้าอาวาสวัดราชโอรสาราม ช่วยเหลือควบคุมการก่อสร้างส่วนอีกรูปหนึ่ง คือ พระภาวนาโกศลเถร (ธีระ ธัมมธโร) หรือหลวงพ่อเล็ก รองเจ้าอาวาสวัดปากน้ำในขณะนั้น ซึ่งเป็นพระอาจารย์ใหญ่ในด้านวิปัสนา ได้เมตตาตั้งชื่อให้ว่า "บ้านธรรมประสิทธิ์"อันมีความหมายอย่างลึกซึ้งว่า "ใครก็ตามที่มาถึงบ้านนี้ คุณยายจะสอนธรรมะให้กับเขาทุกคนไป"ปลายปี พ.ศ. 2510 การสร้างบ้านธรรมประสิทธิ์ได้เสร็จสิ้นอย่างสมบูรณ์ เป็นบ้านที่ทันสมัยที่สุดในละแวกนั้น และเป็นบ้านที่สะอาดมาก พื้นไม้กระดานทุกแผ่นได้รับการเช็ดถูจนเป็นเงาด้วยฝีมือของคุณยายคุณยายเป็นคนขยันมาก ขยันทำงานสารพัด รักความสะอาด ความมีระเบียบ และผูกพันอยู่กับธรรมะภายในตลอดเวลา เช่นวันหนึ่ง หลวงพ่อธัมมชโยสังเกตเห็นคุณยายยืนเล็งดูอะไรสักอย่างหนึ่งอยู่ระหว่างพื้นบันไดกับพื้นชั้นบน จึงถามด้วยความสงสัยว่า "ยายทำอะไรครับ" คุณยายตอบว่า
"กำลังดูว่ามีฝุ่นไหม" โดยปกติแล้ว คุณยายจะเช็ดบันไดบ้านทั้งบนบันไดและใต้บันได ซึ่งไม่เหมือนใครเลยในโลก เมื่อหลวงพ่อถามต่อไปว่า ทำไมต้องทำอย่างนั้น คุณยายก็ตอบอย่างชัดเจนว่า "เช็ดแล้วมันสะอาดใจเราก็สะอาด เข้ากลางคล่องดี"
เรื่องความสะอาดของคุณยายนี้สิ่งแรกที่เห็นได้ชัด คือ ความสะอาดของสิ่งแวดล้อมที่พักของท่าน ซึ่งมีระเบียบสวยงาม ไม่ว่าท่านจะไปอยู่ที่ใดก็ตาม แม้ว่าข้าวของเครื่องใช้จะทำด้วยวัสดุที่เรียบง่าย บางชิ้นก็เป็นสิ่งที่เขาทิ้งแล้ว แต่คุณยายก็เอามาทำความสะอาด เช็ดถู ปรับปรุงใหม่ให้ใช้ได้ส่วนวัตถุสิ่งของต่างๆ ที่มีคนนำมาถวาย ไม่ว่าจะเป็นถุงกระดาษใส่ผลไม้หรือใส่สิ่งของ เมื่อเอาสิ่งนั้นออกไปแล้ว ท่านก็จะเอากระดาษมาตัดอย่างมีระเบียบ เป็น สี่เหลี่ยมจัตุรัสแล้ววางซ้อนกันไม่มีเหลื่อมเลย เอาไว้ใช้รองก้นกระโถนด้านใน เมื่อทิ้งสิ่งของลงในกระโถนแล้วก็จะใช้กระดาษปิดทับอีกทีหนึ่ง ลับกันเป็นชั้นๆ พอเต็มแล้วผู้ที่นำไปทำความสะอาด ก็จะรวบกระดาษนั้นทิ้งไปในถังขยะไม่เป็นที่น่ารังเกียจ และทำความสะอาดง่ายที่นั่งสมาธิกับที่นอนและที่รับแขกของคุณยายนั้นเป็นที่เดียวกัน ท่านนอนตรงไหนก็รับแขกตรงนั้นสะอาดเกลี้ยงเกลาเป็นระเบียบ หยูกยาต่างๆ ท่านจะเก็บใส่ตู้เล็กๆ ที่อยู่ข้างฝา และจัดเรียงลำดับลดหลั่นจากเล็กไปใหญ่ จากต่ำไปสูง เรียงกันไปอย่างนี้ ไม่มีลักลั่นกัน แม้ว่าตู้ยาใบนี้จะไม่มีฝาปิดแต่ก็หาได้มีร่องรอยของฝุ่นละอองที่มาจับขวดยาเลยแม้แต่น้อยเสื้อผ้าอาภรณ์ที่คุณยายนุ่งห่มนั้น ก็เรียบง่าย ปราศจากรอยยับย่น ขาวสะอาด หาที่ติมิได้อย่างที่หลวงพ่อทัตตชีโวท่านเคยเล่าว่า วันหนึ่งสมัยที่ยังไม่ได้บวช ท่านสังเกตเสื้อผ้าที่คุณยายใส่แล้วอดถามไม่ได้"ยาย... เสื้อยายขาด ปะตั้งหลายแห่ง ทำไมยังขาวกว่าเสื้อของผมอีก นี่ผมใช้ยังไม่กี่เดือนเลย ยังขาวสู้ของยายไม่ได้ ผ้าของผมเนื้อดีกว่าของยายนะ"คุณยายท่านมองหน้า "คุณ...