อานุภาพพระมหาสิริราชธาตุ

พระมหาสิริราชธาตุ รุ่นดูดทรัพย์ สำหรับ ผู้สร้างพระธรรมกายประจำตัวภายในมหาธรรมกายเจดีย์นั้น จะได้รับของที่ระลึกเป็นพระธรรมกายของขวัญ

อานุภาพพระมหาสิริราชธาตุ เล่ม 6

คนนับหมื่นตื่นตะลึงปาฏิหาริย์

 

คนนับหมื่นตื่นตะลึงปาฏิหาริย์

น่าจะมีวันน้ำตาบนหล่นลงล่าง น้ำตาล่างเอ่อล้นขึ้นบน

 


อานุภาพ พระมหาสิริราชธาตุ พระดูดทรัพย์ คนนับหมื่นตื่นตะลึงปาฏิหาริย์อานุภาพ พระมหาสิริราชธาตุ พระดูดทรัพย์ คนนับหมื่นตื่นตะลึงปาฏิหาริย์

อานุภาพ พระมหาสิริราชธาตุ พระดูดทรัพย์ คนนับหมื่นตื่นตะลึงปาฏิหาริย์

อานุภาพ พระมหาสิริราชธาตุ พระดูดทรัพย์ คนนับหมื่นตื่นตะลึงปาฏิหาริย์

 

เมื่อวันเกิดปาฏิหาริย์มหัศจรรย์ ภาพหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ปรากฏอยู่ ณ ดวงตะวันที่หมุนได้ ฉายประกายแสงเจิดจ้าเป็นสีต่างๆ ในฟากฟ้ายามบ่ายแก่ๆ ของวันอาทิตย์ที่ ๖ กันยายน พ.ศ.๒๕๔๑ ต่อหน้าพระภิกษุสามเณรกว่าพันรูปและมหาชนหลายหมื่นคน ซึ่งประชุมกันอยู่เบื้องหน้ามหาธรรมกายเจดีย์ในครั้งนั้น


ผู้ร่วมอยู่ในเหตุการณ์ต่างพากันเกิดมหาปีติใหญ่หลวงที่สุดของชีวิต มีศรัทธามั่นคงในพระพุทธศาสนาขึ้นมาอย่างเต็มเปี่ยม พลอยให้มีจิตใจซาบซึ้งไปถึงเรื่องราวปาฏิหาริย์ต่างๆ ครั้งสมัยพุทธกาล สิ้นข้อกังขาสงสัยว่ามีจริงหรือไม่ เพราะต่างพากันได้คิดว่า ในสมัยพุทธกาลนั้นผู้คนล้วนแต่มีบุญมีบารมีแก่กล้า พร้อมที่จะเป็นพระอริยบุคคลมาเกิดเป็นจำนวนมาก ปาฏิหาริย์ที่ยิ่งใหญ่อย่างเช่น ยมกปาฏิหาริย์ วันเปิดโลกครั้งพระพุทธองค์เสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ การเปล่งฉัพพรรณรังสี การเหาะเหินเดินอากาศ จึงเกิดขึ้นให้มหาชนจำนวนมากเห็นกับตาได้ ในขณะที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่ พร้อมเหล่าพระอรหันตสาวกผู้มีฤทธิ์ มีอภิญญาจำนวนมากนั้น ไม่ได้เป็นสิ่งที่เหลือเชื่อแต่ประการใด


อย่างไรก็ตาม เมื่อไม่ได้เห็นเหตุการณ์ปาฏิหาริย์นั้นด้วยตาตนเอง ผู้คนยุคนี้จึงยังมีข้อเคลือบแคลงสงสัยไปต่างๆ นานา บางคนก็ว่าใช้วิทยาการสมัยใหม่ ยิงภาพและแสงสีด้วยเลเซอร์ไปที่ดวงอาทิตย์ ซึ่งเป็นคำกล่าวหาที่ค้านกับข้อเท็จจริง เพราะการยิงเลเซอร์ต้องทำในที่มืด หรือเวลากลางคืน แต่เรื่องที่เกิดขึ้นนี้เป็นเวลากลางวัน ดวงอาทิตย์ยังส่องแสงกล้าอยู่


