ทำไม ? ชาวพุทธควรไปแสวงบุญที่ประเทศอินเดีย

วันที่ 23 กย. พ.ศ.2558

 

ทำไม ? ชาวพุทธควรไปแสวงบุญที่ประเทศอินเดีย

 

ทำไม ? ชาวพุทธควรไปแสวงบุญที่ประเทศอินเดีย

สังเวชนียสถาน,ไปไหว้พระอินเดีย เนปาล, 
ทำไม ?...พุทธต้องไปแสวงบุญที่อินเดีย

           ปัจจุบันนี้ มีชาวพุทธผู้ศรัทธาเริ่มเดินทางไปกราบนมัสการพุทธสังเวชนียสถานที่ประเทศอินเดียและเนปาล เพิ่มมากขึ้นทุกปี จึงมีคำถามตามมาว่าทำไมต้องเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลไปไหว้พระถึงประเทศอินเดีย หากชาวพุทธมีศรัทธาต่อคำสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ก็ไม่จำเป็นเลยที่จะต้องไปไหว้พระถึงประเทศอินเดีย เพราะสถานที่ไหว้หรือทำบุญก็มีอยู่ในประเทศไทยมากมาย ทำไมต้องไปถึงประเทศอินเดียให้เสียเงินเสียทองเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์

          ในฐานะพระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย ขอให้เหตุผลของการเดินทางไปไหว้พระแสวงบุญที่ประเทศอินเดีย เพื่อจักให้ท่านผู้ศรัทธาได้พิจารณาดังนี้

         ๑.เพราะอินเดียเป็นแผ่นดินต้นกำเนิดพระพุทธศาสนา หากเราจะเปรียบเทียบการบำรุงต้นไม้ก็ต้องรดน้ำพรวนดิน ใส่ปุ๋ย ก็ต้องรดน้ำที่ต้นที่ราก ต้นไม้จึงจะเจริญงอกงาม การไปบำเพ็ญบุญ สั่งสมบารมี ถ้าจะให้มีพลังและบารมีจักเจริญงอกงามบริบูรณ์ได้อย่างเต็มที่ ก็ต้องไปยังแผ่นดินอินเดีย แดนชมพูทวีป อันเป็นดินแดนต้นกำเนิดแห่งพระพุทธศาสนานั่นเอง ผู้ศรัทธาที่มีสิทธิเลือก มีโอกาส จึงเลือกที่จะไปไหว้พระแสวงบุญ ณ ที่กำเนิดพระพุทธศาสนา หรือสถานที่จริงให้ได้สักครั้งในชีวิต

          ๒.พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ ในอดีตระหว่างบำเพ็ญบารมีเป็นพระโพธิสัตว์ก็ได้อาศัยการบำเพ็ญบารมีในแผ่นดินชมพูทวีปแห่งนี้ การเดินทางไปที่อินเดียจึงเท่ากับว่าเป็นการได้เดินตามรอยพระพุทธเจ้าตามรอยพระโพธิสัตว์เจ้าทั้งหลาย จะได้มีโอกาสสัมผัสถึงบรรยากาศการบำเพ็ญบารมีตามแบบอย่างพระบรมโพธิสัตว์ที่ท่าน ด้วยตนเอง

          ๓.พระสงฆ์สาวกแสดงธรรมกถาให้ชาวพุทธ ได้ฟังพระเทศน์ก็ดี ได้สวดมนต์ก็ดี ได้บรรยายก็ดี เรื่องพระพุทธศาสนา เรื่องพระพุทธประวัติ ล้วนแต่เป็นเรื่องเกี่ยวกับแแผ่นดินอินเดียทั้งสิ้น น่าเสียดายยิ่งนักหากผู้ที่บรรยายเรื่องพระพุทธประวัติ เรื่องพระพุทธเจ้า เรื่องธรรมบท ยังไม่เคยพบไม่เคยได้เห็นแดนดินถิ่นกำเนิดแห่งพระพุทธศาสนา ได้เพียงแค่การสร้างภาพและจินตนาการ ตามคัมภีร์และตำราที่ศึกษาเรียนรู้มาเท่านั้น ซึ่งความเป็นจริงแล้วต่างกันโดยสิ้นเชิง