ยายมันลูกชาวนา มีเสื้อผ้าไม่มาก เพราะฉะนั้นยายใช้แล้วซักทุกวัน ไม่เคยทิ้งหมัก ไม่เคยทิ้งข้ามวัน ยายไม่เคยเลยที่จะมาใส่กะละมังทิ้งไว้ ใช้วันนี้พอตอนเย็นยายก็ซัก มันจะได้ไม่เข้ากร้าน (คือ ความสกปรกไม่ซึมลึก) ซักเรียบร้อยแล้วยายก็ตากแดดให้มันแห้งพอแห้งยาย ก็รีบเก็บ ไม่งั้น สีมันจะออกซีดๆ เก่าๆ เพราะฉะนั้นเสื้อผ้าของยายทุกตัว แม้มันจะขาดแล้วก็ยังขาวเหมือนใหม่"
หลวงพ่อทัตตชีโวท่านเล่าอีกว่า ตั้งแต่ท่านเกิดมาไม่เคยเห็นใครสะอาดอย่างนี้ ปกติผ้าขี้ริ้วพอท่านใช้แล้วมันสกปรกท่านก็ทิ้งไป เพิ่งมาเห็นว่า แม้แต่ผ้าขี้ริ้วที่คุณยายใช้ถูบ้าน เช็ดบ้านนั้น คุณยายก็ซักจนสะอาด เมื่อเห็นอย่างนั้นท่านจึงรู้สึกอายและปรับปรุงตัวเองตั้งแต่นั้นมาคุณยายจะสอนธรรมะที่บ้านธรรมประสิทธิ์ตั้งแต่เช้าจนถึง 2 ทุ่มทุกวัน บรรดาลูกศิษย์ของ
คุณยายมีทุกระดับทั้งหญิงและชาย ตั้งแต่เด็กนักเรียน นิสิตนักศึกษา ไปจนถึงผู้ที่ประกอบอาชีพแล้วซึ่งโดยปกติจะมาถึงบ้านธรรมประสิทธิ์พร้อมหน้ากันเมื่อเวลา 6 โมงเย็นเป็นต้นไป และคุณยายก็จะเริ่มสอนตั้งแต่เวลานั้นกลางปี พ.ศ. 2510 วันหนึ่งระหว่างที่หลวงพ่อทัตตชีโวกำลังนั่งสมาธิอยู่กับคุณยาย วิชาไสยศาสตร์ที่เคยฝึกมาก็ตามมาทำร้าย ทำให้เกิดอาการหายใจไม่ออก มีลมดันขึ้น กระอักกระอ่วนน้ำลายฟูมปาก คุณยายบอกกับท่านว่า "คุณฝึกไสยศาสตร์มามาก อาจารย์เก่าๆ เขาไม่ยอมให้คุณเปลี่ยนทาง เขามาขวางไว้" หลวงพ่อทัตตชีโวถามคุณยายด้วยความกังวลใจว่า "ยังงี้ผมไม่แย่หรือ"คุณยายตอบว่า "จะเอาธรรมะก็ต้องสละชีวิต พระพุทธเจ้าท่านก็ทำอย่างนี้ คุณกล้าไหมล่ะ"หลวงพ่อทัตตชีโวเห็นแววตาเด็ดเดี่ยวนั้นแล้วก็ตอบอย่างมั่นใจว่า "กล้าครับ"นับจากวันนั้น ท่านจึงตั้งใจนั่งสมาธิเรื่อยมา คุณยายก็คอยช่วยแก้ไขให้ อาการดังกล่าวจึงค่อยทุเลาเบาบางลง ดูเหมือนว่าจะหาย แต่ก็ไม่หายขาด เพราะในส่วนลึกแล้วท่านยังคงมีความเสียดายวิชาไสยศาสตร์อยู่ อย่างที่คุณยายบอกกับท่านว่า "ยังไม่หายขาดหรอก ยายแก้ให้ได้แค่นี้ส่วนที่เหลือเป็นเพราะคุณยังเสียดายวิชามารอยู่ แต่คุณจะไม่ขลังอีกแล้ว เพราะทั้งหมดที่คุณเรียนมาเป็นประเภทมนต์ปนธรรม ไม่ใช่ธรรมบริสุทธิ์ ต่อไปนี้ต้องหมั่นนั่งสมาธิให้มากๆ"หลังจากเริ่มปฏิบัติธรรมที่บ้านธรรมประสิทธิ์ได้ไม่นาน หลวงพ่อทัตตชีโวก็ชักชวนน้องๆชมรมพุทธศาสตร์จากมหาวิทยาลัยต่างๆ มานั่งสมาธิกับคุณยายเพิ่มมากขึ้นเป็นลำดับ พอถึงวันอาทิตย์ต้นเดือน บรรดาลูกศิษย์ต่างก็แบ่งงานกันทำทุกคนไม่มีละเว้น แต่เนื่องจากหลวงพ่อทัตตชีโวเป็นเหมือนพี่ชายคนโต มีอายุมากที่สุดในกลุ่มนักศึกษาด้วยกัน คือ 29 ปี น้องๆ จึงไม่แบ่งงานให้ทำ ท่านจึงหันไปจัดรองเท้า ซึ่งถูกถอดวางทิ้งไว้ระเกะระกะแถวหน้าบันไดให้เป็นระเบียบเรียบร้อย พอเสร็จจากการนั่งสมาธิ
ทุกคนลงมาเห็นรองเท้าที่วางอยู่ ก็ชื่นชมกันโดยที่ไม่รู้ว่าใครเป็นคนทำ หลวงพ่อทัตตชีโวท่านทำเฉยเสียแต่ใจนั้นปีติเบิกบานเป็นที่สุดต่อมา คุณยายได้มอบหมายให้หลวงพ่อทัตตชีโวช่วยสอนธรรมะบ้าง รับแขกแทนบ้าง หลวงพ่อธัมมชโยเล่าให้ท่านฟังว่า การที่คุณยายมอบหมายหน้าที่นี้ให้ เพราะหลวงพ่อทัตตชีโวเป็นคนไม่มีมานะถือตัวรู้จักสร้างงาน และที่สำคัญคือเป็นคนที่กตัญู แม้ว่าคุณยายจะว่าอะไรก็ไม่เคยโกรธ รวมทั้งไม่มีนิสัยคดในข้องอในกระดูกสามารถเป็นครูคนได้เย็นวันหนึ่ง ที่บ้านธรรมประสิทธิ์ เมื่อทุกคนมาพร้อมกันแล้วคุณยายก็นำนั่งสมาธิ พอทุกคนหลับตาได้ประมาณ 10 นาที คุณยายก็หายเข้าไปในห้องน้ำและอยู่ในนั้นเป็นเวลานานกว่าจะกลับมานั่งต่อจนถึงเวลาเลิก หลังจากเลิกนั่งสมาธิแล้ว หลวงพ่อทัตตชีโวไปเข้าห้องน้ำ เห็นห้องน้ำ พื้นและข้างฝาแห้งสนิทสะอาด น่าใช้ ท่านสังเกตว่า เมื่อไปเข้าห้องน้ำทีไรก็เป็นอย่างนี้ทุกครั้ง แม้ว่าก่อนหน้านี้จะมีผู้ใช้ห้องน้ำแล้วก็ตามด้วยอุปนิสัยที่เป็นคนช่างสังเกต และต้องการทราบว่าเวลาที่ทุกคนหลับตานั้น คุณยายทำอะไรบ้างดังนั้นในระหว่างที่ทุกคนนั่งสมาธิกันอยู่ ท่านจึงลืมตาขึ้นมองดูคุณยาย เมื่อไม่เห็นนั่งอยู่ ท่านก็ลุกตามไปดู
พอไปถึงก็ได้พบคุณยายกำลังขัดถูห้องน้ำ และเช็ดพื้น เช็ดข้างฝาอยู่ หลวงพ่อทัตตชีโวรู้สึกสะเทือนใจกับภาพที่เห็นตรงหน้า เพราะทั้งตัวท่านและบรรดาลูกศิษย์คนอื่นๆ ต่างพากันทำห้องน้ำให้เปียกแฉะ คุณยายต้องตามเช็ดตลอดเวลา โดยที่ตนเองไม่มีโอกาสล่วงรู้เลยดังนั้น เมื่อมีโอกาสนั่งอยู่กับคุณยายตามลำพัง ท่านถามคุณยายถึงเรื่องนี้ว่า "ยาย...ทำไมต้องทำอย่างนั้น" คุณยายให้เหตุผลชัดเจนว่า "ยายแก่แล้ว อายุจะ 60 แล้ว คนแก่น่ะเท้ามันไม่มียาง (ลายเท้า)มันลื่นง่าย ถ้าไม่ระวังเดี๋ยวจะล้มหัวฟาดพื้น แล้วจะฟื้นยาก ยายเลยต้องทำไว้ให้ชินเสียตั้งแต่ตอนนี้แหละคุณ"หลวงพ่อทัตตชีโวฟังคำตอบนั้นด้วยความรู้สึกซาบซึ้งในความละเอียด รอบคอบของคุณยายแม้ท่านเพิ่งรู้จักคุณยายได้ไม่นาน แต่สิ่งที่พบก็เป็นความประทับใจที่ยากจะลืมเลือนได้


