อานุภาพพระมหาสิริราชธาตุ

พระมหาสิริราชธาตุ รุ่นดูดทรัพย์ สำหรับ ผู้สร้างพระธรรมกายประจำตัวภายในมหาธรรมกายเจดีย์นั้น จะได้รับของที่ระลึกเป็นพระธรรมกายของขวัญ

อานุภาพพระมหาสิริราชธาตุ เล่ม 13

โอวาทพระราชภาวนาวิสุทธิ์

โอวาทพระราชภาวนาวิสุทธิ์
(หลวงพ่อธัมมชโย)
วันอาทิตย์ที่ ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๔๑

ภาพสุดท้ายแห่งชีวิต

การยังจิตให้เลื่อมใสในพระผู้มีพระภาคเจ้ามีอานิสงส์ที่ยิ่งใหญ่มาก พระอรหันต์องค์หนึ่ง ได้กล่าวถึงประวัติการสร้างบารมีของตัวท่าน โดยเฉพาะบุญพิเศษที่ส่งผลให้ท่านได้มาพบพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราพระองค์นี้ ได้ฟังธรรม ได้ปฏิบัติธรรม และได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันตสาวก


ท่านได้กล่าวถึงประวัติของท่านย้อนหลังเพื่อให้เป็นเนติแบบแผนของการสร้างบารมีแด่ชนรุ่นหลัง ท่านได้กล่าวว่า ในสมัยพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า พระปทุมุตระพุทธเจ้า พระองค์ได้เสด็จเข้ามาในเมืองพร้อมด้วยพระอริยสาวก ๒๐,๐๐๐ รูป เมื่อเสด็จเข้ามานั้น ความอัศจรรย์ก็ได้บังเกิดขึ้นคล้ายกับวันอัศจรรย์ตะวันแก้ว แต่ว่าความอัศจรรย์ที่เกิดขึ้นนี้ คือเครื่องดนตรีทั้งเมืองได้บรรเลงเพลงขึ้นมาเอง โดยไม่มีนักดนตรีบรรเลง ได้บรรเลงเพลงขึ้นมาสรรเสริญคุณพระสัมมาสัมพุทธเจ้า


เครื่องดนตรีที่อยู่ใกล้ตัวท่านนี้คือพิณ เสียงพิณได้บรรเลงขึ้น โดยไม่มีผู้ดีดพิณ พอท่านเห็นความอัศจรรย์เช่นนี้ ท่านก็เกิดความปีติเลื่อมใสในพระผู้มีพระภาคเจ้า เพราะอานุภาพของพระผู้มีพระภาคเจ้าช่างยิ่งใหญ่ไพศาลไม่มีประมาณ แม้ขนาดเครื่องดนตรีก็ยังรู้คุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้บรรเลงเพลงสรรเสริญคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าขึ้นเอง


ด้วยจิตที่เลื่อมใสในพระผู้มีพระภาคเจ้า เพราะเห็นเหตุอัศจรรย์ในครั้งนั้น ท่านได้กล่าวเอาไว้ว่า ตลอดระยะเวลาถึงแสนกัปป์ ท่านท่องเที่ยวอยู่ใน ๒ ภูมิ คือในมนุษย์โลกกับในเทวโลก จากมนุษย์ก็ไปเกิดเป็นชาวสวรรค์จุติจากสวรรค์ก็ลงมาเกิดสร้างบารมีในเมืองมนุษย์ วนเวียนกันอยู่อย่างนี้จนกระทั่งบารมีเต็มเปี่ยม ได้มาบังเกิดในสมัยของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นี้ และในที่สุดก็ได้ฟังธรรมแล้วเกิดความเลื่อมใส และก็ได้ลงมือปฏิบัติธรรมจนกระทั่งได้บรรลุมรรคผลนิพพาน


เพราะฉะนั้นความเลื่อมใสในพระผู้มีพระภาคเจ้านี้ ไม่ใช่เป็นสิ่งที่เล็กๆ น้อยๆ เลย สามารถทำจิตให้เต็มเปี่ยมไปด้วยบุญกุศล ใจผ่องใสไปตลอดชีวิต เมื่อใกล้จะละโลก จิตที่ผ่องใสนั้นก็สว่าง ภาพสุดท้ายที่ปรากฏเกิดขึ้นในใจ จะเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้ามาปรากฏเกิดอยู่ และภาพสุดท้ายแห่งชีวิตนั้น จะยังจิตให้เกิดความปีติ เกิดความเบิกบาน ไม่หวาดหวั่นในมรณภัย ไม่ทุกข์ทรมานด้วยโรคภัยไข้เจ็บ ดับทุกข์ไปได้ทีเดียว