บางคนก็สงสัยว่าเป็นการสะกดจิต สำหรับการสะกดจิตนั้น ผู้ถูกสะกดจะต้องทำตามคำสั่งผู้สะกด ปรากฏว่าเรื่องนี้เมื่อพระเดชพระคุณหลวงพ่อ เชิญชวนให้ผู้คนนั่งลงอยู่ในความสงบ คนก็กลับลุกฮือยืนขึ้นส่งเสียงอึงคะนึงเมื่อเห็นปาฏิหาริย์เกิดขึ้น จนหายตื่นเต้นและเหตุการณ์สงบลงแล้ว จึงยอมนั่งลงอยู่ในความสงบ ซึ่งค้านกับคำกล่าวหา สิ่งที่ทุกคนเห็นก็มีผิดแปลกแตกต่างกัน ต่างคนต่างเห็น ถ้าเป็นการสะกดจิตผู้ที่ถูกสะกดจิตจะต้องเห็น ต้องทำ ต้องพูด ต้องคิดอย่างเดียวกัน โดยเฉพาะทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ทราบดีว่า คำกล่าวหาเหล่านี้เป็นเรื่องน่าขบขันอย่างยิ่ง


ถึงอย่างไรก็ต้องขอเรียนย้ำให้ผู้ช่างสงสัยทราบว่า ปาฏิหาริย์ที่เกิดขึ้นในวันนั้น เป็นเพราะการรวมพลังใจทำบุญใหญ่ของเหล่ามหาชนที่ร่วมสร้างพระธรรมกายที่แกนกลางมหาธรรมกายเจดีย์สำเร็จครบจำนวน เรียกว่าปิดแกนกลางได้ ปาฏิหาริย์จึงบังเกิดขึ้น เพื่อร่วมแสดงอนุโมทนาสาธุการให้ทุกคนเบิกบานใจ


ในวันที่ ๑๐ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๔๑ จะเป็นวันที่ทุกคนร่วมใจกัน ทุ่มทำบุญ สร้างพระธรรมกายประจำตัว ประดิษฐานภายนอกมหาธรรมกายเจดีย์ให้สำเร็จ เรียกว่า "ปิดเจดีย์" ในทำนองเดียวกัน


วันอาทิตย์ที่ ๑๑ ตุลาคม จะเป็นวันฉลองการ "ปิดเจดีย์" ภายนอก ซึ่งทุกคนคงจะได้ร่วมเปล่งคำว่า "ทุ่มชีวี สร้างมหาธรรมกายเจดีย์ ชิตัง เม" กันอีกครั้ง


"ชิตัง เม" แปลว่า เราทุกคนชนะแล้ว


การปิดพระธรรมกายประจำตัวภายนอกมหาธรรมกายเจดีย์สำเร็จเป็นงานบุญยิ่งใหญ่อีกงานหนึ่ง ไม่เป็นสองรองบุญใดๆ พระธรรมกายทุกองค์ที่ประดิษฐาน ณ ภายนอกมหาธรรมกายเจดีย์ นอกจากการสร้างความงดงามอร่ามเรืองให้มหาธรรมกายเจดีย์ดูเป็นสีทองคำทั่วทั้งองค์แล้ว ยังเป็นเครื่องหมายของพลังความสามัคคีที่ยิ่งใหญ่เกรียงไกร รวมใจคนนับแสนนับล้าน ช่วยกันสร้างมหาธรรมกายเจดีย์ให้เป็นปูชนียสถาน ฟื้นฟูพระพุทธศาสนาครั้งยิ่งใหญ่ ต่อจากนี้ไปจะไม่มีใครทำงานบุญใหญ่อย่างนี้ให้ได้เห็นอีกแล้ว จึงเป็นที่เชื่อมั่นได้ว่า การปิดยอดองค์พระ มหาธรรมกายเจดีย์ภายนอกได้ในวันที่ ๑๐ ตุลาคม ในวันคล้ายวันเกิดหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ งานฉลองความสำเร็จในวันอาทิตย์ที่ ๑๑ ตุลาคม จะพึงบังเกิดขึ้น