วางแผนให้ศิษย์ประพฤติพรหมจรรย์
            ในเวลาต่อมา เมื่อมีเด็กหนุ่มสาวมาปฏิบัติธรรมกันมากยิ่งขึ้น และสามารถรวมกลุ่มกันได้อย่างเหนียวแน่นแล้ว คุณยายก็เริ่มรณรงค์ให้ทุกคนประพฤติพรหมจรรย์ ตอนเย็นๆ ระหว่างที่นั่งปฏิบัติธรรมกันอยู่ คุณยายจะคอยให้กำลังใจไปด้วย เรื่องที่คุยกันนั้นก็วนเวียนอยู่แต่เรื่องของบุญกุศล เรื่องการสร้างบารมี หรือไม่ก็เป็นเรื่องของภพนี้ภพหน้าส่วนเรื่องการประพฤติพรหมจรรย์ คุณยายจะพยายามพูดสรรเสริญคุณของพรหมจรรย์ให้ฟังบ่อยๆ"ชีวิตพรหมจรรย์เหมือนนกน้อยในอากาศ มันมีแต่ปีกมีแต่หาง จะไปไหนมาไหนก็สะดวกสบายและเป็นอิสระ ถ้าเราประพฤติพรหมจรรย์ เราจะทำอะไรก็เป็นอิสระ มีเงินร้อยบาทก็ใช้ได้ทั้งร้อยถ้าหากมีครอบครัวแต่ยังไม่มีลูก เงินร้อยบาทก็ใช้ได้ห้าสิบบาท ถ้ามีลูกหนึ่งคนเหลือยี่สิบห้าบาท
ถ้ามีสองคนเหลือสิบสองบาท ห้าสิบสตางค์ ถ้าสามคนหนี้ท่วมหัวเลยลูกตอนเล็กๆ ก็น่ารักดี แต่พอโตขึ้นมันก็ดื้อ เราก็จะได้พ่อแม่ที่ดื้อด้วย ขนาดลูกเกิดอยู่ในท้องเราแท้ๆ ออกมามันยังดื้อ... เพราะฉะนั้น อยู่คนเดียวดีกว่าสบาย มีความสุข ถึงเวลาเราก็ได้สร้างบารมีอย่างเต็มที่"สำหรับหลวงพ่อธัมมชโยแล้ว บ่อยครั้งที่คุณยายมักจะพูดกับหลวงพ่อด้วยถ้อยคำที่แสดงถึงความเป็นห่วงเป็นใยเสมอ "อย่ามีความลับกับยายนะ มีอะไรให้เล่าให้ฟัง ยายจะได้ช่วยเหลือ ยายน่ะเหมือนพ่อเหมือนแม่ของคุณ เหมือนปู่ย่าตายาย แต่ที่แตกต่างกันก็คือ ยายไม่ได้มองแต่ประโยชน์ปัจจุบันนี้ ยายเป็นห่วงคุณข้ามภพข้ามชาติ กลัวว่าคุณตายแล้วจะไปตกนรก เดี๋ยวจะไม่ได้เจอยายไม่ได้เจอหลวงปู่วัดปากน้ำ ไม่ได้เจอวิชชาธรรมกาย ยายจึงต้องเป็นห่วง เพราะฉะนั้นมีอะไรอย่าปิดบังยาย"เมื่อได้ฟังคุณยายพูดอย่างนี้ หลวงพ่อก็ไม่เคยปิดบังอะไรอีก มีเรื่องอะไรท่านต้องเล่าให้ฟังหมดทุกเรื่อง หากทำอะไรผิดพลาดมา คุณยายท่านก็จะแนะนำ ชี้ให้เห็นถึงโทษที่จะเกิดขึ้นตามมา เวลาคุณยายสอนนั้นไม่เหมือนใครอื่นในโลก ท่านจะเริ่มด้วยการให้นั่งสมาธิก่อน เมื่อจิตใจสงบแล้ว ท่านจึงให้พิจารณาด้วยเหตุผล ท่านจะไม่พูดเฉพาะผลที่จะเกิดขึ้นในปัจจุบันชาติเท่านั้น แต่จะพูดถึงผลข้ามชาติทีเดียวคุณยายจะคอยเป็นห่วง ประคับประคองให้ลูกศิษย์อยู่ในเส้นทางแห่งพรหมจรรย์นี้ตลอดเวลาเพราะ พรหมจรรย์มีความสำคัญมากต่อการศึกษาวิชชาธรรมกายในระดับสูงขึ้นไปในสมัยนั้น