อานุภาพพระมหาสิริราชธาตุ

พระมหาสิริราชธาตุ รุ่นดูดทรัพย์ สำหรับ ผู้สร้างพระธรรมกายประจำตัวภายในมหาธรรมกายเจดีย์นั้น จะได้รับของที่ระลึกเป็นพระธรรมกายของขวัญ

อานุภาพพระมหาสิริราชธาตุ เล่ม 29

เรื่องที่ ๓๐๗เอาบุญเป็นที่ตั้ง

เรื่องที่ ๓๐๗เอาบุญเป็นที่ตั้ง
เมื่อก่อนมัวยุ่งอยู่กับเรื่องทำมาหากิน แต่มาวันนี้ตั้งใจทำบุญมาตลอด
และบุญส่งผลให้คำอธิษฐานสำเร็จดังใจปรารถนาทุกครั้ง

 

 

 

 

 

 
 
คุณกฤษฎา ทองขาว
ผู้มีบุญเป็นที่ตั้ง
 

คุณกฤษฎา ทองขาว อายุ ๕๑ ปี อยู่ที่อำเภอลาดกระบัง จังหวัดกรุงเทพฯ เล่าว่า ได้เข้าวัดครั้งแรกเมื่อวันอาทิตย์ที่ ๓ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๓๘ ซึ่งเป็นวันอาทิตย์ต้นเดือน โดยการชักชวนของคุณวิชัย ตั้งประสิทธิภาพ พอช่วงบ่ายมีโอกาสได้ไปกราบคุณยายอาจารย์อุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง พอเข้าไปพบ คุณยายท่านก็พูดขึ้นมาว่า "เวลาเหลือน้อยแล้วนะ" พอได้ยินประโยคนี้เท่านั้นก็แทบจะร้องไห้โฮออกมา แต่เพื่อนรวมทั้งคนอื่นๆ พากันหัวเราะ พอตกเย็นนั่งรถบัสกลับบ้าน ก็พยายามทบทวนคำพูดของคุณยาย พอกลับถึงบ้านเวลาเข้านอน อยู่ๆ ก็มองเห็นคุณยายนั่งอยู่บนอาสนะสีแดงลอยอยู่บนอากาศ ก็นึกว่าตนเองตาฝาด พอหลับไปก็ยังเห็นในฝันอีก ตื่นขึ้นมาลืมตาก็ยังมองเห็นอีก เห็นอยู่อย่างนี้ทุกวันเป็นเวลา ๑ เดือนเต็ม จึงมาปฏิบัติธรรมที่วัดเป็นประจำทุกวันอาทิตย์ จนวันหนึ่งได้ไปกราบหลวงพ่อทัตตชีโว จึงได้กราบปฏิญาณกับท่านว่า ตนจะเข้าวัดพระธรรมกายตลอดชีวิตจนกว่าจะหมดลมหายใจ และก็ได้ปฏิบัติเช่นนั้นและอยู่ในบุญตลอดมา ได้ร่วมบุญทุกโครงการที่ทางวัดจัดขึ้น ได้รับพระมหาสิริราชธาตุจากการสร้างพระธรรมกายประจำตัว และก็ได้พบกับอานุภาพความศักดิ์สิทธิ์ขององค์พระ คือ


เรื่องแรก เหตุเกิดเมื่อคืนวันพฤหัสบดีที่ ๑๕ เมษายน พ.ศ.๒๕๔๒ เวลาประมาณ ๒๑.๐๐ น. ขณะที่คุณกฤษฎากำลังนั่งเขียนหนังสือ นั่งเขียนอยู่ประมาณชั่วโมงเศษๆ พอจะลุกก็รู้สึกว่ามีอาการขาชาลุกขึ้นไม่ได้ รู้สึกเจ็บและปวด ไม่สามารถลุกขึ้นเดินได้ ขาไม่มีกำลังเลย ภาษาทางแพทย์แผนโบราณเรียกว่า "กระดูกทับเส้น" จึงเรียกให้คนในบ้านมาช่วยพยุง ก่อนนอนก็ได้สวดมนต์ไหว้พระ และได้นำพระมหาสิริราชธาตุรุ่นพิชิตมารใส่ในแก้วน้ำ แล้วสวดสรรเสริญ ๓ จบ หลังเสร็จแล้วได้นำน้ำมนต์นั้นมาดื่มและทาบริเวณที่ปวด วันรุ่งขึ้นก็ยังนอนรักษาตัวอยู่และทำน้ำมนต์แบบเดิมอีก พอถึงเช้าวันเสาร์ที่ ๑๗ เมษายนเท่านั้น ก็สามารถเดินได้เป็นปกติ และในวันเดียวกันนั้นก็สามารถไปรับงานติดโปสเตอร์ โดยเดินเป็นระยะทาง ๑ กิโลเมตรกว่าๆ และวันอาทิตย์ก็เข้าวัดปฏิบัติธรรมได้เป็นปกติ คุณกฤษฎาบอกว่า "ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อครับ"