ในที่สุดก็จะเกิดเป็นชาวสวรรค์ เข้าไปเป็นสหายแห่งเทวดา มีความสุขอยู่ในสุคติภพ ในโลกสวรรค์นั้น ได้เสวยสมบัติอันเป็นทิพย์ มีรูปอันเป็นทิพย์ มีเสียงอันเป็นทิพย์ มีสมบัติอันเป็นทิพย์ เพียบพร้อมด้วยบริวารทั้งหลาย ที่จะอำนวยความสะดวกให้มีความสุขในระหว่างพักกลางทางของการเดินทางไกลในสังสารวัฏ เป็นเวลายาวนานทีเดียว แล้วก็วนเวียนอย่างนี้ พอหมดกำลังบุญแล้วก็จุติลงมาใหม่ ก็จะเกิดในตระกูลสูง ที่มีสมบัติรอคอยอยู่ให้เป็นอุปกรณ์ เป็นเครื่องมือในการสร้างบารมียิ่งๆ ขึ้นไป


บัดนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าของเราพระองค์นี้ ท่านดับขันธปรินิพพานไปแล้ว ได้มีพระธรรมคำสอนและพุทธปฏิมากรนี้เป็นตัวแทนพระองค์ ซึ่งเราก็ได้พร้อมใจกัน สละทรัพย์มาสร้างบารมี แม้จะอยู่ในยามยาก ในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำก็ตาม ก็มีความเลื่อมใส ได้นำทรัพย์นี้มาบริจาคสร้างพุทธปฏิมากร คือพระธรรมกายประจำตัว แล้วก็ไม่ได้นำกลับไปบ้าน นำมาประดิษฐานที่มหาธรรมกายเจดีย์ เพื่อให้มนุษย์และเทวาทั้งหลายได้เคารพกราบไหว้บูชา


เท่ากับว่าเราได้มีส่วนอย่างสำคัญที่ได้เป็นทั้งเทวทูต ทั้งธรรมทูต นำผู้ที่มาเคารพสักการะบูชา ไปสู่สุคติโลกสวรรค์ ไปสู่หนทางแห่งการบรรลุมรรคผลนิพพาน เพราะฉะนั้นบุญที่ได้ไม่ใช่บุญเล็กบุญน้อย ให้ยังจิตให้มีความเลื่อมใส ให้มีความสุขว่าการตัดสินใจในการสร้างมหาทานบารมีในครั้งนี้ เป็นสิ่งที่เราตัดสินใจทำถูกต้องแล้ว


แล้วนอกจากที่เราจะทำด้วยคัวเอง เราก็ไม่ได้คิดเพียงเท่านั้น การจะไปเป็นสหายแห่งเทวดานั้นเพียงลำพัง เราไม่ไป เรายังชักชวนหมู่ญาติมิตรให้ติดตามกันไปด้วย จะได้มีวิมานอยู่เคียงข้างกันไป


เมื่อไปเจอกันในสุคติโลกสวรรค์ จะได้พูดคุยกันถึงบุพพกรรมที่ได้ทำกันมาสมัยที่ยังเป็นมนุษย์อยู่ว่า ในยามยาก ในภาวะที่เศรษฐกิจตกต่ำ ในภาวะที่เสียงลือเสียงสื่อต่างๆ ที่บิดเบือนออกไปจากความเป็นจริง เราไม่ได้หวั่นไหวเลย ยังมีความมุ่งมั่นสร้างสิ่งที่ดีงามกันต่อไป และทิ้งสิ่งที่ดีงามเอาไว้เป็นมรดกแก่โลก เพื่อให้เป็นแสงสว่างส่องทางชีวิตสำหรับผู้ที่จะมาในภายหลัง เราจะได้พูดคุยกันด้วยความปลื้มปีติยินดี ในสุคติโลกสวรรค์


ซึ่งบุญกุศลที่เกิดขึ้นจากการสร้างมหาทานบารมีในครั้งนี้ เป็นดวงบุญที่มีความสว่างไม่มีประมาณทีเดียว บุญนี้จะเป็นบ่อเกิดแห่งความสุขและความสำเร็จในชีวิต ไปทุกภพทุกชาติ จนกระทั่งถึงที่สุดแห่งธรรม เราจะสมบูรณ์ไปด้วยสมบัติทั้งสาม คือมนุษย์สมบัติ ทิพย์สมบัติ และนิพพานสมบัติ


ดวงบุญนี้เป็นบ่อเกิดแห่งสมบัติทั้งสาม หากเรามีความเลื่อมใสมาก บุญก็มาก เลื่อมใสปานกลาง บุญก็ลดหย่อนลงมา ถ้าเลื่อมใสเล็กน้อย บุญก็หย่อนลงมาอีก เลื่อมใสมากก็คือ ไม่ว่าจะมีอุปสรรคอะไรต่างๆ เกิดขึ้น เราไม่ได้หวั่นไหว สร้างบารมีของเราต่อไป ทั้งทำด้วยตัวเอง และชวนคนอื่นได้มาสร้างบารมีด้วย อย่างนี้เรียกว่าไม่หวั่นไหว มีอจรศรัทธาเป็นศรัทธาที่มั่นคง บุญใหญ่เกิดขึ้นมหาศาลทีเดียว