สิ้นเสียง "ชิตัง เม" ความมหัศจรรย์อย่างหนึ่งอย่างใด ต้องปรากฏให้เห็นเป็นกำลังใจ เหมือนร่วมอนุโมทนาสาธุการอย่างแน่นอน


อาจจะเป็นวัน "น้ำตาบนจะหล่นลงล่าง น้ำตาล่างจะเอ่อล้นขึ้นบน" ก็เป็นได้คือ เป็นวันเปิดโลกสาม โลกอบายภูมิ โลกมนุษย์ และเทวโลก จะปรากฏให้เห็นซึ่งกันและกันด้วยตาของตนเองแท้ๆ ทำนองเดียวกับการเห็นภาพปาฏิหาริย์ในวันที่ ๖ กันยายนที่ผ่านมา


น้ำตาบนหล่นลงล่าง หมายถึง เมื่อเหล่าเทพยดานางฟ้าผู้อยู่ในภพเบื้องบน มองลงมาเห็นหมู่มนุษย์กำลังช่วยกันสร้างมหาธรรมกายเจดีย์ ก็มีปีติยินดีใหญ่หลวง ตื้นตันร้องไห้ อนุโมทนาสาธุการ ขณะเดียวกัน ก็ให้รู้สึกเสียใจมากมายจนกระทั่งต้องร้องไห้กันยกใหญ่ตามมา เมื่อรำลึกได้ว่าตนเองอยู่ในสุคติเทวโลก ทำบุญได้น้อยนักเพียงแค่อนุโมทนาบุญ ไม่มีโอกาสได้เป็นผู้ร่วมสร้างมหาธรรมกายเจดีย์เหมือนหมู่มนุษย์


นี่คือเหตุที่น้ำตาบนหล่นลงล่าง เป็นน้ำตาของความดีใจและเสียใจหล่นลงมาพร้อมกัน


น้ำตาล่างเอ่อล้นขึ้นบน หมายถึง น้ำตาของเหล่ามนุษย์และเหล่าสัตว์ในอบายภูมิ ซึ่งอยู่ภพเบื้องล่างของสวรรค์ เมื่อชาวมนุษย์แหงนหน้าขึ้นมองเห็นทวยเทพเทวดานางฟ้าทั้งหลาย สวยงามวิจิตรด้วยรูปร่างหน้าตาผิวพรรณ และทิพยสมบัตินานาประการ ก็ให้ดีใจเบิกบานว่า ตนเองได้ทำมหากุศลใหญ่ ร่วมกันสร้างมหาธรรมกายเจดีย์ไว้แล้ว สิ้นชีวิตลงเวลาใด ย่อมได้ไปอยู่ในสุคติภูมิ เป็นเทวดานางฟ้าตามที่เห็นอย่างนั้น คิดแล้วก็ปลื้มใจ น้ำตาเอ่อไหลล้นพ้นขึ้นมาจากนัยน์ตาที่กำลังมองดูชาวเทวโลกเหล่านั้น อันเป็นน้ำตาเย็น


ส่วนชาวอบายโลกทั้งหลาย มีเปรต อสุรกาย เดรัจฉาน และสัตว์นรก อยู่ในภพเบื้องต่ำ เมื่อแหงนมองเห็นเหล่ามนุษย์และทวยเทพเจ้าทั้งหลาย ก็พลันเศร้าโศกเสียใจยิ่งนัก น้ำตาเอ่อล้นท้นเป็นสายด้วยความเสียดายว่า เมื่อครั้งเกิดเป็นมนุษย์ไม่สร้างบุญกุศลสิ่งใดไว้ ประกอบแต่อกุศลบาปกรรม นำให้ตกอยู่ในอบาย วันใดใช้หนี้กรรมหมดลง ได้เกิดเป็นมนุษย์อีก จักสร้างบุญกุศลมหาศาลให้เต็มที่่ เหมือนดังได้เห็นมนุษย์ยุคนี้กำลังสร้างมหาธรรมกายเจดีย์อยู่ตรงหน้า นี้เป็นน้ำตาแห่งความเสียใจได้สำนึก