 
เรื่องที่สอง คุณกฤษฎามีอาชีพขายอาหารสำเร็จจำพวกแกงถุง ที่ตลาดหัวตะเข้และเขตลาดกระบัง ก่อนจะขายอาหารทุกครั้ง เวลาที่แม่ครัวทำอาหารก็จะบอกให้ทำใจให้สบายๆ ตั้งใจทำอาหารอย่างประณีต และก่อนออกไปขาย คุณกฤษฎาก็จะอธิษฐานอาราธนาพระมหาสิริราชธาตุ ให้ช่วยดึงดูดทรัพย์ให้ขายดีมีกำไร และบอกกับองค์พระว่าจะนำกำไรที่ได้ไปทำบุญและชำระค่าหนี้สินต่างๆ เวลาออกขายก็ทำใจเบิกบาน ขายไปก็ภาวนาสัมมาอะระหังไป คุณกฤษฎาบอกว่า "อัศจรรย์มาก ขายดีเป็นเทน้ำเทท่าทันตาเห็นจริงๆ" และคุณกฤษฎาก็นำเงินที่ได้จากกำไรทุกครั้งเก็บออมทรัพย์ไว้ทุกวันๆ เพื่อจะนำไปทำบุญตามที่บอกกับองค์พระจริงๆ คุณกฤษฎาบอกว่า "เวลาอธิษฐานต้องอธิษฐานเอาบุญเป็นที่ตั้ง และต้องปฏิบัติตามอย่างนั้นอย่างสม่ำเสมอ แล้วคำอธิษฐานจะสำเร็จดังใจปรารถนา"

โดยปกติคำทักทายของคุณยายอาจารย์ที่พูดกับผู้มาพบ มักเป็นเรื่องในชีวิตของผู้นั้นที่ท่านเห็นญาณทางสมาธิ แม้จะเป็นเวลาลืมตาอยู่ก็ตาม คำพูดเหล่านั้นจึงมักกินใจ จับใจผู้ฟังเสมอ อย่างรายคุณกฤษฎา เมื่อถูกทักว่า "เวลาเหลือน้อยแล้วนะ" ผู้ถูกทักแทบจะร้องไห้เอาทีเดียว เพราะรู้ตัวอยู่ว่า มัวเสียเวลายุ่งอยู่กับเรื่องทำมาหากิน ไม่ได้ให้เวลาทำบุญกุศลมากเท่าที่ควรทำ
คุณยายอาจารย์ทักคุณกฤษฎาไว้เมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ.๒๕๓๘ ไม่นานนักท่านก็สุขภาพอ่อนแอจนไม่สามารถรับแขกได้อีกจนถึงปัจจุบัน ใครมาเวลานี้ย่อมเป็นการสายไปแล้วที่จะได้พบ แต่ยังดีที่ยังมีโอกาสได้ทำบุญกับคุณยายอาจารย์ บุญนั้นเองสามารถค้ำจุนให้พระมหาสิริราชธาตุแสดงพุทธานุภาพได้โดยง่าย ทำให้หายป่วย และทำมาหากินรุ่งเรือง

 

บทความนี้ ถูกใจคุณหรือไม่ + -

สิ่งดีๆมีไว้แบ่งปัน อะไรดีๆมีอีกเยอะ กด Like facebook กัลยาณมิตร