ส่วนที่หย่อนลงมาที่ทำปานกลางคือ ตอนแรกก็มีความเลื่อมใส แต่หวั่นไหวเมื่อได้ยินสื่อ แล้วก็กลับใจได้ในภายหลัง ไม่หวั่นไหวกันต่อไป อย่างนี้เรียกว่าปานกลาง ส่วนที่บุญน้อยๆ นั้น ตอนแรกก็เลื่อมใส แต่ว่าหวั่นไหวเมื่อได้ยินสื่อ แล้วก็ทิ้งช่วงกันไป กว่าจะกลับเนื้อกลับตัวได้ ก็จะปิดเจดีย์กันอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น ให้สำรวจตรวจตราดูกันให้ดีว่าเรามีความเลื่อมใสกันในระดับไหน


บุญเป็นของกลางเรามีเรี่ยวแรงจะตักตวงกันแค่ไหนก็แล้วแต่เรา เราอยากได้มากก็ทำมาก อยากได้ปานกลางเราก็ทำปานกลาง อยากได้น้อยก็ทำเพียงเล็กน้อย บุญนั้นแล้วแต่เรา ให้สังเกตดูมนุษย์ในปัจจุบัน บางคนก็ประสบความสำเร็จมาก บางคนก็ปานกลาง บางคนก็น้อย ก็ดูที่การกระทำในกาลก่อน ทำมาอย่างไร ก็เป็นไปอย่างนั้น ชาตินี้เราทำอย่างไร ก็เป็นอย่างนั้น แล้วแต่เรา


ใช้คุณค่าของเวลา ให้คุ้มค่ากับชีวิต

โอกาสดีๆ อย่าให้สูญไป เพราะเมื่อผ่านไปแล้ว ก็จะผ่านไปเลย ไม่มีวันที่จะย้อนกลับได้ เหมือนกาลเวลา เมื่อผ่านไป เราก็ไม่อาจที่จะเรียกกลับคืนมาได้


มีนักปราชญ์ท่านหนึ่งท่านเคยกล่าวเอาไว้ว่า ผู้ที่จะรู้ซึ้งถึงเวลาใน ๑ เสี้ยววินาทีได้ดี คือนักกีฬาที่ได้เหรียญเงิน เพราะเพียงเสี้ยววินาทีเดียวเท่านั้นก็พ่ายแพ้เขาเสียแล้ว ได้แค่เหรียญเงิน ส่วนผู้ที่รู้ซึ้งถึงคุณค่าใน ๑ วินาทีได้ดีคือผู้ที่ประสบอุบัติเหตุแล้วรอดตายมาได้ แล้วผู้ที่จะรู้ซึ้งถึงคุณค่าในเวลา ๑ นาทีได้ดีคือ ผู้ที่เคยไปอยู่ต่างประเทศ เวลารถไฟจะออก เขาออกตรงเวลา พอถึงเวลาเขาก็ออกรถไปเลย ถ้ามาช้าเพียง ๑ นาที ก็ไม่ทันเสียแล้ว


ผู้ที่จะรู้ซึ้งถึงเวลาใน ๑ วันนั้น ต้องไปดูผู้ที่ทำอาชีพหาเช้ากินค่ำที่มีรายรับเป็นรายวัน เขาจะรู้ซึ้งได้ดีทีเดียวว่า วันหนึ่งๆ เวลาผ่านไปด้วยการทำมาหากิน เพื่อจะเก็บเงินไปเป็นอาหารเลี้ยงลูกที่บ้าน ส่วนผู้ที่จะรู้ซึ้งถึงเวลาใน ๑ อาทิตย์ได้ดี เขาบอกว่าให้ไปดูบรรณาธิการหนังสือรายสัปดาห์ว่า เวลา ๑ อาทิตย์เวลาผ่านไปเร็วเหลือเกิน และผู้ที่จะรู้ซึ้งเวลาได้อย่างดีภายใน ๑ ปี เขาบอกว่าให้ไปดูมารดาที่คลอดลูกก่อนกำหนด พอลูกอายุ ๕ เดือน ๖ เดือนก็คลอดแล้ว จะรู้ว่าทุกข์ทรมานแค่ไหน


เพราะฉะนั้น เวลาที่ผ่านไป มีคุณค่าสำหรับชีวิตของเรา อย่าให้ผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์ ในยามนี้ เรามีงานสร้างบารมีเฉพาะหน้าที่รอคอยเราอยู่คือมหาธรรมกายเจดีย์ เรามีเรี่ยวแรงแค่ไหนทุ่มกันไป อย่าไปหวั่นไหวกับผู้ที่เขาไม่ได้รู้จริง ไปเชื่อคนที่ไม่รู้จริงแนะนำ ก็จะนำเราลงห้วยลงเหวไปด้วย