การไปไหว้พระที่ประเทศอินเดียได้ประสบการณ์ ๔ อย่างดังนี้

         ๑.มาถึงที่ คือได้เห็นกับตาตนเอง เป็นพุทธสถานที่จริงๆ เช่นต้นพระศรีมหาโพธิ์ เป็นต้นไม้ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้จริงๆ พระแท่นวัชรอาสน์ คือที่พระพุทธองค์ประทับนั่งบำเพ็ญธรรม จนได้บรรลุเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจริงๆ เป็นต้นในขณะเดียวกัน ในเมืองไทยแม้จะมีพุทธสถานก็ล้วนแล้วแต่เป็นสถานที่สร้างและจำลองขึ้นมาทั้งสิ้น

         ๒.มาถึงหู คือได้มาฟังเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นจริงในอดีต ณ สถานที่นั้นๆ ดุจได้ย้อนเวลากลับไปในห้วงเวลาแห่งอดีตครั้งพุทธสมัย ทบทวนความรู้ จากที่ได้เคยได้ยินได้สดับตรับฟังมา ณ สถานที่จริงๆ เหมือนราวกับว่าเราได้ย้อนกลับเข้าไปอยู่ในเหตุการณ์จริงด้วยตนเอง

       ๓.มาถึงตา ได้มากราบมาไหว้สัมผัสเห็นด้วยตนเอง ซึ่งเหมือนกับดูจากภาพ ผ่านสื่ออื่นๆ ซึ่งสามารถสัมผัส เข้าถึง มองเห็นรายละเอียดเกี่ยวกับสถานที่ต่างๆ ด้วยความลึกซึ้งจริง ๆ

         ๔.มาถึงใจ ได้สัมผัสความรู้สึกที่เกิดจากภายในจิตของตนเอง ความรู้สึกภายในที่มิอาจอธิบายออกมาเป็นคำพูด ด้วยประโยคใด ๆ ได้ บางท่านเกิดความเอิบอิ่มใจ เกิดปีติ น้ำตาไหลโดยไม่ทราบสาเหตุ ความรู้สึกเหล่านี้เป็นความรู้สึกอันเกิดจากภายใน ซึ่งความรู้สึกเช่นนี้จะเกิดได้ก็ต่อเมื่อได้มาสัมผัสด้วยใจตนเอง ณ สถานที่จริงๆ เช่นนี้ เท่านั้น
            ที่สำคัญที่สุดนั้น ให้พิจารณาในเนื้อหาสาระในมหาปรินิพพานสูตร อันเป็นพระสูตรที่กล่าวถึงเหตุการณ์ก่อนเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน พระพุทธองค์ได้ตรัสกับพระอานนท์ว่า

        “ดูก่อนอานนท์ ชนเหล่าใดเที่ยวจาริกไปยังสังเวชนียสถาน ๔ สถาน คือสถานที่ประสูติ ตรัสรู้ แสดงปฐมเทศนา และเสด็จดับขันธปรินิพพาน เหล่านี้แล้ว หากมีจิตเลื่อมใส ชนเหล่านั้นทั้งหมด เบื้องหน้าแต่กายเพราะกายแตก จักเข้าถึงสุคติคือโลกสวรรค์” 

   นี้เป็นพระพุทธดำรัสตรัสสั่งถึงพุทธสถานให้พุทธศาสนิกชนผู้ระลึกถึงพระองค์ในภายหลังการเสด็จปรินิพพาน ได้เดินทางมากราบสักการะพุทธสถานเหล่านี้ หากมาด้วยจิตเลื่อมใสศรัทธาแล้ว ย่อมมีสุคติ คือ โลกสวรรค์เป็นโลกเบื้องหน้า เท่ากับว่าท่านที่เดินทางมาไหว้พระที่อินเดีย ได้สร้างหลักประกันให้กับตนคือ การประกันด้วยโลกสวรรค์เป็นภพเบื้องหน้าไว้ในจิตใจตนเองนั่นเอง

         ดังนั้นผู้ที่มีโอกาส มีเวลาจึงไม่ควรรีรอที่จะไปไหว้พระ แสวงบุญ ณ ประเทศอินเดีย เหตุที่นำพาไปในดินแดนพุทธภูมิ

         ๑.มีศรัทธา ความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา สั่งสมบุญสร้างบารมี มีศรัทธามั่นคงต่อพระรัตนตรัย อย่างต่อเนื่อง จนระดับจิต ระดับศรัทธาหนุนนำให้อยากไปไหว้พระ ถึงที่อินเดีย