จึงขอประกาศข่าวเรื่องนี้ไว้ เชิญชวนผู้คลางแคลงใจทั้งหลาย มาร่วมงานวันปิดองค์พระธรรมกายประจำตัวภายนอกมหาธรรมกายเจดีย์ เพื่อพบกับเหตุการณ์ "น้ำตาบนหล่นลงล่าง น้ำตาล่างเอ่อล้นขึ้นบน"

 

ปาฏิหาริย์บนรักษาโรค

คุณกานดา สุนทรวิทยา อายุ ๖๗ ปี อยู่ที่ตำบลท่าขนอม อำเภอคีรีรัฐนิคม จังหวัดสุราษฎร์ธานี เล่าว่า ตนเองมีโรคประจำตัว ป่วยมาเป็นแรมปี คือโรคกระดูกเสื่อม ทำให้มีอาการปวดตามหลัง แขนขา ข้อต่อต่างๆ จะอยู่ในอิริยาบถใดก็ปวดอยู่ตลอดเวลา ต่อมาปี พ.ศ.๒๕๔๐ ยังพบอุบัติเหตุลื่นหกล้ม ต้องใส่เหล็กดามกระดูกบริเวณลำตัวอีกเกือบปีจึงเอาออกได้ ชีวิตที่ผ่านมาจึงเข้าออกโรงพยาบาลตลอด


มาถึงเดือนสิงหาคม ๒๕๔๑ มีโรคใหม่เพิ่มขึ้นอีก แพทย์บอกว่า ป่วยเป็นโรคกระเพาะอาหารเป็นแผล ทำให้ถ่ายมีเลือดออก เกิดอาการปวดรุนแรง กระดูกสันหลังก็ปวดรุนแรงตามมาด้วยอีก เวลานั้นพักอาศัยอยู่บ้านใกล้วัดพระธรรมกาย เพราะมีพระลูกชายคนโตบวชอยู่ในวัด


วันที่ ๕ กันยายน ได้เข้าไปถวายปัจจัยทำบุญสร้างองค์พระที่แกนกลางมหาธรรมกายเจดีย์ แต่ยังไม่ได้รับพระของขวัญมหาสิริราชธาตุ พระลูกชายจึงนำพระของขวัญของท่านให้โยมแม่ติดตัวไว้ แนะนำให้นึกถึงบุญที่สร้างองค์พระที่แกนกลางบูชาคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ อธิษฐานขอพรพระมหาสิริราชธาตุให้หายเจ็บป่วย


วันที่ ๖ กันยายน ลูกชายคนเล็กพาคุณกานดาไปทำบุญที่วัด ตอนบ่ายได้รับพระของขวัญพระมหาสิริราชธาตุจากพระเดชพระคุณหลวงพ่อเจ้าอาวาส และเดินทางไปร่วมถ่ายภาพประวัติศาสตร์ ณ ลานมหาธรรมกายเจดีย์


เวลาราว ๑๗ นาฬิกาเศษ คุณกานดาเห็นคนที่อยู่แถวหน้าลุกฮือยืนขึ้น มองไปที่ดวงอาทิตย์ ลูกชายที่ไปด้วยบอกว่า


"แม่ครับ ดูที่ดวงอาทิตย์ซิครับ"