งานฉลองวันเกิดเป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลาย เมื่อวันเกิดของคุณยายเวียนมาถึง บรรดาลูกศิษย์จะมาฉลองวันเกิดให้ท่านกันอย่างคับคั่งคุณยายเกิดวันขึ้น 10 ค่ำ เดือนยี่ ปีระกา ซึ่งบรรดาลูกศิษย์มักจัดงานวันเกิดของท่านตรงกับวันทางจันทรคติ งานฉลองวันเกิดของคุณยายในแต่ละปีจึงไม่ตรงกัน บางปีก็ตรงกับปลายเดือนธันวาคมบางปีก็ตรงกับเดือนมกราคมปีพุทธศักราช 2511 วันคล้ายวันเกิดของคุณยายตรงกับวันที่ 10 มกราคม หลังจากนั่งสมาธิและแขกผู้ใหญ่กลับกันไปจนหมดแล้ว มีแต่พวกเด็กๆ นักศึกษาประมาณ 10-15 คน ซึ่งยังคงช่วยกันเก็บกวาดบ้านและรอฟังโอวาทอยู่ ในโอวาทตอนหนึ่ง คุณยายกล่าวว่า "ในบรรดาลูกศิษย์ทั้งหมดนี่ยายรักพวกคุณมากที่สุด พวกคุณนี่ดีจริงๆ ขยันนั่งสมาธิ เอาจริงเอาจัง แล้วสมาธิก็ก้าวหน้าดี
แต่ยายจะรักพวกคุณมากขึ้นอีกหลายเท่า ถ้าพวกคุณเลิกสูบบุหรี่"คำพูดของคุณยายนั้นศักดิ์สิทธิ์ มีอานุภาพ พอสิ้นคำของท่านเท่านั้น ลูกศิษย์ที่สูบบุหรี่ทั้งหมดรวมทั้งหลวงพ่อทัตตชีโวด้วย ก็ทิ้งบุหรี่ลงในกระโถนของคุณยาย แล้วพร้อมใจกันตั้งสัจจะไม่สูบบุหรี่อีกเลยตลอดชีวิต วันนั้นหลังจากที่ทุกคนกลับไปกันหมดแล้ว เหลือเพียงหลวงพ่อธัมมชโย ซึ่งบัดนี้นั่งอยู่ต่อหน้าคุณยาย ท่านได้มอบของขวัญอันล้ำค่าที่สุดในชีวิตแด่คุณยาย ด้วยการตั้งสัจจาธิษฐานว่า"จะประพฤติพรหมจรรย์ตลอดชีวิต" คุณยายก็รับฟังอย่างปีติเบิกบานและภาคภูมิใจยิ่งการกล่าวสัจจาธิษฐานของหลวงพ่อธัมมชโยครั้งนั้น ยังผลให้เกิดกำลังใจในการประพฤติพรหมจรรย์แก่ลูกศิษย์คนอื่นๆ ที่ยังเป็นโสดอีกมากมาย วันเกิดของคุณยายทุกปี จึงกลายเป็นวันที่
ลูกศิษย์รอคอยเพื่อที่จะตั้งสัจจะเป็นของขวัญอันล้ำค่า ให้เป็นที่ถูกใจท่านยิ่งไปกว่าเดิมภายหลังต่อมา คุณยายท่านให้ล้มเลิกการกล่าวสัจจาธิษฐานเรื่องการประพฤติพรหมจรรย์เสียเพราะมีลูกศิษย์บางคนเสียสัจจะต่อตนเอง ซึ่งจะเป็นผลเสียต่อผู้นั้นติดตัวไปข้ามภพข้ามชาติบรรยากาศการนั่งสมาธิร่วมกัน ณ บ้านธรรมประสิทธิ์นั้น ทุกคนที่มานั่งสมาธิ ไม่ว่าชาย หรือหญิง
จะนั่งรวมกันบนชั้นสองของบ้านส่วนชั้นล่างจะเป็นที่ทำอาหาร รับประทานอาหารและเก็บข้าวของต่างๆเมื่อคุณยายเห็นวี่แววว่าจะเกิดเรื่องชู้สาวขึ้น ท่านจึงสั่งสอนเป็นการใหญ่ เพราะปรารถนาจะให้ลูกศิษย์ประพฤติพรหมจรรย์ และเป็นกำลังในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาต่อไป นอกจากนี้ท่านยังสั่งให้แยกกันนั่งระหว่างหญิงกับชาย เพื่อขจัดต้นตอ คือ ความใกล้ชิดสนิทสนม อันจะนำไปสู่เรื่องชู้สาว ซึ่งเป็นผลเสียต่อการปฏิบัติธรรม คำสั่งนี้ได้กลายเป็นกฎระเบียบในการจัดที่นั่งของสาธุชนที่มาปฏิบัติธรรม ณ วัดพระธรรมกายในเวลาต่อมา