         ๒. มีทรัพย์ เป็นค่าใช้จ่ายต่าง ๆ สำหรับการเดินทางพอสมควร

         ๓.มีเวลา คือสามารถจัดระเบียบชีวิตให้กับตนเอง จัดสรรเวลา วางธุรกิจเรื่องชีวิตงานหน้าที่แบ่งให้ศาสนกิจด้านจิตใจ เพื่อได้ไปไหว้พระที่อินเดีย

         ๔. มีสุขภาพดี คือความพร้อมทางด้านร่างกาย ที่แข็งแรงสมบูรณ์ดี ไม่มีโรคาพาธ

       ๕. มีผู้นำ ที่ให้คำแนะนำ และจัดโปรแกรมการเดินทาง เป็นภาระในการเดินทางเพื่อการเดินทางจักสะดวกไร้ป้ญหาและอุปสรรคใด ๆ

ความภาคภูมิใจในฐานะพุทธศาสนิกชนชาวไทย

      ๑. ประเทศไทยเป็นประเทศเดียวในโลกที่มีชาวพุทธนับถือพระพุทธศาสนาแบบดั้งเดิม ที่ยังพร้อมด้วยหลักธรรม หลักวินัย หลักปฏิบัติ ยังธำรงคงไว้ซึ่งแก่นแท้ของความเป็นพุทธตั้งแต่สมัยพุทธกาลมาจนถึงปัจจุบันกาลได้

        ๒. เพราะเรามีบุญ เคยสร้างกุศล บำเพ็ญบารมีกับพระพุทธศาสนามาตั้งแต่อดีตชาติอันเป็นบุพเพกตปุญญตา มาในชาตินี้บุญกุศลจึงส่งหนุนนำให้มาเกิดเป็นมนุษย์ พบพระพุทธศาสนาที่เจริญรุ่งเรือง ณ เมืองไทย พร้อมมีศรัทธาเลื่อมใสในบวรพระพุทธศาสนา และมีโอกาสได้เดินทางไปถึงต้นกำเนิดแห่งพระพุทธศาสนา คือที่อินเดีย เท่ากับว่าได้กลับไปเยี่ยมบ้านเกิดของตนเอง หากว่าชาตินี้ไปเกิดแผ่นดินที่อื่นๆ หรือแม้แต่ที่ประเทศอินเดียที่อดีตพระพุทธศาสนาเคยเจริญรุ่งเรือง ปัจจุบันก็แทบจะไม่มีพระพุทธศาสนาให้รู้จัก ให้ศรัธาได้เลย 

         ๓. ไทยเรามีความสงบร่มเย็น เป็นสุขได้ ก็เพราะภายใต้พระบารมีขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นองค์เอกอัครศาสนูปถัมภ์ ทรงเป็นพุทธมามกะ เป็นร่มเงาแห่งพระพุทธศาสนา ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรืองที่บ้านพุทธเมืองไทย มาตราบจนปัจจุบันนี้

          ๔. ขอให้ชาวพุทธไทย จงภูมิใจว่า โลกปัจจุบันท่ามกลางการก่อการร้ายและภัยสงคราม ความโหดร้ายภัยพิบัติจากธรรมชาติ โลกของเรากลายเป็นสถานที่ที่ไม่น่าอยู่และไม่ปลอดภัยต่อการดำรงชีวิต พระธรรมคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นดุจแสงทองแห่งความหวังของมวลมนุษย์และตลอดถึงชาวโลกทั้งหมดได้ประจักษ์ว่า พระธรรมคำสอนขององค์พระสัมมาเป็นหลักนำสันติภาพมาแก่มนุษย์โลกได้อย่างแท้จริง โลกตะวันตกกำลังหันมาให้ความสนใจ ศึกษาเรียนรู้ปฏิบัติตนตามหลักคำสอนพระพุทธศาสนาที่พวกเรารักษาไว้ให้จนถึงปัจจุบัน
         และองค์การสหประชาชาติได้ประกาศให้วันวิสาขบูชาเป็นวันสำคัญของโลก (The World's importance Day) เพื่อน้อมรำลึกนึกถึงองค์ศาสดาของชาวพุทธ และจักเป็นโอกาสแห่งการน้อมนำพระธรรมคำสอนมาร่วมใจกันปฏิบัติกันทั่วโลก เพื่อความสงบร่มเย็น ดับความทุกข์เข็ญและความเดือดร้อนของชาวโลกสืบไป


 

บทความจาก : หนังสือพิมพ์ คม ชัด ลึก 
ฉบับวันที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2549