คุณกานดาเล่าว่า เมื่อมองตาม เห็นพระอาทิตย์เหมือนมีเมฆบังไว้ ทำให้ไม่มีแสงแดดส่อง สักครู่พระอาทิตย์ค่อยสว่างขึ้น เป็นสีเหลืองอมชมพูสว่างนวล แล้วมีประกายจ้าเหมือนแสงสปอตไลท์ แต่สว่างกว่ามาก เมฆหายไปในพริบตา แสงแดดที่ส่องมาถูกตัว ไม่ทำให้รู้สึกร้อนสักนิดเดียว ทั้งที่ก่อนเกิดเหตุการณ์ อากาศร้อนอบอ้าว ต้องใช้ธงรูปหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ บังหน้าเอาไว้


ครั้นแล้วดวงอาทิตย์ก็คล้ายกับลอยยื่นออกมา แล้วขยายออกเป็นวงกลมสีต่างๆ เขียว คราม ม่วง นวล สวยงามจนบรรยายไม่ถูก พอมองไปที่บริเวณพระภิกษุสามเณรนั่งอยู่กว่าพันรูป เห็นท่านเป็นสีชมพูสดใส สว่างไสว สวยงาม


คุณกานดายืนยันว่า เกิดมาไม่เคยเห็นภาพมหัศจรรย์ดังที่เห็นอยู่เวลานั้นมาก่อน ยิ่งพอสาธุชนโบกธงครั้งใด ก็จะมีลมพัดมาแรงเป็นช่วงๆ เย็นชื่นใจทุกครั้ง


ครั้นพอก้มลงมองที่พื้นดิน ก็ยิ่งประหลาดใจ เห็นเป็นสีชมพูอยู่บนดิน ตรงนั้นบ้าง ตรงนี้บ้าง เสียงลูกชายถามว่า "แม่ครับ เห็นดวงที่พื้นดินรึเปล่าครับแม่" คุณกานดาตอบว่า "เห็นจ้ะลูก"


ลูกชายก็พูดต่อว่า "แม่ไหว้เลยครับ อธิษฐานพร้อมไปเลย นึกถึงพระมหาสิริราชธาตุ และหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ให้ท่านช่วยให้แม่หายจากโรคภัยไข้เจ็บให้หมดเลย ให้หายเป็นอัศจรรย์ทีเดียว" คุณกานดาทำตามคำแนะนำของลูกชายทันที


เมื่อเสร็จพิธีเดินทางกลับ เห็นแผ่นดินที่ยืนอยู่และกำลังเดินไปกลายเป็นสีชมพู เป็นดวงๆ เหมือนดอกบัวในสระ มีอยู่หลายดวง พอเดินเกือบถึงดวงก็หายไป มีดวงใหม่เกิดขึ้นแทน เป็นอยู่อย่างนี้ครู่ใหญ่ จึงหายไปกลายเป็นผืนดินสีธรรมดา เวลานั้นอาการปวดทั้งหลายหายไปหมดเป็นอัศจรรย์


วันที่ ๘ กันยายน ไปหาหมอตามที่นัดไว้ โดยไม่มีอาการปวดอะไรเหลืออยู่เลย แพทย์ตรวจดูอาการทุกอย่างแล้ว แจ้งว่าทุกอย่างเป็นปกติกลับบ้านได้ จนกระทั่งทุกวันนี้ไม่มีอาการเจ็บป่วยเหลืออยู่อีก สามารถทำงานทุกอย่างได้เหมือนเดิม ถางหญ้า ปลูกต้นไม้ ทำงานบ้านได้


คุณกานดาพูดว่า "นี่คือปาฏิหาริย์ของพระมหาสิริราชธาตุ และของหลวงพ่อวัดปากน้ำจริงๆ ขณะนี้ ชีวิตของดิฉันมีความสุขมากๆ"

ความเจ็บไข้ได้ป่วย เกิดจากสาเหตุ ๔ ประการคือเกิดจาก กรรมเก่า จิตใจ ดินฟ้าอากาศสิ่งแวดล้อม และอาหาร

โรคกระดูกเสื่อม อาจเกิดจากกรรมเก่า และรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมไม่เพียงพอ