คุณยายสร้างคน
            การฝึกคนให้รักการปฏิบัติธรรม คุณยายใช้วิธีฝึกคนที่จะเป็นต้นแบบไว้ก่อน ทางฝ่ายชายคุณยายเลือกหลวงพ่อธัมมชโยเป็นต้นแบบ แล้วก็ฝึกให้หลวงพ่อทัตตชีโวเอาอย่างหลวงพ่อธัมมชโยอีกต่อหนึ่งส่วนฝ่ายหญิง คุณยายเลือกคุณแข่งแข จิระชุติโรจน์ หรือที่น้องๆ กลุ่มปฏิบัติธรรมในมัยนั้นเรียกกันว่า "พี่เข่ง" เป็นต้นแบบ เพราะพี่เข่งมีความใกล้ชิดกับน้องๆ มากกว่าใครทั้งหมดคุณยายจะกำชับให้พี่เข่งดูแลน้องๆ ผู้หญิงให้ดี และพูดเสมอว่า "ยายเกลียดมาก ถ้าคนที่อยู่ในวงบุญ
ด้วยกันแล้วมามีเรื่องชู้สาวกันเอง"วิธีป้องกันเรื่องนี้ ต้องเข้มงวดกันอย่างจริงจัง หลังจากเลิกนั่งสมาธิตอน 2 ทุ่มทุกวัน พี่เข่ง
จะพาน้องๆ ผู้หญิงขึ้นรถเมล์กลับบ้านพร้อมๆ กันให้หมดก่อน จากนั้นประมาณ 10-20 นาทีพวกผู้ชายจึงค่อยตามไป แต่ถ้าใครมีเรื่องรีบร้อนต้องกลับก่อน คุณยายก็จะให้พวกผู้ชายกลับไปพร้อมกันก่อนพวกผู้หญิง โดยประมาณเวลาให้ขึ้นรถเมล์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงให้พวกผู้หญิงตามไปคุณยายวางมาตรการไว้อย่างรัดกุมที่จะไม่ให้ลูกศิษย์ฝ่ายหญิงมีโอกาสนิทสนมกับฝ่ายชายซึ่งพี่เข่งก็ปฏิบัติตามนโยบายอย่างเคร่งครัด ด้วยเหตุนี้จึงไม่มีเรื่องชู้สาวเกิดขึ้นในระหว่างปฏิบัติธรรมที่บ้านธรรมประสิทธิ์ ทั้งหมดนี้คือการสร้างทีมงานของคุณยาย เพื่อนำไปสู่การเผยแผ่วิชชาธรรมกายไปทั่วโลกคุณยายท่านเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการสร้างวัดทั้งหมด ท่านใช้เวลาสร้างกลุ่มผู้นำ ขึ้นมาก่อน การจะสร้างทีมงานขึ้นมาสักชุดหนึ่ง ใช้เวลาเกือบ 10 ปี ถือว่าเป็นการเตรียมงานที่ใช้เวลาอย่างมาก แต่การใช้เวลาหลายปี ทำให้มีเวลาที่จะคิดและตรองงานอย่างรัดกุม และที่สำคัญคือสามารถหลอมความรู้สึกนึกคิด หลอมพฤติกรรมต่างๆ ของกลุ่มผู้นำให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้เป็นผลทำให้เมื่อจะลงมือทำอะไรแล้ว ไม่ขัดแย้งกันและรู้ใจ รู้ว่าหมู่คณะกำลังจะทำอะไร หรือต้องการอะไรเมื่อคุณยายได้รับคำสั่งจากหลวงปู่วัดปากน้ำ ให้อยู่รอผู้ที่จะมา สืบทอดวิชชาธรรมกาย ด้วยความเคารพครูบาอาจารย์ หลังจากที่หลวงปู่ท่านมรณภาพแล้ว ท่านจึงรออยู่ที่วัดปากน้ำเพื่อรวบรวมคนวิธีการรวบรวมคนของคุณยาย คือ ประการที่หนึ่ง ท่านตั้งใจสอนสมาธิอย่างเอาจริงเอาจังเพราะแต่เดิมนั้นท่านไม่ได้สอน