ผู้ที่ควรจะเชื่อคือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระอรหันตสาวก ท่านได้สร้างบารมีกันมาอย่างไร มีแบบแผนอย่างไร ให้เดินตามท่าน เราก็จะได้เป็นอย่างท่าน ถ้าเดินตามพวกที่ไม่รู้ ที่บิดเบือนเอาไปต่างๆ นานา ก็จะไปเป็นอย่างเขา แล้วแต่เราว่าเราจะเอาอย่างไร ใช้สติปัญญาพิจารณากันให้ดี


ท่าทีที่เที่ยงธรรม อโหสิกรรมให้เพื่อนทุกข์

นึกอธิษฐานให้บุญนี้แผ่ให้สรรพสัตว์ทั้งหลายที่ไม่มีประมาณให้ทั่วถึงให้หมด รวมทั้งผู้ที่คิดไม่ดีอะไรกับเรา เราก็ให้อภัยเขา ให้อโหสิกรรมกันไป


เพราะว่าทุกชีวิตนั้นมีความทุกข์ทั้งนั้นต้องแสวงหาปัจจัยเลี้ยงชีวิต เมื่อไม่มีทางเลือกก็ต้องหาทางรอด ทางไหนรอดได้ก็ทำอย่างนั้น เพราะฉะนั้นก็มีข้อแนะนำสำหรับสื่อที่เราจะต้องพบเห็น ไม่ว่าจะเป็นสื่ออะไรก็ตามให้สังเกตที่ใจของเราว่า ใจของเราเป็นปกติรึเปล่า ถ้าใจปกติ ใจใสๆ แล้วสามารถทำความเข้าใจได้ว่า อาชีพใดๆ ก็มีความจำเป็นต้องหาเงินเพราะทุกคนต้องกินต้องใช้
ถ้าคิดอย่างนี้ได้ จะช่วยสนับสนุนซื้อเขา ซื้อสิ่งพิมพ์ก็ซื้อกันไป แต่ให่อ่านดูด้วยใจที่เป็นปกติ แต่ถ้าหากว่า เราเห็นแล้วใจขุ่นทุกที เพราะว่าไม่ตรงไปตามความเป็นจริง เราก็ดูเฉยๆ แต่ก็ไม่ต้องซื้อติดมือกันมา


ถ้าหากว่าเราทำใจได้ เราก็ซื้อกันมา ถ้าทำไม่ได้ก็อ่านเฉยๆ ไม่ต้องไปซื้อ ให้ทำกันอย่างนี้ แล้วก็อย่าไปขุ่นมัว ไปโกรธเคืองอะไรเขา ทำใจให้สบายๆ อย่าให้บุญหกตกหล่น เพราะเรามีเวลาจำกัดแค่เพียงไม่กี่เดือน ในการสร้างมหาธรรมกายเจดีย์ ให้เอาเวลาและอารมณ์นั้น อยู่กับการสร้างบารมีดีกว่า ให้ใจใสๆ นึกถึงบุญกุศล บุญจะได้ไม่หกตกหล่น ให้ทำกันอย่างนี้


เมื่อถึงวันที่มหาธรรมกายเจดีย์สำเร็จ เราก็จะได้มาร่วมกันฉลองมหาธรรมกายเจดีย์ ในวันนั้นเราจะได้รวบรวมภาพประวัติศาสตร์ชีวิตของเราตั้งแต่ผู้มีส่วนในการซื้อที่ดินผืนนี้ ไม่ว่าเพียง ๑ ตารางวา หรือกี่ตารางวาก็ตาม ตลอดจนกระทั่งได้มากลั่นแผ่นดิน ได้มาตอกเสาเข็ม มาเทฐานรากจนกระทั่งได้มีโอกาสสร้างพระธรรมกายประจำตัว ในระหว่างเส้นทางนี้ มีอุปสรรคใดๆ ก็ตาม เราก็จะได้รวบรวมภาพเหล่านั้นมาฉายให้เห็นว่า เราสามารถผ่านอุปสรรคของชีวิตการสร้างบารมีเหล่านี้มาได้ และวันนั้นจะเป็นวันมหาปีติของเรา
เพราะฉะนั้น ตอนนี้ทำใจให้ใสๆ อย่าไปขุ่นมัวกับสิ่งต่างๆ และอย่าไปหวั่นไหว ให้ตั้งใจสร้างบารมีกันต่อไป

 

บทความนี้ ถูกใจคุณหรือไม่ + -

สิ่งดีๆมีไว้แบ่งปัน อะไรดีๆมีอีกเยอะ กด Like facebook กัลยาณมิตร