โรคกระเพาะอาหาร เกิดจากการกินอาหารผิดเวลา ทำให้ท้องว่าง น้ำย่อยหลั่งออกมาในกระเพาะ ไม่มีอาหารให้ย่อย จึงย่อยผนังกระเพาะแทน ทำให้เป็นแผลในกระเพาะ


การที่คุณกานดานึกถึงคุณของพระมหาสิริราชธาตุ และหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ปาฏิหาริย์ซึ่งคุณกานดาเห็นพระภิกษุสามเณรทั้งหมดเป็นสีชมพู ทางฝ่ายพระภิกษุสามเณรท่านก็เล่าว่า เวลานั้นท่านก็เห็นบรรดาสาธุชนทั้งหลายกลายเป็นสีเหลืองทองหมดทุกคน มีละอองสีทองเล็กๆ โปรยลงมาจากฟ้า ลงมาที่บรรดาสาธุชน


จึงพอสรุปได้ว่า ขณะนั้นมีกระแสพลังบุญเต็มเปี่ยมไหลหลั่งมาจากแหล่งกำเนิดบุญคือพระนิพพาน มายังผู้คนทั่วบริเวณลานมหาธรรมกายเจดีย์ จิตใจของทุกคนเบิกบานปีติถึงที่สุดอยู่แล้ว ผลบุญจึงมีอานิสงส์ถึงที่สุด ใครอธิษฐานสิ่งใดย่อมสำเร็จ สำเร็จเป็นอัศจรรย์


เมื่อคุณกานดาอธิษฐานจิตในเวลานั้น ย่อมเกิดบุญมหาศาล พลันตัดรอนกระแสบาปกรรมเก่าทั้งหมดให้สิ้นกำลังส่งผลลงได้ทันที รวมทั้งมีลูกชายบวชเป็นพระให้อุปถัมภ์อยู่ก่อนแล้ว โรคทั้งหลายจึงหายไปเป็นอัศจรรย์


คุณกานดาจึงเสมือนได้ชีวิตใหม่ พ้นจากโรคภัยไข้เจ็บโดยทันทีทันใด และยังคงตั้งใจสร้างบุญกุศลต่อไป เพราะประสพอานุภาพของบุญด้วยตนเอง ชัดเจนถ่องแท้แล้ว ไม่ต้องรอให้ใครตักเตือนชักชวนอีกต่อไป


นอกจากเรื่องของคุณกานดา สุนทรวิทยา แล้วยังมีสาธุชนอีกนับหมื่นคนซึ่งเห็นเหตุการณ์ ต่างได้ทยอยเล่าประสบการณ์ของตัวเองดังต่อไปนี้

 

 
        "เมื่อวันที่ ๖ กันยายน พ.ศ.๒๕๔๑ ได้ไปวัดแต่เช้า นั่งสมาธิแล้วถวายข้าวพระในวันอาทิตย์ต้นเดือน ตอนบ่ายหลังจากหล่อพระธรรมกายประจำตัวของหลวงพ่อวัดปากน้ำแล้ว พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยบอกว่า ถ้าใครไม่มีธุระจำเป็นจริงๆ ให้อยู่ถ่ายรูปหน้ามหาธรรมกายเจดีย์กันก่อน พวกเราก็ไปพร้อมกันที่หน้ามหาเจดีย์และถ่ายรูปร่วมกัน เมื่อมองขึ้นไปบนฟ้าที่ดวงอาทิตย์ เห็นดวงกลมสีเขียวอ่อนแต่ใสซ้อนทับดวงอาทิตย์หมุนเร็วมาก แสงที่ปรากฏบนท้องฟ้ารอบๆ ดวงนั้นมีสีต่างๆ สลับกันจากฟ้าเป็นเขียว ชมพู แดง และเหลืองทอง มีเส้นรอบๆ ดวงออกแดงเรื่อๆ มองอยู่ตั้งนานก็ไม่มีอาการแสบตา พอหันมามองพระภิกษุสามเณรที่นั่งอยู่บนมหาเจดีย์ เห็นเป็นสีชมพูและทองตัดกันเป็นริ้วๆ เป็นแฉกเหมือนกับจักร ปีติใจจนน้ำตาซึมในพระคุณของหลวงพ่อที่ชี้นำดิฉันมาสู่เส้นทางธรรมอันสะอาดบริสุทธิ์ สงบและสว่าง ความอัศจรรย์เหนือฟากฟ้าในครั้งนี้ ทำให้มั่นใจมากยิ่งขึ้นว่ามหาธรรมกายเจดีย์จะต้องเสร็จสมบูรณ์โดยเร็วแน่นอน และเหตุการณ์นี้เป็นกำลังใจในการช่วยเร่งสร้างมหาธรรมกายเจดีย์ให้เป็นศูนย์กลางแห่่งการสร้างสันติสุขให้แก่โลก"
 