ท่านเข้าไปอยู่ในโรงงานทำวิชชา ไม่ค่อยได้พูดกับใคร แต่หลังจากที่หลวงปู่วัดปากน้ำมรณภาพแล้ว ท่านไม่ต้องนั่งอย่างนั้นอีกแล้ว ท่านเปลี่ยนบทบาทของท่าน คือ ตั้งแต่เช้ามืดตี 4 เรื่อยไป ท่านจะนั่งเพื่อตัวเองจนกระทั่งถึงเวลารับประทานอาหารเช้า พอสายหน่อยประมาณแปดโมงครึ่งท่านก็เริ่มนั่งอีก แต่การนั่งครั้งนี้ท่านนั่งเพื่อสอนลูกศิษย์ที่มาหาคุณยายในยุคแรกส่วนมากไม่ใช่นิสิตนักศึกษา แต่เป็นผู้ใหญ่มีครอบครัว บางคนอยู่ในวัยทำงาน บางคนอยู่ในวัยชรา เหตุที่มาหาคุณยายเพราะลูกหลานเจ็บไข้ได้ป่วยเข้าโรงพยาบาลหลายแห่งแล้วรักษาไม่หาย หรือบางคนลูกหายสามีหาย ภรรยาหายไปจากบ้านไม่รู้จะไปตามที่ไหน ก็มาหาคุณยาย บางคนมีเรื่องกระทบกระทั่งกันที่ทำงานบ้าง บางคนคิดถึงผู้ล่วงลับ อยากทำบุญให้ถึงเขาเต็มที่ก็มาหาคุณยายให้ช่วยคุมบุญให้พอมาถึง หากคุณยายรับปากช่วยเหลือทันที เขาจะไม่ได้อะไร ดังนั้นท่านจึงมีคำพูดอยู่คำหนึ่งคือ "เดี๋ยวก่อน เรื่องอื่นเอาวางไว้ มานั่งสมาธิให้ใจใสๆ เสียก่อน" ตอนแรกๆ บางคนจะรู้สึกอึดอัด
แต่ก็ต้องทำตาม ไม่มีใครปฏิเสธคุณยายได้ ท่านจึงอาศัยประสบการณ์ที่ฝึกมามาก นำนั่งสมาธิแล้วก็คุมบุญให้เขา ปรากฏว่าบางคนที่มีพื้นฐานใจดี เคยอบรมกับหลวงปู่วัดปากน้ำมาบ้างแล้ว พอนั่งสมาธิก็สว่างขึ้นมาในวันนั้นเอง ได้ความสว่างสงบ รู้สึกชุ่มชื่นใจ เห็นคุณค่าของธรรมะ จึงมาหาคุณยายบ่อยๆและชักชวนญาติสนิทมิตรสหายมาเพิ่มอีกด้วยประการที่สอง ก่อนจะเลิกนั่งสมาธิ 5 นาที 10 นาที คุณยายจะอบรมทั้งๆ ที่ยังหลับตาอยู่ ท่านเห็นอะไรในใจก็นำเรื่องนั้นขึ้นมาเตือนสติ โดยไม่เอ่ยชื่อตัวบุคคล การเตือนสติในวาระที่นั่งสมาธิกันเต็มที่แล้วเป็นการเตือนที่ได้ผล เพราะทุกคนมีจิตใจนุ่มนวลละเอียดอ่อน พร้อมจะรับฟังคำแนะนำตักเตือนทุกสิ่งทุกอย่าง นี่คือการฝึกคนของคุณยายในช่วงแรกเมื่อหลวงพ่อธัมมชโยมาถึง คุณยายท่านอบรมหนักเป็นพิเศษ เพื่อจะให้เป็นบุคคลต้นแบบครั้นอบรมหลวงพ่อธัมมชโยได้ถึงจุดหนึ่งแล้ว เห็นว่าหล่อหลอมเหมือนเป็นใจเดียวกับคุณยายแล้ว ก็ให้หลวงพ่อธัมมชโยไปตามเพื่อนรุ่นๆ เดียวกัน หลวงพ่อทัตตชีโวจึงได้เข้ามาสร้างบารมีด้วย จากนั้นหลวงพ่อทัตตชีโวก็ไปตามเพื่อนๆ มาอีก เป็นทอดๆ กันไป จนมีนิสิตนักศึกษามาเรียนธรรมะมากขึ้นคุณยายจึงตั้งกฎระเบียบเอาไว้มากมายเพื่อเป็นหลักปฏิบัติต่อไป นี่คือหลักการหล่อหลอมคนหนุ่มสาวของคุณยายหลักการที่คุณยายใช้นี้ เป็นหลักการเดียวกันกับการสร้างงานสำคัญๆ ของโลกในอดีตพระสัมมาสัมพุทธเจ้าครั้งที่เป็นพระโพธิสัตว์ เมื่อจะทำงานใหญ่แต่ละชาติ ท่านก็อาศัยคนหนุ่มสาวฝึกขึ้นมาเป็นกำลัง พอตรัสรู้ธรรมแล้วพระองค์ก็ฝึกคนขึ้นมาอีก คือชุดของพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะแต่ความแตกต่างอยู่ตรงที่ว่า คุณยายเป็นผู้หญิงและไม่มีความรู้ทางโลก แต่ด้วยญาณทัสนะ คือความรู้แจ้งภายในอันเกิดจากการเข้าถึงวิชชาธรรมกาย ท่านจึงอบรมหลวงพ่อธัมมชโย อบรมหลวงพ่อทัตตชีโวและพระภิกษุรุ่นบุกเบิกได้ ซึ่งใช้เวลายาวนานเกือบสิบปี กว่าจะเริ่มงานเผยแผ่วิชชาธรรมกายต่อไปคุณยายเป็นคนจริง ทำจริง และต้องทำให้สำเร็จ ดังนั้นแม้จะไม่รู้หนังสือ แต่เวลานี้ท่านคือครูของบรรดาหนุ่มสาวระดับปัญญาชน


หลวงพ่อธัมมชโยบวชอุทิศชีวิต
            เดือนเมษายน พ.ศ. 2512 หลวงพ่อธัมมชโยเรียนจบปริญญาตรีสาขาวิชาเศรษฐศาสตร์เกษตรจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คุณยายกำหนดไว้ว่า เมื่อหลวงพ่อมีความรู้ทางโลกแล้ว ก็พร้อมที่จะอุปสมบทเป็นพระภิกษุผู้เปี่ยมไปด้วยสติปัญญาและมีจิตใจที่เข้มแข็งเป็นผู้นำในการเผยแผ่วิชชาธรรมกายของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้กว้างไกลต่อไปได้ จึงได้มีการปรึกษาหารือกันว่า หลวงพ่อธัมมชโยควรจะบวชในพรรษานี้เมื่อหลวงพ่อตกลงใจที่จะบวช คุณยายก็ปลื้มปีติเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นความภาคภูมิใจสมกับที่ได้ทุ่มเททั้งหมดของชีวิตเพื่อวิชชาธรรมกาย เย็นวันนั้น เมื่อทุกคนมาปฏิบัติธรรมกันพร้อมหน้า คุณยายก็แจ้งข่าวนี้ให้ทราบ ทุกคนต่างปีติยินดีไปกับข่าวอันเป็นมงคลนี้ด้วยดังนั้น ในวันที่ 27สิงหาคม พ.ศ. 2512 ซึ่งตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 9 จึงเป็นวันที่หลวงพ่อธัมมชโยอุปสมบท ณ พัทธสีมาวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ มีพระเทพวรเวที (สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์เจ้าคณะใหญ่หนเหนือ ในปัจจุบัน) เป็นพระอุปัชฌาย์ และมีฉายาว่า "ธัมมชโย" แปลว่า "ผู้มีชัยชนะด้วยธรรมกาย"การบวชครั้งนี้เป็นการบวชอุทิศชีวิตให้กับพระพุทธศาสนา ด้วยมโนปณิธานที่จะเผยแผ่วิชชาธรรมกายไปทั่วโลก เป็นภาระหน้าที่อันยิ่งใหญ่ที่รอคอยท่าน สืบสานให้สำเร็จลุล่วงในภายหน้าต่อไป

-------------------------------------------------------------------

GL 305 ปฏิปทามหาปูชนียาจารย์
กลุ่มวิชาเป้าหมายชีวิต

**บทความ แนะนำ/เกี่ยวข้อง

สิ่งดีๆมีไว้แบ่งปัน อะไรดีๆมีอีกเยอะ กด Like facebook กัลยาณมิตร