อาจารย์พิสมัย แสงหิรัญ
เจ้าของและผู้อำนวยการ โรงเรียนเทคโนโลยีกรุงเทพ
 และโรงเรียนกรุงเทพบริหารธุรกิจ 
 
 
 
        "เห็นดวงอาทิิตย์เป็นเหมือนดวงแก้วใส สว่าง เย็นตา ยิ่งมองยิ่งมีความสุข ดวงแก้วใสเปลีี่ยนเป็นสีทองใสสว่าง สีฟ้าใสสว่าง สีเขียวใสสว่าง สีม่วงใสสว่าง สีชมพูใสสว่าง สลับไปมา ตรงกลางดวงแก้วใสสว่าง มีรูปหลวงพ่อวัดปากน้ำทองคำอยู่ตรงกลางดวง มองเห็นชัดใส เมื่อมองมากเข้า เห็นเป็นรัศมีสว่างออกจากกลางองค์หลวงพ่อวัดปากน้ำ นับเป็นความอัศจรรย์ยิ่ง ใครในแผ่นดินจะมองดวงอาทิตย์ได้ด้วยตาเปล่า หากมิใช่อานุภาพบุญของหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ พระมงคลเทพมุนี"
 
พันตรีกล้าณรงค์ ไพรีพ่ายฤทธิเดช
นายทหารยุทธการ กรมทหารราบที่่ ๑๑ รักษาพระองค์ 
  
  
       "ตื่นเต้นสุดขีดในชีวิต ภาพที่เห็นปรากฏบนท้องฟ้ามองเห็นด้วยตาเปล่าของตนเอง ทีแรกไม่แน่ใจ เพราะขณะนั้นยังใส่แว่นกันแดดอยู่ จึงถอดแว่นออก ก็ยังเห็นภาพนั้นอยู่ แม้จะขยี้ตาถึง ๒-๓ ครั้ง ภาพอันสุดมหัศจรรย์ก็ยังปรากฏอยู่
 
        ภาพที่เห็นคือภาพของหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ นั่งในท่าขัดสมาธิ มีดวงอาทิตย์ปรากฏซ้อนอยู่กลางท้องของท่าน เมื่อมองในดวงอาทิตย์นั้นมี ดวงๆ ซ้อนๆ ทับปิดดวงอาทิตย์ แต่ละดวงๆ ที่ซ้อนทับนั้นมีประกายแต่ละสีไม่เหมือนกัน ซ้อนเป็นวงๆ อยู่เช่นนั้นมองเห็นด้วยตาเปล่านานถึงเกือบ ๒๐ นาที
 
        เหตุการณ์เช่นนี้ ถ้าใครมาบอกเล่า ดิฉันคงไม่มีวันเชื่อ ดิฉันตื่นเต้นอย่างสุดประมาณ ปากก็ส่งเสียงร้องหลวงพ่อสดๆๆ ดวงอาทิตย์ๆๆ ฝ่ามือก็คอยปาดน้ำตาที่ไหลอาบหน้าอย่างไม่หยุด
 
       ความปีติที่ได้เห็นในวันนั้นมิใช่ดิฉันคนเดียวที่เห็น ทุกคนมีอาการตื่นเต้นเหมือนดิฉันทั้งลานธรรมรอบมหาธรรมกายเจดีย์ ดิฉันได้ตั้งจิตอธิษฐาน พร้อมก้มลงกราบ ณ ดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ ชีวิตนี้ลูกจะขอเข้าถึงวิชชาธรรมกายให้จงได้ เพื่อให้สมกับความเมตตาอันยิ่งใหญ่ของหลวงพ่อ แม้ลับดับขันธ์ไปแล้ว ก็ยังมีความห่วงใยลูกหลานทุกคนถึงขนาดปรากฏให้เห็นกันทั่วลานธรรม"
 
ดร.โสภิต พิสิษฐ์บรรณากร
บรรณาธิการและเจ้าของหนังสือพิมพ์รายวันสยาม
 นิตยสารอนุพิสดาร และโรงพิมพ์โสภิต 
   
  
       "...วันนัั้น วันที่ ๖ กันยายน พ.ศ.๒๕๔๑ หลังจากที่พวกเราอธิษฐานจิตกันที่มหาธรรมกายเจดีย์เสร็จ ผมหันไปมองท้องฟ้าที่มีดวงอาทิตย์ยามอัสดงลอยเด่นอยู่ตามเสียงสาธุชนที่ตะโกนกัน ตอนแรกนึกแปลกใจทำไมจึงมองเห็นตะวันได้โดยไม่แสบตา พอพิจารณาให้ดีก็เห็นมีดวงกลมแก้วสีขาวนวลตามาบังแสงไว้ ให้มีเพียงแต่ขอบรอบๆ ที่ยังคงฉายแสงสว่างกระจ่างแจ้ง พร้อมกันนั้นรัศมีของแสงก็กะพริบเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ถึงตอนนี้่ทำให้ผมเริ่มตระหนักว่าไม่ใช่เหตุการณ์ตามธรรมชาติแล้ว จึงจ้องมองเพื่อดูการเปลี่ยนแปลงอย่างใจจดใจจ่อ ต่อมารัศมีของดวงอาทิตย์ก็เปลี่ยนเป็นสีเหลือง แดง ชมพู เขียว ฯลฯ ตามลำดับ แต่ละช่วงของสีนั้นก็คงอยู่เป็นเวลานาน บอกไม่ถูกว่าเกิดอะไรขึ้นกับดวงอาทิตย์ สิ่งที่เห็นกับตาของตนเองในขณะที่ยังมีสติสัมปชัญญะดีอยู่นั้นคือ รังสีของแสงที่แผ่กระจายสวยเย็นนวลตา เป็นความอัศจรรย์ที่ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ เพราะไม่สามารถโกหกตัวเองว่าไม่ได้เห็นตามนั้น
 
      คุณแม่ของผมเห็นหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ท่านยิ้มอย่างเบิกบานด้วย ครอบครัวเราต่างปีติจนน้ำตาไหลอาบแก้มทั้งสองข้าง แม้ว่าตั้งแต่เล็กจนโต จะพยายามทำความดี แต่ไม่คิดว่าจะมีบุญตาได้เห็นด้วยตาเปล่าแบบนี้ ทำให้ยิ่งเห็นความสำคัญว่า เมื่อคนมีบุญและแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์มาคู่กันในวันที่ดีที่่สุด ย่อมทำให้เกิดเหตุอัศจรรย์ใจขนาดนี้ได้ ตั้งแต่วินาทีนั้น เรายิ่งอยากให้ผู้คนในโลกนี้ได้มาร่วมกันสร้างความดี และมีความสุข ปีติเบิกบาน กันทุกๆ คนเลย..."
 
 
จิตแพทย์ประภาส อุครานันท์
รองผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์
 โรงพยาบาลนิติจิตเวช 

 

 

บทความนี้ ถูกใจคุณหรือไม่ + -

สิ่งดีๆมีไว้แบ่งปัน อะไรดีๆมีอีกเยอะ กด Like facebook กัลยาณมิตร